5 เคล็ดลับดีๆในการทำ อาหารเสริมให้ลูก อย่างง่าย

5 เคล็ดลับดี ๆ ในการทำ อาหารเสริมให้ลูก อย่างง่าย

1.ก่อนเริ่มทำอาหารให้คุณแม่ตรวจเช็คอุปกรณ์เหล่านี้ก่อนว่ามีพร้อมหรือไม่ เช่น ไมโครเวฟ หม้อนึ่ง เครื่องปั่น เป็นต้น

2.เริ่มต้นด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัย เช่น แครอท มันฝรั่ง อโวคาโด นำมาบดให้ละเอียดก่อนให้ลูกรับประทาน คุณแม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาหารกลุ่มผักก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเป็นพวกผลไม้ เช่น ลูกพีช ลูกแพร์ ส้ม กล้วย แตงโม แอปเปิ้ล อาหารเหล่านี้นำมาล้างน้ำนำเม็ดออกให้ดี และเริ่มทำการบดหรือปั่นได้เลยค่ะ

3.หัดทำน้ำซุป ซุปเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับเด็กที่จะเริ่มกินอาหารเสริม คุณไม่จำเป็นต้องเคี่ยวน้ำซุปทุกวันหรือทั้งคืน เพราะของเหล่านี้คุณแม่สามารถทำเก็บแช่แข็งไว้ได้หลายวัน พอจะให้ลูกทานก็เพียงแค่ใส่ไมโครเวฟอุ่นก็ได้ทานแล้วค่ะ

4.ตอนนี้ลูกยังไม่พร้อมสำหรับการกัด อาหารที่มีลักษณะแข็ง บดหยาบ หรือพวกเครื่องเทศต่าง ๆ ดังนั้นอาหารที่คุณทำให้ลูกทานควรเป็นอาหารที่เป็นรสธรรมชาติจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงใดๆทั้งสิ้น เพราะระบบย่อยอาหารและกระเพาะอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ และเพื่อไม่ให้ลูกติดรสชาติอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปนั้นเองค่ะ

5.เลือกอาหารที่มีโภชนาการให้เหมาะสมกับวัยของลูก เช่น เลือกผักใบเขียวซึ่งมีแคลเซียมสูง หรือ เสริมธาตุเหล็ก ที่มีอยู่มากในตับ และไข่แดง คุณแม่ลองเลือก ๆ ดูนะคะ

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ สำหรับการเริ่มต้นทำอาหารเสริมให้ลูกน้อย ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เยอะ และวัตถุดิบก็หาไม่ยาก ทำง่าย และยังมีประโยชน์สูงสุดจำเป็นสำหรับลูกมาก ๆ เลยค่ะ

อาการติดสิ่งของ ของลูกวัยซน

อาการติดผ้าห่มหรือผ้าขนหนูนั้นถือเป็นอาการปกติ ก็คล้าย ๆ กับอาการปัสสาวะรดที่นอนค่ะ เมื่อลูกโตขึ้นแล้ว  อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง  ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในเด็กที่อายุระหว่าง 2-6 ปี จะเห็นเด็กบางคนหอบหิ้วน้องเน่าไปโรงเรียนอนุบาลด้วยก็มีมาก นั่นเป็นเพราะ…

1.สร้างความอบอุ่น ความมั่นคงทางจิตใจให้กับลูก เด็กที่มีอายุช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เขากำลังปลีกตัวออกห่างจากคุณแม่ อยากที่จะทำอะไรเอง ไม่อยากพึ่งคุณแม่สักเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นผ้าห่มผ้าขนหนูหรือตุ๊กตานั้นก็เปรียบเหมือนสิ่งที่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับเขาเปรียบเหมือนเป็นตัวแทนของคุณแม่

2. ความรู้สึกความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับผ้าผืนนั้นหรือตุ๊กตาตัวนั้นอย่างเช่น  อาจจะเป็นตุ๊กตาตัวแรกของเขา เขาก็เลยรักมากเป็นพิเศษ เป็นผ้าที่เขาใช้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เค้าก็เลยรู้สึกผูกพันไม่อยากทิ้งมัน

3.สำหรับสาเหตุข้อที่ 3 นี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตตนเองแล้วค่ะว่า  พ่อแม่ไม่ค่อยให้ความสนใจลูกเท่าที่ควรหรือไม่  เพราะเด็กบางคนรู้สึกว่า ตนเองขาดความอบอุ่น ผ้าห่ม ผ้าขนหนูหรือตุ๊กตาเก่า ๆ ก็อาจจะเปรียบได้กับตัวพ่อแม่ที่ลูกรู้สึกอยากจะกอด เด็กอาจจะไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากใครเลย เพราะฉะนั้นก็เลยต้องอาศัยกอดตุ๊กตากอดผ้าแทนความอบอุ่นที่ควรจะได้รับจากพ่อแม่

