5 เคล็ดลับในการทำ อาหารเสริมให้ลูก

1.ก่อนเริ่มทำอาหารให้คุณแม่ตรวจเช็คอุปกรณ์เหล่านี้ก่อนว่ามีพร้อมหรือไม่ เช่น ไมโครเวฟ หม้อนึ่ง เครื่องปั่น เป็นต้น

2.เริ่มต้นด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัย เช่น แครอท มันฝรั่ง อโวคาโด นำมาบดให้ละเอียดก่อนให้ลูกรับประทาน คุณแม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาหารกลุ่มผักก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเป็นพวกผลไม้ เช่น ลูกพีช ลูกแพร์ ส้ม กล้วย แตงโม แอปเปิ้ล อาหารเหล่านี้นำมาล้างน้ำนำเม็ดออกให้ดี และเริ่มทำการบดหรือปั่นได้เลยค่ะ

3.หัดทำน้ำซุป ซุปเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับเด็กที่จะเริ่มกินอาหารเสริม คุณไม่จำเป็นต้องเคี่ยวน้ำซุปทุกวันหรือทั้งคืน เพราะของเหล่านี้คุณแม่สามารถทำเก็บแช่แข็งไว้ได้หลายวัน พอจะให้ลูกทานก็เพียงแค่ใส่ไมโครเวฟอุ่นก็ได้ทานแล้วค่ะ

4.ตอนนี้ลูกยังไม่พร้อมสำหรับการกัด อาหารที่มีลักษณะแข็ง บดหยาบ หรือพวกเครื่องเทศต่าง ๆ ดังนั้นอาหารที่คุณทำให้ลูกทานควรเป็นอาหารที่เป็นรสธรรมชาติจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงใดๆทั้งสิ้น เพราะระบบย่อยอาหารและกระเพาะอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ และเพื่อไม่ให้ลูกติดรสชาติอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปนั้นเองค่ะ

5.เลือกอาหารที่มีโภชนาการให้เหมาะสมกับวัยของลูก เช่น เลือกผักใบเขียวซึ่งมีแคลเซียมสูง หรือ เสริมธาตุเหล็ก ที่มีอยู่มากในตับ และไข่แดง คุณแม่ลองเลือก ๆ ดูนะคะ

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ สำหรับการเริ่มต้นทำอาหารเสริมให้ลูกน้อย ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เยอะ และวัตถุดิบก็หาไม่ยาก ทำง่าย และยังมีประโยชน์สูงสุดจำเป็นสำหรับลูกมาก ๆ เลยค่ะ

การปรับพฤติกรรมเด็กดื้อ เด็กซนทำอย่างไร



1. ปรับสิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น และจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการห้ามปรามหรือพูดสั่งเด็กบ่อยๆ ว่า “ไม่” “ทำไม่ได้” “อย่านะ” และยังป้องกันการเกิดอารมณ์เสียต่อกัน เช่น การเก็บยา สารเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแก้ว ของมีคมต่าง ๆ ให้พ้นมือเด็ก เนื่องจากเด็กวัยนี้ชอบปีนป่ายสำรวจสิ่งของอยู่แล้ว หรือจัดสถานที่เล่นให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เอาของเล่น หรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายออกไป เป็นต้น

2. จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เช่น จัดตารางการกิน การนอนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น ร่วมมือมากขึ้นในการทำกิจวัตรต่างๆ

3. เบี่ยงเบนความสนใจ เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ หรือสมาธิค่อนข้างสั้น จึงสามารถใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เด็กหันไปสนใจอย่างอื่นแทน เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการได้ เช่น หากเด็กกำลังเล่นของที่แตกหัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ อาจชวนให้เด็กเล่นอย่างอื่นแทน หรือหากเด็กกำลังจะเข้า

4. ชี้แนะ โดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน เช่น หากเด็กกำลังขีดเขียนเล่นบนหนังสือ ผู้ใหญ่ควรรีบเอาหนังสือออก และบอกเด็กว่า “เขียนบนหนังสือไม่ได้” แล้วหากระดาษหรือสมุดวาดเขียนให้เด็กเขียนหรือวาดรูปแทน เป็นต้น

5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ เช่น เมื่อเด็กร้องไห้อาละวาดอยู่ที่พื้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ ไม่ควรตามใจเด็ก ควร ปล่อยให้เด็กร้องไปเรื่อยๆ และทำเป็นไม่สนใจ แต่อยู่ในสายตาว่าเด็กปลอดภัยดี สักพักเด็กจะหยุดร้องไปเอง เมื่อเด็กหยุดร้องแล้วถึงจะเข้าไปหาเด็ก พูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหาหรือชวนทำกิจกรรมอื่นต่อไป แต่ไม่ใช่เข้าไปโอ๋หรือต่อรองกับเด็ก

6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป เช่น หากเด็กไม่ยอมกินข้าว ก็ต้องปล่อยให้เด็กรู้จักความรู้สึกหิว เด็กจะได้ยอมกินอาหารมื้อต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดผลตามธรรมชาติที่รุนแรง ก็ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที เช่น หากเด็กจะปีนป่ายที่สูงแล้วอาจตกลงมาศีรษะแตกหรือขาหัก เป็นต้น