การป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมนี้

จริง ๆ แล้วพฤติกรรมติดสิ่งของของลูกวัยซนนั้น ไม่ต้องกังวลมากนักหรอกค่ะ เพราะเมื่อเจ้าตัวน้อยโตขึ้นอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเอง  แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเลิกพฤติกรรมติดน้องเน่าเร็ว ๆ สามารถทำได้ ดังนี้ค่ะ

1.ลองให้ลูกเข้านอนโดยไม่ต้องใช้ผ้าห่ม ผ้าขนหนู หรือตุ๊กตาเก่า ๆ ดูบ้าง สังเกตว่าลูกเข้านอนได้ไหม ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ลูกนอนหลับยากหรือเปล่า ถ้าลูกไม่มีปัญหาอะไรก็ค่อยฝึกลูกไปเรื่อย ๆ โดยช่วงแรกอาจหาหมอนข้างมาให้เค้ากอดแทนจนเขาสามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องอาศัยผ้าหรือตุ๊กตา

2. หาสิ่งของบางอย่างมาทดแทนอาจจะเป็นผ้าผืนใหม่ ตุ๊กตาตัวใหม่ หรือของเล่นชิ้นใหม่ ถ้าเขายังไม่สามารถเลิกกอดสิ่งเหล่านี้

3.แน่ใจว่าพ่อแม่ได้ให้ความรักความอบอุ่นกับลูกเพียงพอ ในวันหนึ่ง ๆ พ่อแม่ควรหาเวลาคุยกับลูกบ้าง อาจจะเป็นช่วงก่อนนอนก็ได้ กอดเขา หอมแก้มเขา ให้เขารู้สึกว่าลูกได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพ่อแม่เขาจะได้เลิกกอดผ้าหรือตุ๊กตาแทนการกอดของพ่อแม่

ลองดูนะคะ หากต้องการให้ลูกบ๊าย บาย น้องเน่าเร็ว ๆ แต่จริง ๆ แล้วก็อย่างที่เราได้บอกไปค่ะ ว่าเป็นไปตามวัย เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะเลิกติดไปเอง

เมื่อลูกโมโหร้าย หงุดหงิด อาละวาด ทำไงดี

อารมณ์ของลูกน้อย

เด็กน้อยวัย 3 ปีขึ้นไป จะมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ชัดเจนมาก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร ชอบอะไร หรือไม่พอใจอะไร

แน่นอนว่าบางครั้งเด็กน้อยที่อยู่ในวัยนี้ต้องมีอารมณ์โมโห หงุดหงิด ยามไม่ได้ดั่งใจกันแน่ๆ ซึ่งหากเมื่อลูกอาละวาดหรือลงไปชักดิ้นชักงอ สิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ควรทำมากที่สุดคือ ห้ามแสดงอาการโกรธลูก ทำสีหน้าแสดงความไม่พอใจ หรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่ให้คุณพ่อและคุณแม่พยายามสูดหายใจเข้า-ออก ลึกๆ ใจเย็นๆ นับ 1-10 เอาไว้

พยายามค่อยๆ ทำให้ลูกอารมณ์สงบลง อาจปลอบโยนลูกด้วยวิธีที่คุณพ่อและคุณแม่ถนัดก็ได้แต่ห้ามตามใจในสิ่งที่ลูกเรียกร้องเด็ดขาด เด็กวัยนี้เค้าพูดเข้าใจแล้ว ให้กอดลูกไว้และมองตาเค้า พูดกับลูกอย่างจริงจังถึงพฤติกรรมที่ลูกทำออกมาว่าไม่น่ารัก ไม่ต้องอธิบายอะไรยาวๆ หรือลงลึกรายละเอียดอะไรเยอะแยะ บอกลูกแค่สั้นๆ แต่เป็นคำพูดที่อ่อนโยนและไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกตำหนิ แต่เป็นการสอนและการตักเตือนไม่ให้ลูกทำพฤติกรรมแบบนี้อีก