7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่อยู่แล้ว การที่ผู้ใหญ่หรือคนในบ้านแสดงพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำทั้งหมดก็ตาม แต่เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับว่าการที่ผู้ใหญ่ทำพฤติกรรมดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่สมควรทำตามและเป็นที่ยอมรับ เช่น การที่ผู้ใหญ่เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านอย่างนุ่มนวล การพูดคุยในบ้านด้วยถ้อยคำที่สุภาพ การเข้านอนหรือทานอาหารเป็นเวลา เป็นต้น

8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เด็กแยกออกมาอยู่ตามลำพังชั่วคราวเพื่อสงบอารมณ์ โดยมีวิธีการดังนี้

  • เตือนบอกล่วงหน้าว่าจะให้เด็กทำอะไร เช่น “ลูกต้องหยุดขว้างของเล่นเดี๋ยวนี้ แล้วไปนั่งที่เก้าอี้นั่น”
  • หากเด็กไม่ยอมไปนั่งเอง ให้จูงมือหรืออุ้มเด็กไปนั่งที่เก้าอี้หรือจุดสงบที่เตรียมไว้ ในเด็กเล็กๆ อาจจะให้เด็กนั่งที่จุดเดิมก็ได้ แต่ควรเอาสิ่งของอื่นๆ หรือของเล่นออกไปจากบริเวณนั้นด้วย
  • กำหนดเวลาให้เด็กรู้ว่าต้องนั่งสงบนานเท่าไร โดยทั่วไปจะให้นั่งเป็นเวลานานเท่ากับอายุของเด็กเป็นปี แต่ไม่ควรเกิน 10 นาที เช่น เด็กอายุ 3 ปี ให้นั่งนาน 3 นาที เป็นต้น เนื่องจากในเด็กเล็กอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเวลา ควรหานาฬิกาใหญ่ๆ มาตั้งใกล้ๆ และชี้ให้เด็กดูเข็มนาฬิกาแทนว่าต้องนั่งนานเท่าใด
  • ระหว่างให้เด็กนั่งสงบ ไม่ควรให้ความสนใจหรือพูดโต้ตอบกับเด็ก ไม่ควรให้เด็กนั่งอยู่ในบริเวณที่มีของเล่น โทรทัศน์ หรือสิ่งเพลิดเพลินอื่นๆ และไม่ควรขังเด็กในห้องน้ำหรือห้องมืดต่างๆ ด้วย
  • เมื่อหมดเวลาแล้ว ควรให้ความสนใจกับเด็กทันที พูดคุยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สอนให้เด็กรู้ว่าคราวหน้าควรปฏิบัติอย่างไรแทน ไม่ควรใส่อารมณ์หรือพูดยั่วยุให้เด็กโมโหต่อ

9. การให้แรงเสริมทางบวก คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด ลูบศีรษะ การชมเด็กควรทำด้วยความจริงใจและเจาะจงกับพฤติกรรมที่เด็กทำด้วย เด็กจะได้รู้ว่าผู้ใหญ่ให้ความสนใจกับเรื่องอะไร เด็กจะเรียนรู้และพยายามทำพฤติกรรมนั้นต่อ ระมัดระวังการพูดเสียดสีหรือเปรียบเทียบเด็กกับผู้อื่นในขณะที่ชมเด็กด้วย

10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้ ควรเลือกใช้วิธีลงโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที หรืออาจเคยใช้วิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล การลงโทษอย่างรุนแรงบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล นอกจากจะไม่ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพและจิตใจของเด็กด้วย การลงโทษไม่จำเป็นต้องเป็นการดุว่า ตำหนิ หรือ การตีเสมอไป อาจใช้วิธีอื่นๆ แทนได้ เช่น การตัดสิทธิหรือรางวัล การจำกัดหรือกักบริเวณ การให้ออกกำลังกายเพิ่ม เป็นต้น

เลี้ยงลูก ไม่จำเป็นต้อง “ตี”

บ่อยครั้งที่ลูกรู้สึกต่อต้านเมื่อถูก “ตี”

เป็นเพราะเด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเขาบางครั้งสิ่งที่เขาลงไปเขายังไม่รู้เลยว่านั่นคือสิ่งที่ “ผิด” กลายเป็นว่าพอถูกตี เด็กๆจะมองไปอีกมุมว่าพวกเขาถูกพ่อแม่ทำร้ายมีผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่านเชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วเมื่อทำผิดเด็กจะรู้ตัวดีว่าตัวเองทำผิดแต่หากคุณพ่อคุณแม่ลงโทษด้วยการตีพวกเขาจะรู้สึกว่าได้ชดเชยความผิดนั้นไปแล้วและทำให้เด็กรู้สึกผิดน้อยลงเด็กบางคนหากตอนเล็กๆโดนตีบ่อยๆก็อาจจะทำให้เขากลายเป็นเด็กที่เห็นการ “ตี” เป็นเรื่องธรรมดาและมักจะไปลงเอยที่ “น้อง” เพราะรู้สึกว่าคนที่โตกว่าจะเป็นฝ่ายถูกเสมอเพราะเด็กๆมีพฤติกรรมเลียนแบบและงานนี้เขาก็เลียนแบบจากพ่อแม่นั่นเองอาจเพราะหลายครั้งที่เด็กถูกตีแล้วไม่รู้ถึงสาเหตุของการตีนั้นหรือไม่ยอมรับ