คุณพ่อและคุณแม่ต้องเหนื่อยกันนิดนึงนะคะ เวลารับมือกับลูกตอนมีน้ำโห ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ยิ่งทำท่าทีไม่พอใจหรือแสดงอารมณ์โมโหกลับ ลูกของเราจะกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์และเกรี้ยวกราดง่ายติดเป็นนิสัย ไม่ดีแน่ๆ ค่ะ

เรื่องจริง หรือคิดไปเอง “นมแม่ไม่พอ” สำหรับทารก

ทำความเข้าใจ : ขนาดกระเพาะของทารก

ทารกน้อยตัวเล็กกระจิริดของคุณพ่อคุณแม่นั้น ไม่ได้มีขนาดของกระเพาะอาหารที่ใหญ่โตมโหฬารอะไรเลย  กระเพาะอาหารของทารกมีขนาดเท่ากำปั้นของตัวลูกเท่านั้นเองค่ะ ความจุเต็มที่ ประมาณ 30 – 40 cc.

คุณแม่ไม่ต้องให้ลูกกินนมจนเต็มกระเพาะอาหารด้วยความกลัวว่าลูกจะไม่อิ่มนะคะ แบบนี้ไม่ถูกต้องแน่ ๆ   ที่สำคัญลูกจะกินนมได้เต็มที่ประมาณ 2 ใน 3 ของกระเพราะหรือประมาณ 20 cc. เท่านั้นค่ะ

เรื่องจริง หรือคิดไปเอง “นมแม่ไม่พอ” สำหรับทารก

หลังจากคลอดแล้วประมาณ 2 – 3 วัน คุณแม่จะเริ่มมีน้ำนมออกมาให้ลูกได้กิน  แต่ในช่วงแรกน้ำนมของคุณแม่หลังคลอด ร่างกายจะสร้างรอไว้ประมาณ 25 – 75 cc. / วัน

และจะถูกสร้างมากขึ้นหากได้รับการดูดกระตุ้นจากลูกน้อย  ภายหลังคลอดในหนึ่งสัปดาห์น้ำนมของคุณแม่จะเพิ่มมากขึ้นเป็น 125 ,250 และ 850 cc. / วัน ตามลำดับ   มาถึงตอนสำคัญกันว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำนมแม่เพียงพอสำหรับทารกหรือไม่  อ่านต่อเลยค่ะ

รู้ได้อย่างไรน้ำนม “พอ” หรือ “ไม่พอ” สำหรับทารก

คุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกอิ่มหรือไม่อิ่ม  ต้องดูที่ลูกนะคะ  ไม่ใช่ที่ความรู้สึกของแม่ วิธีการสังเกต มีดังนี้

1.ลูกกินนมแล้วนอนหลับไม่ร้องโยเย หรืองอแงเพราะไม่อิ่มนม

2.ในช่วง 2 – 3 เดือนแรก ลูกมักจะกินนมไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ครั้ง

3.ลูกจะถ่ายปัสสาวะมากกว่า 6 – 8 ครั้ง / วัน

4.ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์แรกหลังคลอด ลูกมักจะถ่ายอุจจาระมากกว่า 1 ครั้ง / วัน

5.คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าเต้านมของคุณแม่แฟบลงกว่าตอนที่ให้ลูกกินนม

6.ดูที่น้ำหนักตัวของลูกจะเพิ่มขึ้นนับจาก 3 – 4 วันหลังคลอด

7.สำหรับการร้องไห้หลังกินนมไม่ได้แปลว่า ลูกไม่อิ่ม เพียงอย่างเดียวนะคะ ส่วนหนึ่งอาจมีปัจจัยด้านอื่น ๆ เช่น  ลูกรู้สึกไม่สบายตัว เพราะบางทีเกิดถ่ายอุจจาระขณะกินนมทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเลยร้องโยเยก็มีค่ะ  หรืออิ่มแล้วแต่อยากให้อุ้มต่อ อยากให้พาเดิน หรือลูกตกใจอะไรสักอย่าง เป็นต้น อย่างน้อยให้เค้ากินนมเสร็จแล้วอุ้มไว้ในอ้อมกอดให้ลูกสบายตัวสบายใจก่อนนะคะ ถึงค่อยวางลงบนเตียง

 “นมแม่น้อย”  เพราะอะไร ???