อย่าให้การตี…สร้างรอยแผลให้ชีวิตของเขา

สถาบันกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาบอกไว้ว่าการตีเด็กบ่อยๆอาจทำให้เด็กคนนั้นโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีปัญหาเขาอาจจะกลายเป็นเด็กที่มีความเครียดควมคุมตัวเองไม่ได้โดยเฉพาะในเวลาที่โกรธมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนติดแอลกอฮอล์และทำร้ายร่างกายคนอื่นในครอบครัวด้วยยังมีผลงานวิจัยจาก University of Texas สหรัฐอเมริกาที่ยันยันว่าเด็กๆที่ถูกลงโทษด้วยการตีมักจะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมและมีแนวโน้มเป็นเด็กก้าวร้าวและมีปัญหาทางจิตเช่นกัน

เปลี่ยนจาก “ตี” มาเป็น “กอด” ดีกว่า

เวลาที่ลูกทำผิดลองคุยเหตุผลกับลูกก่อนแล้วกอดลูกการกอดจะช่วยให้พัฒนาการของเซลล์สมองในเด็กทำงานดีขึ้นและยังเป็นการทำให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่เวลาอยู่กับลูกให้กอดบ่อยๆและคุยด้วยเหตุผลว่าทำไมเขาถึงทำผิดและควรแก้ไขอย่างไรต่อไปในอนาคตและหากจำเป็นจะต้องตีจิตแพทย์หลายๆท่านแนะนำว่าให้เริ่มตอนอายุ 3 ขวบขึ้นไปเพราะเด็กวัยนี้จะสามารถแยกแยะได้แล้วว่าอะไรดีไม่ดีอะไรถูกอะไรผิดและต้องบอกเหตุผลอีกครั้งกับลูกว่าทำไมถึงต้องตีเขาไม่ใช่ตีเพราะอารมณ์ลูกก็จะเข้าใจว่าพ่อแม่ตีเขาเพราะความรัก

วิธีควบคุมอารมณ์เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง

ขึ้นชื่อว่าเด็กแล้ว แต่ละคนล้วนมีพฤติกรรมการและพัฒนาการที่แตกต่างกัน หากเป็นพฤติกรรมปกติทั่วไปก็ไม่น่าห่วง แต่เด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว ชอบทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นรวมถึงตนเอง จัดว่าเป็นอาการที่น่าเป็นห่วง พ่อแม่ผู้ปกครองควรเฝ้าดูลูกน้อยของท่านว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งปกติแล้วการก้าวร้าวนี้จัดว่าเป็นเรื่องปกติของเด็ก แต่ถ้าหากมากเกินไปก็ต้องช่วยกันแก้ไข สาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวเกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้

– เกิดจากพฤติกรรมตามวัย
ในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี จะยังไม่มีพัฒนาการทางอารมณ์ ขาดการควบคุม เอาแต่ใจตนเอง จึงทำให้เกิดการแสดงออกที่ก้าวร้าวออกมาในบางครั้ง เช่น ร้องไห้เสียงดังเมื่อไม่ได้ของเล่น ตีคนที่เข้าใกล้แม่เพราะหวง เป็นต้น กรณีนี้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องช่วยกันสอนและปรับอารมณ์ให้เขาอารมณ์เย็นขึ้น

– เกิดจากภาวะบกพร่องทางสมองและร่างกาย
มีความผิดปกติในส่วนของสมองที่ส่งผลให้ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง เช่น เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น จะไม่สามารถอยู่นิ่ง ๆ ได้ เมื่อไม่ได้ดั่งใจจะแสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรง ทั้งทำลายข้าวของและทำร้ายผู้อื่น นอกจากนั้นยังเกิดจากภาวะความไม่สมบูรณ์ต่าง ๆ เช่น เด็กที่เป็นโรคลมชัก ออทิสติก พิการทางปัญญา ตลอดจนการที่ได้รับสารเสพติดมากระตุ้นสมองก็ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงได้

– เกิดจากสภาวะจิตใจ
เกิดได้ทั้งวัยเด็กจนไปถึงวัยรุ่น เนื่องจากมีเรื่องให้กังวล เครียด ด้วยความที่ยังเป็นเด็กทำให้ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ ทำให้ต้องระบายออกด้วยคำพูดหรือการกระทำที่รุนแรง

– เกิดจากการเลี้ยงดู
เด็กที่มาจากครอบครัวที่ตามใจ ไม่เคยมีระเบียบวินัยในตนเอง เมื่อต้องมาใช้ชีวิตในสังคมหากต้องปฏิบัติตามกฎก็จะรู้สึกต่อต้าน แสดงออกอย่างรุนแรง คิดว่าตนเองถูกบังคับ แท้จริงคือถูกตามใจจนเคยตัวนั่นเอง