สาเหตุหลัก ๆ ที่นมแม่น้อย เกิดจาก ไม่ได้รับการดูดกระตุ้นมากเท่าที่ควร หรือดูดกระตุ้นไม่เพียงพอ  สิ่งสำคัญคือ ดูดมาก ดูดบ่อย น้ำนมจะมาก นอกจากนี้การดูดที่ “ไม่ถูกต้อง”  เช่น  ลูกดูดนมแม่เพียงแค่หัวนม  หรืออมหัวนมไว้เฉย ๆ หรือปัญหาเกิดจากความวิตกกังวลของคุณแม่นั่นเอง  ความกังวลส่งผลให้กลไกการผลิตน้ำนมลดน้อยถอยลงนะคะ  วิธีแก้ไขหากน้ำนมแม่มาน้อยให้ลูกดูดบ่อย ๆ และดูดให้นานขึ้น สำหรับคุณแม่เองการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลูกหลับ ก็มางีบหลับตาม จิบน้ำอุ่นตลอดวัน  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  รวมไปถึงทานอาหารที่ช่วยบำรุงน้ำนม เป็นต้น

อุ้มลูกกินนมให้ถูกท่า น้ำนมแม่ ไหลมาเทมาแน่นอน

การอุ้มลูกกินนมให้ถูกท่า  มีผลต่อการให้นมแม่  จริงแท้แน่นอนค่ะ  เพราะท่าอุ้มให้นมที่ถูกต้อง คือ ปากต้องอมถึงลานนม  สังเกตริมฝีปากลูกบานถึงลานนม  แก้มจะป่อง และคางชิดเต้านมของคุณแม่ ท้องแนบท้อง ท้องลูกกับท้องแม่หันเข้าหากัน   เรียกว่าท่านี้สบายทั้งแม่และลูก และยังช่วยป้องกันหัวนมแตกได้อีกด้วยค่ะ  เมื่อลูกดูดนมในท่าที่สบายลูกจะดูดได้เยอะ ดูดได้เกลี้ยงเต้า  น้ำนมจะถูกกระตุ้นให้ไหลมาเทมาอย่างแน่นอน

ได้ทราบกันแล้วนะคะว่า  นมแม่นั้นเพียงพอกับลูกหรือไม่  มีข้อสังเกตที่คุณแม่ต้องคอยดูเวลาลูกดูดนม และสิ่งสำคัญที่แม่ไม่ควรพลาด คือ  การดูแล บำรุงรักษาร่างกายของตัวเอง  พยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  ทานอาหารที่มีประโยชน์  ลดความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูกด้วยการหาอะไรทำผ่อนคลาย เช่น  ฟังเพลง  อุ้มลูกเดินเล่น  แทนที่จะจับเค้าอยู่แต่ในบ้าน เมื่อจิตใจสบาย ร่างกายจะดีตามไปด้วยนะคะ เป็นกำลังให้คุณแม่ให้นมทุกคนค่ะ

พัฒนาการเด็กวัย 3-6 ปี ลูกทำอะไรได้บ้าง

พัฒนาการเด็กวัย 3-6 ปี ส่วนใหญ่ก็จะเข้าสู่ระบบการเรียนในชั้นอนุบาล ทำให้ลูกได้เรียนรู้การช่วยเหลือตนเอง การอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ และต้องเรียนรู้การห่างจากพ่อแม่และบ้านมากขึ้น เด็กในช่วงวัยนี้จะมีการพัฒนาการด้านภาษาอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการพูด อ่าน เขียน เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมได้ คุณพ่อคุณแม่มาดูกันค่ะว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการด้านใดบ้าง

พัฒนาการเด็กวัย 3-6 ปี มีดังนี้

พัฒนาการเด็กอายุ 3-4 ปี  กล้ามเนื้อมัดเล็กเริ่มแข็งแรงขึ้น เด็กจะสามารถวาดรูปวงกลมได้ และเริ่มรู้จักจำนวนง่ายๆ  รู้จักสี  สามารถเล่าเรื่องให้คนอื่นเข้าใจได้เกือบทั้งหมด บอกได้เมื่อปวดปัสสาวะและไปห้องน้ำเองได้ สนใจสิ่งแปลกใหม่ และอยากที่จะลองเสมอ มักมีคำถามมากมาย จนเรียกว่า เจ้าหนูจำไม ได้เลยค่ะ  เด็กวัยนี้จากที่ชอบเล่นคนเดียว จะเริ่มเข้ากลุ่มกับเพื่อนได้แล้วนะคะ  โดยสามารถเล่นกับกลุ่มเพื่อนตามกติกาง่ายๆได้ เดินสลับเท้าขึ้น-ลงบันไดได้ และยืนขาเดียวได้ชั่วครู่