– เกิดจากสภาวะแวดล้อม
เด็กที่เล่นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือโทรทัศน์นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ และสะสมความเครียดเข้าไปในสมองโดยไม่รู้สึกตัว จะแสดงออกมาทางพฤติกรรมก้าวร้าว ตลอดจนเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรงกันตลอด พ่อแม่พี่น้องคนรอบข้างตีกัน ด่าทอกัน เขาก็จะจำแล้วลอกเลียนแบบ

วิธีแก้ไขเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว
– ก่อนอื่นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลต้องใจเย็น เอาน้ำเย็นเข้าลูบ หากเราอารมณ์ร้อนและก้าวร้าวตอบเด็กจะยิ่งไปกันใหญ่ จากนั้นค่อยเดินเข้าหาด้วยความหนักแน่น ดูเอาจริงเอาจัง หากเขากำลังทำร้ายตนเอง ผู้อื่น หรือทำลายข้าวของ ให้จับมือเขาไว้นิ่ง ๆ ให้หยุดทำเช่นนั้น

– หากเด็กอาละวาดโดยกรณีที่ลงไปชักดิ้นชักงอหรือกรีดร้องเสียงดังให้เดินหนี ไม่ให้ความสนใจ รอจนกว่าเขาจะสงบลงแล้วจึงเข้าไปหา เด็กจะเรียนรู้ว่าหากเขาไม่ดื้อไม่อาละวาดพ่อแม่จะต้องการเขา หากอยู่ในที่ชุมชนรบกวนผู้อื่นให้แยกเขาออกมาจากตรงนั้น

– ควรหมั่นบอกสอน และฝึกให้ลูกรู้จักระเบียบวินัย ความอดทน และความรับผิดชอบ ใช้คำพูดที่ดีกับลูกอยู่เสมอ การบอกสอนลูกนั้นควรบอกว่าเขาควรทำเช่นไร ไม่ใช่ไปตำหนิที่ตัวเขา เช่น หนูเป็นเด็กดีมากนะที่ชอบช่วยแม่กวาดบ้าน แต่แม่ไม่ชอบที่หนูเอาไม้กวาดไปตีหมาอย่างนั้น เป็นต้น เขาจะได้รู้ว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำ

เตรียมตัวก่อนคลอดแบบไม่เครียด

ความพร้อมของสุขภาพร่างกาย

  • ไปตรวจเช็กสุขภาพครรภ์ตามที่คุณหมอนัดทุกครั้ง ซึ่งเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ คุณหมอจะนัดคุณแม่ตรวจครรภ์ทุกสัปดาห์ เพราะคนท้องบางรายอาจมีอาการเจ็บครรภ์คลอดที่อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ คุณหมอจึงต้องเช็กความพร้อมของร่างกายคุณแม่อย่างสม่ำเสมอ เป็นการเตรียมพร้อมไว้ หากมีการคลอดฉุกเฉินขึ้น และเพื่อดูอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • การตรวจสุขภาพก่อนถึงสัปดาห์ของการคลอด คุณหมอจะดูความพร้อมของทารกในครรภ์ว่าอยู่ในท่าที่ส่วนนำ(ศีรษะ) เคลื่อนกลับลงมารออยู่ที่อุ้งเชิงกรานของคุณแม่หรือยัง (ในบางกรณีที่ทารกไม่กลับศีรษะอาจไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ จะต้องใช้การผ่าคลอดเข้ามาช่วย) ซึ่งหากแพทย์ทราบพัฒนาการของทารกในครรภ์โดยคร่าวๆ ก็จะง่ายต่อการประเมินในการให้คุณแม่เตรียมตัวคลอดได้ค่ะ

การเตรียมของใช้สำหรับไปคลอดที่โรงพยาบาล

คุณแม่ควรจัดกระเป๋าเตรียมตัวคลอดไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันครบกำหนดคลอดเพราะหากมีอาการเจ็บท้องจะได้พร้อมไปโรงพยาบาลทันที

ควรมีอะไรในกระเป๋าของคุณแม่

  • เอกสารส่วนตัวเช่น บัตรประชาชนใบนัดแพทย์สมุดฝากครรภ์เอกสารประกันสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งห้ามลืมเด็ดขาด เพราะจำเป็นต้องใช้ในวันเตรียมคลอดที่โรงพยาบาล
  • ของใช้ส่วนตัวในห้องน้ำ สบู่แชมพู ผ้าเช็ดตัวแปรงสีฟัน ยาสีฟัน เครื่องสำอางและแปรงหวีผม
  • เสื้อคลุมอาบน้ำ ใช้สวมหลังอาบน้ำหรือในเวลาที่คุณอยากออกไปเดินนอกห้องพักในโรงพยาบาล
  • กางเกงใน เสื้อชั้นในสำหรับให้นมลูก และแผ่นซับน้ำนม
  • ผ้าอนามัยชนิดหนาเพื่อใช้ซึมซับน้ำคาวปลาหลังคลอด ทางโรงพยาบาลมักจัดเตรียมไว้ให้เช่นกัน แต่ก็ควรเตรียมยี่ห้อที่ใช้เป็นประจำติดไปด้วยเพื่อไว้ใช้สำรอง
  • ชุดนอน หากคุณไม่อยากสวมชุดคนไข้ของทางโรงพยาบาล
  • รองเท้าแตะสำหรับใส่เดินในห้องพักฟื้นถุงเท้าอุ่นๆ
  • โทรศัพท์มือถือ สายชาร์จหนังสืออ่านเล่นกล้องถ่ายรูป
  • ชุดสวมกลับบ้านสำหรับคุณแม่

ควรมีอะไรในกระเป๋าสำหรับลูกแรกเกิด(สำหรับใช้ที่โรงพยาบาล)

  1. ผ้าห่อตัวลูก ไว้ใช้ห่อตัวให้ลูกอุ่นสบาย
  2. เสื้อผ้าเด็กทารก เช่นเสื้อ ชุดนอน ถุงมือ หมวกและถุงเท้า เตรียมไปให้พอกับจำนวนวันที่จะอยู่ที่โรงพยาบาล
  3. ผ้าอ้อมสำหรับทารกแรกเกิดกระดาษเปียกทำความสะอาดสำหรับเช็ดก้นให้ลูกน้อย
  4. แชมพูอาบน้ำ สระผมสำหรับทารก ผ้าเช็ดตัว สำหรับเช็ดตัวลูกหลังอาบน้ำ
  5. สมุดบันทึกพัฒนาการลูกน้อย

สำหรับการจัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล สามารถตรวจสอบกับโรงพยาบาลก่อนได้ว่าเขาได้เตรียมอะไรไว้ให้บ้างเพราะหากคุณแม่ทราบล่วงหน้าก็จะทำให้จัดกระเป๋าเตรียมคลอดได้ง่ายขึ้น เห็นไหมคะว่าเตรียมตัวก่อนคลอดแบบไม่เครียดจะช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องกังวลเมื่อถึงเวลาต้องไปคลอดที่โรงพยาบาลค่ะ

ลงโทษอย่างไรโดยไม่ต้องใช้กำลัง

 

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/01/สอนลูกให้แพ้เป็น 578x386.jpg 5 วิธีเลี้ยงลูกยุคใหม่ ให้ดีได้โดยไม่ต้องลงไม้ลงมือ

1 Time Out ช่วยได้

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักจะเห็นพ่อแม่หลายท่านใช้ความรุนแรงในการลงโทษลูก เพียงเพราะความอารมณ์ร้อน ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ทันยั้งคิด เช่นเมื่อลูกทำของตกแตก ก็ด่าว่าแรงๆ หรือเมื่อลูกไปหยิบจับอะไรที่ไม่ควรจับ ก็โดนพ่อแม่ตีทั้งๆที่เด็กยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงห้าม ก็โดนตีไปก่อนแล้ว ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลร้ายต่อทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก ดังนั้นเราจึงอาจต้องใช้เรื่องของเวลามาช่วย โดยขั้นตอนของการ Time Out มีดังนี้

  • อยู่ห่างจากเด็กๆเพื่อสงบสติอารมณ์สัก 5 นาที
  • อยู่เงียบๆจนกว่าจะเริ่มสงบ จากนั้นจึงเริ่มพูดคุย อย่าเพิ่งดุด่า ให้ถามถึงเหตุผลของเขาก่อน
  • หากยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ให้ลองระบายออกมาด้วยการเขียนสิ่งที่คุณรู้สึก หรือหากลูกยังไม่สงบก็ลองให้เค้าเขียนระบายได้เช่นกัน
  • จากนั้นจึงค่อยๆอธิบายให้ลูกได้คิด ว่าเค้าได้ทำอะไรผิดไป สิ่งที่ถูกเป็นอย่างไร เหตุผลคืออะไร

งดกิจกรรมที่เค้าชอบแทนการตบตี

หากลูกของคุณชอบทำอะไรอยู่เป็นประจำทุกวัน เช่นชอบดูการ์ตูนเรื่องไหน เวลาใดเป็นพิเศษ ชอบออกไปเล่นที่ไหนเป็นประจำ หากเค้าทำผิด ลองลงโทษเค้าโดยการเปลี่ยนให้เค้าทำสิ่งอื่นเช่น ทำการบ้าน หรืออ่านหนังสือในช่วงเวลาที่เค้าต้องดูการ์ตูนหรือออกไปเล่นข้างนอก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีลงโทษที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง มีผลการวิจัยออกมาว่า สำหรับเด็กเล็กๆที่กำลังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น วิธีนี้เป็นวิธีการลงโทษที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงและได้ผลมากที่สุดวิธีหนึ่ง

3 ลงโทษด้วยการเขียน

หากลูกน้อยของคุณมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือทำความผิดอะไรมา แทนที่จะลงโทษเค้าด้วยอารมณ์รุนแรง ดุหรือตี ลองเปลี่ยนมาลงโทษเค้าโดยให้เค้านั่งลงแล้วคัดคำขอโทษ และให้เค้าได้เขียนถึงเหตุผลที่เค้าโดนทำโทษแบบนี้ว่าเป็นเพราะอะไร นอกจากวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ทำให้ไม่ต้องใช้ความรุนแรงในการลงโทษแล้ว ด้วยความที่เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่มีพัฒนาการที่รวดเร็ว การเขียนจึงเป็นการช่วยให้เค้าได้คิด และยังเป็นการฝึกทักษะทางด้านการเขียนไปในตัวอีกด้วย