พัฒนาการเด็กอายุ 4-5 ปี  เด็กเรียนรู้ที่จะทำความเคารพ การกล่าวขอบคุณ และการขอโทษได้ รู้จักแสดงอารมณ์โกรธ ชอบงอน  เด็กวัยนี้นับว่ามีจินตนาการสูงมาก  ชอบสมมุติตัวเองเป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย พวกเขาสามารถจับดินสอวาดรูปคนแบบง่ายๆได้แล้วนะคะ เข้าใจรูปสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งแปรงฟัน ใส่เสื้อผ้า ติดกระดุมเสื้อเป็นต้น สำหรับกล้ามเนื้อมัดใหญ่จะเริ่มแข็งแรงขึ้นจนสามารถกระโดดขาเดียว ได้เวลานานพอสมควรเลยค่ะ

พัฒนาการเด็กอายุ 5-6 ปี เด็กวัยนี้นับว่าเป็นเด็กโตและรู้เรื่องพอสมควรแล้วค่ะ พวกเขาสามารถช่วยทำงานบ้านได้ และเข้าใจกฏกติกา พร้อมทำตามข้อตกลงค่ะ คุณแม่สามารถมอบหมายงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาช่วยได้แล้วนะคะ เพื่อเป็นการฝึกฝนวินัยไปในตัว เช่น เมื่อทานข้าวเสร็จ ให้ช่วยเก็บจานชามไปล้าง และเช็ดโต๊ะ เป็นต้น  เด็กวัยนี้รู้จัก ซ้าย-ขวา  บน-ล่าง  หน้า-หลัง และสามารถนับจำนวนได้ 1-10 บางคนก็สามารถอ่านเขียนหนังสือและสะกดคำได้แล้วค่ะ   นอกจากนี้พวกเขายังสามารถใช้มือทั้งสองประสานกับประสาทตาได้แล้วนะคะ  เช่น การรับลูกบอลด้วยมือทั้ง 2 ข้าง เป็นต้น

การนอนของลูกวัย 11 เดือน ที่ควรรู้

การนอนของลูกวัย 11 เดือน

1. ลูกอยู่ในช่วงวัยหัดเดินจะนอนเพียงแค่ 13-14 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

2. ในตอนกลางวันลูกจะหลับประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรืองีบหลับบ้างในตอนบ่ายแก่ ๆ แต่จะนอนหลับยาวในตอนกลางคืน ประมาณ 11 ชั่วโมง

3. ลูกจะใช้ตารางการนอนหลับนี้ไปจนถึงอายุประมาณ 15-18 เดือน การนอนของลูกถึงจะเปลี่ยนไปอีกเล็กน้อย

ปัญหาการนอนหลับของลูกวัย 11 เดือน

แน่นอนว่าการนอนหลับของเด็กทุกวัยจะมีปัญหาบ้าง อย่างเด็กวัย 11 เดือนนี้อาจจะมีการนอนหลับไม่สนิทนัก เนื่องจากในตอนกลางวัน ใช้แรงและทำให้ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป ปัญหาที่เกิดขึ้นมีดังนี้

  • ตื่นมาร้องไห้กลางดึก หรือ มีอาการละเมอ แต่จะไม่มากนัก ร้องไห้แบบเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือส่งเสียงแปลก ๆ เบา ๆ ไม่มากมายจนน่ากลัวค่ะ
  • เด็กวัย 11 เดือน จะมีแรงมากและอาจนอนหลับไม่สนิท พ่อแม่ต้องคอยลุกขึ้นมาดูบ้างอย่างน้อยคืนละ 1 ครั้งค่ะ
  • ประมาณ 90% เด็กรุ่นนี้จะนอนแต่หัวค่ำ อาจมีตื่นกลางดึกบ้าง และจะตื่นขึ้นมาประมาณ ตี 5 ของทุกวันค่ะ

เด็กในวัยนี้ส่วนมากร่างกายจะตื่นตัว และ นอนหลับได้ไม่ค่อยยาวนัก และมักจะนอนน้อยจนคุณกังวลใจ เพราะการนอนของลูกเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากในการพัฒนาระบบประสาทและสมอง และยังส่งผลทำให้ร่างกายแข็งแรง สามารถออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เด็กรุ่นนี้มักจะมีอาการกระสับกระส่ายนอนไม่สนิทในตอนกลางคืน ถ้าลูกนอนหลับน้อยกว่าตารางที่ให้ไป หรือ หลับน้อยกว่า 13-14 ชั่วโมงต่อวัน แสดงว่าลูกมีอาการพักผ่อนไม่เพียงพอ และถ้าเป็นหลาย ๆ วันติดกันโดยที่กำหนดตารางให้ลูกไม่ได้คุณต้องพาลูกไปหาหมอเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงค่ะ

คุณสามารถกำหนดตารางนอนของลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนี้

1. นอนหลับไปพร้อมกับลูกในตอนกลางคืนเลย ซัก 1-2 ชั่งโมง แล้วค่อยลุกขึ้นไปนอนที่ของคุณเอง มันจะช่วยให้ลูกรู้สึกผูกพันกับคุณมากยิ่งขึ้น

2. ถ้าลูกของคุณในช่วงนี้มีอาการนอนหลับไม่สนิท หรือนอนกระสับกระส่าย ควรช่วยลูกด้วยการห่อลูกนอนด้วยผ้าห่อเด็ก หรือ ใส่ชุดนอนแบบชุดหมี ลูกจะรู้สึกเหมือนอยู่ในมดลูกทำให้นอนหลับสบายมากขึ้น

3. เปิดเพลงบรรเลงให้ลูกนอนทุกครั้ง เพราะลูกจะคุ้นชินกับเสียงนี้ เสียงนี้เหมือนเพลงที่คอยขับกล่อมให้ลูกรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น

4. ในช่วงนี้ถ้าลูกตื่นขึ้นมากลางดึกคุณสามารถอุ้มลูกขึ้นมากอดปลอบ โยกตัวเบา ๆ ได้ เพื่อให้ลูกผ่อนคลาย แล้วลูกก็จะนอนนานเหมือนเดิม

5. ในช่วงนี้จุกนมหรือยางกัดช่วยลูกได้ เพราะไม่ใช่แค่ลูกหัดเดินและทำให้ร่างกายตื่นตัวเท่านั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกตื่นกลางดึก อาจเกิดจาก อาการปวดเหงือก เพราะฟันขึ้นนั่นเองค่ะ

การนอนของลูกวัย 11 เดือน จะมีความแตกต่างกับเดือนที่ผ่าน ๆ มาเล็กน้อย เพราะกิจกรรมในตอนกลางวันที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายใช้งานมากขึ้น เมื่อพ้นช่วงนี้ไปแล้วเด็ก ๆ จะกลับมานอนหลับดีเหมือนเดิมค่ะ

วิธีเตรียมพร้อม เมื่อลูกน้อยจะเข้าโรงเรียน

วิธีเตรียมพร้อม เมื่อลูกน้อยจะเข้าโรงเรียน

1. ให้เขารู้จักเข้าสังคมในเบื้องต้น

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยเล่นอยู่แต่กับบ้าน ควรพาเขาไปเดินเล่น ไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ที่สนามเด็กเล่นบ้าง ซึ่งจะช่วยลดอาการตื่นกลัวคนแปลกหน้าและรู้จักที่จะเข้ากับผู้อื่นมากขึ้น

2. ให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นโดยที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่มาช่วย

ในระยะแรกเด็กอาจจะร้องไห้และโวยวาย คุณพ่อคุณแม่ต้องอาศัยความใจแข็งเพื่อฝึกฝนเขาให้รู้จักอดทน

3. ให้เขาฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา

เมื่อเด็กอยู่ที่บ้านอยู่กับพ่อกับแม่อยากจะถ่ายอยากจะเข้าห้องน้ำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เมื่อลูกน้อยไปโรงเรียนแล้วไม่ใช่ อย่างน้อยควรปรับเปลี่ยนเวลาขับถ่ายของเขาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนที่จะไปโรงเรียน

4. กรณีที่ลูกของเราค่อนข้างมีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว

ควรพาไปฉัดวัคซีนป้องกันเพิ่มเติมและเข้ารับการปรึกษาจากคุณหมอ เพราะเขากำลังออกไปเผชิญโลกกว้างที่ไกลหูไกลตาเรา อาจจะไปแพร่เชื้อหรือติดเชื้อโรคเมื่อไปโรงเรียนได้

อย่าลืมเล่าให้เขาฟังว่าที่โรงเรียนมีครูมีเพื่อนใหม่และมีของเล่นใหม่ๆ รอให้เขาเข้าไปเรียนรู้ สร้างความตื่นเต้นให้แก่เขา หากมีเวลาให้พาเขาไปสัมผัสกับโรงเรียนในเบื้องต้นเพื่อสร้างความคุ้นเคย หากสอนให้เขารู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมในเบื้องต้น เขาก็จะไม่เกิดอาการตื่นกลัวหรืองอแงเมื่อต้องไปพบปะเพื่อนฝูงหรือสถานที่แปลกใหม่อย่างที่พ่อแม่หลาย ๆ คนกังวลอย่างแน่นอน