4 กำหนดเวลา

หลังจากที่คุณอารมณ์เย็นลงแล้ว ลองนั่งคุยกับลูกพร้อมทั้งอธิบายถึงเหตุผลว่าเพราะอะไร พฤติกรรมที่เค้าทำนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและควรเปลี่ยนแปลง แล้วกำหนดระยะเวลาให้เค้าได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ รวมถึงคอยติดตามพฤติกรรมของลูก ไม่ควรปล่อยปะละเลย เพราะความใส่ใจ ความเป็นห่วงเป็นใย และความรักความอบอุ่น เป็นสิ่งที่เด็กในวัยนี้ต้องการและจะช่วยให้เค้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ไม่ยาก

5 ให้ลูกทำงานบ้าน

หากลูกน้อยของคุณมีพฤติกรรมที่ไม่ดี มีอารมณ์โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว ลองลงโทษเค้าด้วยการให้เค้าได้ทำงานบ้านอย่างเช่น เก็บกวาดถูบ้าน ซักรองเท้า หรือรดน้ำต้นไม้ แม้ว่าเค้าจะไม่ชอบทำงานบ้านก็ตาม แต่การลงโทษด้วยวิธีนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นบทเรียนให้ลูกได้ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องลงไม้ลงมือ แถมยังเป็นการฝึกลูกให้รู้จักหน้าที่ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตัวเด็กเองเมื่อเค้าเติบโตขึ้นครับ

ลูกก้าวร้าวรุนแรงเกิดจากอะไร จัดการอย่างไรดี

ปัญหาเด็กก้าวร้าวเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม และควรดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เด็กๆ มีพฤติกรรมดังกล่าวซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว ถึงเวลาแล้วที่คุณพ่อคุณแม่ต้องจัดการกับลูกรักที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง

สาเหตุที่ทำให้ลูกก้าวร้าวรุนแรง

  1. เกิดตัวเด็กเอง มีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรงเป็นพื้นฐานของจิตใจ
  2. สมาธิสั้น
  3. โตมากับความก้าวร้าวรุนแรง คือ พ่อแม่อาจใช้อารมณ์ในการตัดสินเด็ก เช่น การดุด่าว่ากล่าวแรงๆ การใช้กำลัง เป็นต้น หรือแม้แต่ในพ่อแม่ที่ใช้ความรุนแรงต่อกัน
  4. ถูกตามใจก็มีส่วนที่ทำให้เด็กมีปัญหาความก้าวร้าวได้ อย่างในเวลาที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะไม่มีใครสามารถขัดใจได้ ตัวอย่างที่พบบ่­­อยคือเด็กที่ลงไปนอนดิ้นกับพื้น แล้วสุดท้ายพ่อแม่หรือผู้ปกครองอื่นๆ ก็จะยอมให้ในสิ่งที่เด็กต้องการ

ปราบลูกก้าวร้าวรุนแรงได้อย่างไร

  1. หากเด็กแสดงอาการก้าวร้าวอย่าโต้ตอบด้วยการต่อว่าด้วยวาจาที่รุนแรง
  2. พ่อแม่ต้องเอาตัวเองออกมาจากตรงนั้นแล้วค่อยคุยกับเด็กทีหลังว่าด้วยการสั่งสอนว่าทำแบบนี้ไม่ถูก อย่างในกรณีที่เด็กติดเกม เริ่มต้นคงต้องให้เด็กหยุดเล่นเกมไปก่อน แล้วตั้งกติกาในการเล่นเพื่อความเหมาะสม เพื่อฝึกวินัยให้เด็ก
  3. บางกรณีอาจต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากเด็กมีระดับความก้าวร้าวที่รุนแรงมากๆ เพราะในบางครั้งปัจจัยอาจมาจากหลายอย่าง เช่น ความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูกอาจไม่ดีตั้งแต่ต้น จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือในเรื่องนี้จะดีที่สุด

การกำราบลูกตั้งแต่แรกเริ่ม ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจัดการนะคะ หากปล่อยไว้จนถึงขั้นที่ลูกกลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรงแล้ว ดัดยาก จัดการยาก กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ค่ะ

เลี้ยงลูกยุค 4G ต้องระวังอะไรมากที่สุด

 

ถึงแม้ว่าการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ social media จำพวก facebook, line, Instagram ฯลฯ จะทำให้ชีวิตของคนสมัยนี้สะดวกสบายมากขึ้นแค่ไหน หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็อาจทำให้ชิวิตทั้งของตัวเองหรือคนรอบข้างมีปัญหาได้เหมือนกัน เช่น เด็กๆ บางคนเกิดความเครียดเนื่องจากถูกเพื่อนเอาเรื่องที่น่าอับอายของตนไปประจานใน social media จนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หรือ เด็กๆ บางคนที่แอบติดต่อกับคนแปลกหน้าด้วยโทรศัพท์มือถือส่วนตัว จนถูกล่อลวงไปทำมิดีมิร้าย หรือถูกหลอกเอาเงินไป ก็มีอยู่ไม่น้อย