การฝึกนั้นสามารถฝึกฝนลูกได้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 ขวบ โดยไม่ต้องรอให้ถึงเกณฑ์เข้าอนุบาลแล้วค่อยฝึกเขา เพราะเด็กและคนมีพัฒนาการและการเรียนรู้ช้าเร็วที่ต่างกันค่ะ

ลูกเป็นเด็กหวงของทำยังไงดี (วัย 2-3 ขวบ)

การที่ลูกเป็นเด็กหวงสิ่งของ เป็นเรื่องปกติที่เด็กส่วนใหญ่มักเป็นกันค่ะ เด็กบางคนหวงของขนาดคุณพ่อกับคุณแม่ยังจับสิ่งของ ๆ เขาไม่ได้เลยก็มีค่ะ สิ่งที่เด็ก ๆ มักจะหวงกันคือ ตุ๊กตาตัวโปรด ของเล่นชิ้นโปรด ใครจะมาหยิบจับไม่ได้ หนูน้อยจะไม่ยอมและพร้อมจะทำสงครามกับคนที่มาจับของ ๆ ตัวเองทันที

สาเหตุที่ลูกเป็นเด็กหวงของ

1.สิ่งของที่ลูกหวงจะอยู่กับลูกตลอดเวลา

เพราะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ ลูกจะโอบอุ้ม หิ้วไปไหนมาไหนได้ตลอด ไม่เหมือน พ่อ แม่ คุณครู หรือเพื่อน ที่โรงเรียน ที่ยังไงก็ต้องห่างกันบ้าง

2.รู้สึกอิสระ

เพราะลูกจะทำอะไรกับสิ่งของเหล่านั้นก็ได้ เช่น อุ้มเข้าห้องน้ำ หวีขนตุ๊กตา พูดคุยอะไรกับของรักของตัวเองได้ทุกเรื่องลูกจะแสดงอารมณ์ได้เต็มที่นั้นเองค่ะ

3.ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง

ตอนเด็กๆลูกอาจจะคิดว่าลูกเป็นของคุณแม่ แต่เมื่อโตขึ้นลูกจะรู้ว่าลูกจะมีของ ๆ ตัวเอง และอะไรที่เป็นของตัวเองลูกมักจะหวงทันที “ของหนู ๆ” คำๆนี้คุณพ่อคุณแม่จะได้ยินบ่อยมากแน่นอนค่ะ

การจะแก้ไขไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของไม่ยาก แต่ต้องช่วยกันทั้งบ้าน ว่าอันนี้ของเขานะ ถ้าเขาจะหวงก็อย่าไปดุ หรือ อย่าไปบังคับให้เขาแบ่งของให้คนอื่นถึงเขาจะให้แต่เขาไม่เต็มใจแน่นอนค่ะ

การสอนไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของมากเกินไป

1.คุณแม่จะหยิบของๆเขาควรบอกกับลูกเสียก่อน อย่างเช่น จะเอาน้องหมีเน่าตัวโปรดไปซักก็ควรบอกลูกก่อน ว่าถึงเวลาทำความสะอาดแล้ว น้องหมีเน่าไม่สบายตัวต้องซักแล้วนะคะ อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าคุณแม่แย่งของ ๆ ลูกไป ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดี ๆ อธิบายเหตุผลรับได้ค่ะ

2.ทำสัญลักษณ์ ให้รู้ไปเลยว่าของสิ่งนี้เป็นของลูก ถ้าไม่ใช่ของพวกนี้ ลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง

3.สอนให้รู้ว่าสิ่งของบางอย่างในบ้านใช้ร่วมกันได้ ไม่ได้เป็นของหนูคนเดียว เช่น ถ้าลูกจะดูทีวี ก็ควรดูด้วยกันพร้อมกัน ไม่ควรให้ลูกผูกขาดดูช่องที่อยากดูเท่านั้น ควรแบ่งกันดูถึงจะถูกต้องค่ะ

4.สอนให้ลูกรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่ของลูกต้องบอกให้ชัดเจน แยกของกันอย่างชัดเจนเลยก็ดีค่ะ เพราะอะไรที่อยู่ในบ้านลูกมักคิดว่าเป็นของเขาทั้งหมด

การสอนแบบนี้จะทำให้ลูกเป็นคนรู้จักแบ่งปัน แยกแยะได้ว่าสิ่งไหนเป็นของเขา และลูกยังรู้จักการรอคอยอีกด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่หวงของสุด ๆ แต่เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย อาการหวงของจะค่อย ๆ หายไปเองค่ะ สบายใจได้