ดังนั้น เพื่อให้เด็กๆ ของเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในยุคดิจิตอลได้อย่างปลอดภัย และ ไม่ไปทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ควรคำนึงถึงในการเลี้ยงลูกยุคนี้ ก็มีดังนี้ค่ะ

1. ควรสอนให้ลูกมีวิจารณญาน หรือที่เรียกว่า critical thinking

ซึ่งก็คือการสอนลูกให้รู้ว่าข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ตนั้น บางอย่างก็เป็นเรื่องจริง บางอย่างก็เป็นของปลอม รวมไปถึงผู้คนที่เขาได้พบได้คุยกันทาง social media บางคนก็เป็นคนดี มีตัวตนอยู่จริง บางคนก็เป็นคนปลอม (เช่น ใช้ชื่อปลอม ประวัติปลอม รูปปลอม) และ บางคนก็เป็นมิจฉาชีพ

ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ข้อมูลอะไรมา ลูกควรถามตัวเองให้ดีเสียก่อนว่า สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านมานั้น มันจริงหรือไม่? เมื่อมีคนแปลกหน้ามาขอเพิ่มเป็นเพื่อนใน social media ลูกก็ควรถามตัวเองก่อนว่า คนที่เราเป็นเพื่อนบน social media นั้น ดูแล้วน่าไว้ใจมากหรือน้อยเพียงใด และด้วยความที่ประสบการณ์ในชีวิตของลูกอาจจะยังน้อย คุณพ่อคุณแม่ก็ควรที่จะหาโอกาสสอนลูกด้วยว่า แล้วของจริงของปลอม คนดี คนไม่ดี ในโลกอินเทอร์เน็ตนี่มันจะแยกกันได้อย่างไร

2. ควรสอนให้ลูกมีกฏ กติกา และ มารยาท ในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ

เชื่อมั้ยคะว่า สังคมของเราจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อ ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกนี้ คนเราก็จำเป็นที่จะต้องพัฒนากฏ กติกา และมารยาทในการใช้สิ่งประดิษฐ์นั้นๆ ตามมาด้วยเสมอ ลองคิดดูสิคะว่าหากเราไม่มีกฏ กติกา ในการขับรถยนต์ ในการโดยสารรถ เรือ เครื่องบิน หรือไม่มีมารยาทในการใช้ ลิฟท์ ใช้บันไดเลื่อน ใช้รถไฟฟ้า สังคมของเรามันจะวุ่นวายสักแค่ไหน

ดังนั้น โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์ และ social media ก็เช่นกัน ที่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรที่จะมีการกำหนดกฏ กติกา และสอนให้ลูกรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ เหมาะสม หรือ ไม่เหมาะสม เมื่อใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนทีหลังเนื่องจากไปมีเรื่องมีราวกับใครด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

3. ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยีให้ลูกเห็น

ข้อสุดท้ายนี้ ก็เหมือนกับการสอนลูกในประเด็นอื่นๆ ค่ะ ที่หากคุณพ่อคุณแม่เองก็ยังไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากให้ลูกทำได้ ลูกเองก็คงที่จะไม่เชื่อถือ และก็อาจจะเป็นที่มาของการต่อต้าน ต่อรองไม่อยากที่จะทำตาม

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องหัดที่จะเป็นคนมีวิจารณญานในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมไปถึงควบคุมเวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตของตัวเอง และ แบ่งเวลาไปทำกิจกรรมอื่นให้ลูกดูเป็นตัวอย่างด้วยนะคะ เพื่อที่เขาจะได้เห็นว่า…

…คนยุคใหม่ควรที่จะเป็นเจ้านายของเทคโนโลยี ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีมาควบคุมเราค่ะ

เลี้ยงลูกไม่จำเป็นต้องตี

บ่อยครั้งที่ลูกรู้สึกต่อต้านเมื่อถูก “ตี”

เป็นเพราะเด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเขาบางครั้งสิ่งที่เขาลงไปเขายังไม่รู้เลยว่านั่นคือสิ่งที่ “ผิด” กลายเป็นว่าพอถูกตี เด็กๆจะมองไปอีกมุมว่าพวกเขาถูกพ่อแม่ทำร้ายมีผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่านเชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วเมื่อทำผิดเด็กจะรู้ตัวดีว่าตัวเองทำผิดแต่หากคุณพ่อคุณแม่ลงโทษด้วยการตีพวกเขาจะรู้สึกว่าได้ชดเชยความผิดนั้นไปแล้วและทำให้เด็กรู้สึกผิดน้อยลงเด็กบางคนหากตอนเล็กๆโดนตีบ่อยๆก็อาจจะทำให้เขากลายเป็นเด็กที่เห็นการ “ตี” เป็นเรื่องธรรมดาและมักจะไปลงเอยที่ “น้อง” เพราะรู้สึกว่าคนที่โตกว่าจะเป็นฝ่ายถูกเสมอเพราะเด็กๆมีพฤติกรรมเลียนแบบและงานนี้เขาก็เลียนแบบจากพ่อแม่นั่นเองอาจเพราะหลายครั้งที่เด็กถูกตีแล้วไม่รู้ถึงสาเหตุของการตีนั้นหรือไม่ยอมรับ

อย่าให้การตี…สร้างรอยแผลให้ชีวิตของเขา

สถาบันกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาบอกไว้ว่าการตีเด็กบ่อยๆอาจทำให้เด็กคนนั้นโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีปัญหาเขาอาจจะกลายเป็นเด็กที่มีความเครียดควมคุมตัวเองไม่ได้โดยเฉพาะในเวลาที่โกรธมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนติดแอลกอฮอล์และทำร้ายร่างกายคนอื่นในครอบครัวด้วยยังมีผลงานวิจัยจาก University of Texas สหรัฐอเมริกาที่ยันยันว่าเด็กๆที่ถูกลงโทษด้วยการตีมักจะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมและมีแนวโน้มเป็นเด็กก้าวร้าวและมีปัญหาทางจิตเช่นกัน

เปลี่ยนจาก “ตี” มาเป็น “กอด” ดีกว่า

เวลาที่ลูกทำผิดลองคุยเหตุผลกับลูกก่อนแล้วกอดลูกการกอดจะช่วยให้พัฒนาการของเซลล์สมองในเด็กทำงานดีขึ้นและยังเป็นการทำให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่เวลาอยู่กับลูกให้กอดบ่อยๆและคุยด้วยเหตุผลว่าทำไมเขาถึงทำผิดและควรแก้ไขอย่างไรต่อไปในอนาคตและหากจำเป็นจะต้องตีจิตแพทย์หลายๆท่านแนะนำว่าให้เริ่มตอนอายุ 3 ขวบขึ้นไปเพราะเด็กวัยนี้จะสามารถแยกแยะได้แล้วว่าอะไรดีไม่ดีอะไรถูกอะไรผิดและต้องบอกเหตุผลอีกครั้งกับลูกว่าทำไมถึงต้องตีเขาไม่ใช่ตีเพราะอารมณ์ลูกก็จะเข้าใจว่าพ่อแม่ตีเขาเพราะความรัก

ลูกติดโทรศัพท์ ส่งผลสมาธิสั้น

เช็กสัญญานพฤติกรรม “ลูกติดโทรศัพท์”

  • แอบเล่นมือถือ ด้วยการหาที่เล่นโดยไม่ให้พ่อแม่เห็น เช่น ในห้องนอน
  • ใช้เวลาเล่นมือถือนานขึ้น และเกิดอารมณ์หงุดหงิดเมื่อถูกพ่อแม่ต่อว่า ห้ามไม่ให้เล่น หรือถูกสอดส่องพฤติกรรมจากการเล่นสมาร์ทโฟน
  • ตั้งหน้าตั้งตารอเวลาที่จะได้เล่นมือถือ หรือขอเล่นมือถือจากพ่อแม่บ่อย ๆ
  • มีการแสดงอารมณ์ ก้าวร้าว อารมณ์เสียง่าย หงุดหงิด หดหู่ เมื่อไม่ได้เล่น และจะหายทันทีเมื่อพ่อแม่ยอมให้ลูกได้เล่น
  • ไม่สนใจสิ่งอื่น ๆ หรือกิจกรรมรอบตัว เพราะมัวแต่เล่นมือถือ หรือขาดสมาธิระหว่างทำการบ้าน เพราะชอบเปิดสมาร์ทโฟนควบคู่ระหว่างทำการบ้าน
  • มีอาการตื่นสายและรู้สึกอ่อนเพลียในตอนเช้า

สาเหตุด้านพฤตกรรมเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้เด็กมีแนวโน้มที่จะสมาธิสั้น และนอกจากนี้การที่เด็กติดมือถือหรือติดเกม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีปัญหาการสื่อสารกับผู้อื่นได้

แนวทางลดความเสี่ยงพฤติกรรม “ลูกติดโทรศัพท์” ไม่ให้เกิดอาการสมาธิสั้น

1.ต้องกำหนดเวลาในการเล่นสมาร์ทโฟนให้ลูกไม่เกินวันละ 1-2 ชั่วโมง

2.พาลูกออกไปเที่ยวบอกบ้านหรือหากิจกรรมอื่น ๆ ทำร่วมกับลูกให้มากขึ้น

3.เอาใจใส่และคอยดูแลสอดส่องพฤติกรรมของลูก

รักษาโรคสมาธิสั้น พ่อแม่นั้นสำคัญที่สุด ถึงแม้การใช้เทคโนโลยีจะเข้ามีบทบาทสำคัญก็ตาม แต่ก็ควรจะเลือกใช้งานให้พอดี เช่น ใช้งานเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน หรือเสริมพัฒนาการของลูก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นตามลำพัง เพราะหากปล่อยให้ลูกเสพติดเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็น ก็จะส่งผลตามมาดังกล่าวได้