วิธีดูแลลูกน้อยเมื่อมีอาการคัดจมูก จากมลพิษทางอากาศ

ปัจจุบัน ปัญหาของอากาศที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลให้ฝุ่นละออง แพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด สามารถสะสมเกิดอันตรายต่อร่างกายและยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังได้

อันตรายจากมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพของลูกน้อย

เด็ก ๆ มีความเสี่ยงต่อมลพิษทางอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็ก ๆ ส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้น ทำกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลต่อการหายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด ภูมิแพ้ ไซนัส โรคผิวหนัง ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้น อาการที่พบบ่อย คือ อาการแสบจมูก แสบคอ และอาจเจ็บป่วยจนถึงขั้นเป็นหวัด เรื้อรังหรือเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้

แม้ว่าคุณแม่จะรู้สึกถึงความสะอาดและปลอดภัยภายในบ้าน แต่สำหรับมลพิษทางอากาศมีอนุภาคขนาดเล็กจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมลพิษไม่ได้อยู่เฉพาะนอกบ้าน แต่เป็นอากาศที่อยู่รอบตัวเราทุกที่ ดังนั้นคุณแม่ยุคใหม่ ต้องฉลาดเลือกมองหาวิธีการดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ด้วยวิธีการสร้างสรรค์ธรรมชาติเสมือนให้ลูกน้อยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติภายในบ้านมากที่สุด และหนึ่งในตัวช่วยในการดูแลลมหายใจของลูกน้อย คือ น้ำมันยูคาลิปตัส โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี ส่วนผสมหลักของน้ำมันยูคาลิปตัส 100% เพราะ คุณประโยชน์ของน้ำมันยูคาลิปตัส มีมากมาย ดังนี้

  • ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกที่เกิดจากหวัด หรือเกิดจากภูมิแพ้
  • บรรเทาอาการปวดศีรษะจากหวัดไซนัส
  • ทำให้หายใจโล่ง ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย
  • ช่วยบรรเทาอาการระคายคอ แสบคอ

ลูกไม่ยอมพลิกคว่ำควรทำอย่างไร

หากพ่อแม่จับลูกพลิกคว่ำแล้ว ลูกไม่มีอาการที่จะยกศีรษะขึ้น หรือเล่นได้ไม่นาน คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีเหล่านี้เข้าช่วย

1. ใช้ของเล่นล่อ

ให้พ่อแม่วางของเล่นที่ลูกชอบไว้ข้างหน้า โดยให้มีระยะห่างที่ลูกสามารถเอื้อมไปจับได้ค่ะ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวร่างกาย และฝึกการยกแขนและยกหัวขึ้นด้วย

2.ใช้หนังสือภาพ

ให้คุณพ่อคุณแม่เปิดหนังสือภาพให้ลูกดู พร้อมๆ กับอ่านนิสานหรือพูดคุยกับลูก วิธีนี้จะช่วยดึงดูดความสนใจ และช่วยให้ทารกคว่ำได้นานยิ่งขึ้นค่ะ

3.ใช้กระจก

การใช้กระจกว่างไว้ด้านหน้าของทารกจะช่วยให้น้องเห็นภาพของตัวเองในกระจก และจะเกิดความสนใจเมื่อเห็นภาพตัวเองอยู่ข้างในกระจกค่ะ

4.พูดคุยกับลูก

โดยที่คุณแม่คุณพ่อนอนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลูกในระดับสายตา แล้วลองพูดคุยหรือร้องเพลงให้ลูกน้อยฟัง ระหว่างนั้นอาจจะลูบหลัง หรือจับมือลูกเพื่อให้กำลังลูกน้อยด้วยค่ะ

5.นำลูกมาพาดที่ขา

หากลูกนอนราบที่พื้นแล้วรู้สึกไม่ชอบใจ คุณแม่อาจนำลูกน้อยมาพาดบริเวณขาของตัวเอง แล้วลองลูบที่หลังน้องดูนะคะ หรือจะใช้ผ้าลองเพื่อช่วยพยุงตัวน้องค่ะ

การให้ลูกคว่ำนอกจากจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกายที่ดีแล้ว ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกมีศีรษะที่แบน หรือเบี้ยวด้วยค่ะ หากคุณแม่อยากให้ลูกมีศีรษะที่สวย หัวทุย ต้องจับลูกคว่ำด้วยนะคะ