5 พัฒนาการของลูกวัย2-18เดือน ที่ถือว่าผิดปกติ

5 พัฒนาการของลูก วัย 2-18 เดือน ที่ถือว่าผิดปกติ ต้องพบหมอ!

1. ลูกอายุ 2 เดือนกว่าแล้วแต่คอยังไม่แข็ง

ถ้าลูกอายุได้ 2 เดือน คอลูกต้องแข็ง ชันคอได้ แล้วนะคะ ถ้าคอเอียงไปมาไร้ทิศทาง ต้องให้คุณแม่คอยจับคอให้ตลอดแบบนี้ถือว่าผิดปกติแล้วค่ะ อาจเกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง แบบนี้ถือว่าพัฒนาการล่าช้าค่ะ

2. ลูกอายุ 3-4 เดือนแล้ว แต่มือยังหยิบจับของเล่นไม่ได้

ปกติเด็กแรกเกิดจะจับนิ้วของคุณแม่บีบได้เลย และเมื่ออายุ 3-4 เดือนเดือนจะจับสิ่งของได้ หลังจากนั้นเด็กจะใช้มือคล่องขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ แต่ถ้าหยิบจับอะไรก็ดูไม่มีแรง หยิบอะไรก็หล่น แสดงว่ากล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง ต้องหาวิธีฝึกกันหน่อยค่ะ ถ้าฝึกแล้วยังไม่ได้ต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

3. ลูกอายุ 9 เดือน แล้วยังนั่งเองไม่ได้

อันนี้พัฒนาการจะล่าช้าและส่งผลไปยังพัฒนาการขั้นต่อไป นั่นก็คือการยืนและการเดิน หากลูกของคุณยังลุกนั่งเองไม่ได้ เกิดจากปัญหากล้ามเนื้อมัดใหญ่ไม่แข็งแรงต้องปรึกษาคุณหมอเช่นกันค่ะ

4. ลูกอายุ 10 เดือนแล้ว ยังยืนไม่ได้

เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 10 เดือน เป็นช่วงที่เด็กจะสามารถลุกยืนได้แล้วค่ะ แต่อาจจะยังไม่เดิน ไม่ก้าว ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเด็กช่วงนี้จะช้า หรือ ไว แตกต่างกันแต่ควรจะลุกนั่ง หรือ จับสิ่งของยืนได้แล้วค่ะ

5. ลูกอายุ 18 เดือนแล้วยังเดินไม่ได้

หากลูกของคุณอายุ 18 เดือน แล้วยังเดินไม่ได้ ถือว่ามีปัญหาเรื่องการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มากๆค่ะ โดยปกติแล้วพัฒนาการของเด็กภายในอายุ 1 ขวบครึ่ง เด็กต้องลุกและเดินได้เองแล้วนะคะ ถ้าไม่ได้ต้องปรึกษาคุณหมอด่วนเลยค่ะ

พัฒนาการของเด็ก แต่ละคนจะช้าหรือเร็วแตกต่างกันอยู่แล้วนะคะ ไม่จำเป็นต้องทำได้เหมือนกันทุกคน แต่อย่างน้อยก็ควรมีพัฒนาการให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าหรือเร็วไม่เท่ากันก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและสุขภาพของเด็กเองด้วยค่ะ

ลูกไม่ยอมกินผัก ฝึกลูกกินผัก ยังไงดี (2-5 ขวบ)

ลูกไม่ยอมกินผัก ฝึกลูกกินผัก ยังไงดี ในช่วงที่ลูกอายุวัย 2-5 ขวบ พ่อแม่ของเด็กวัยซนหลาย ๆ คน คงกลุ้มใจที่ลูกไม่ยอมกินผักหรือผลไม้ ทั้ง ๆ ที่ตอนเล็ก ๆ ลูกก็ยอมกินทุกอย่าง ไม่เลือกกิน แต่พอโตขึ้น อายุ 2 ขวบ กลับเลือกกินอาหาร และเด็กบางคนไม่ยอมกินผักหรือผลไม้เลยก็มี จนคุณแม่คุณพ่อหลายคนกลุ้มใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ หลายแบบ มาให้คุณแม่และคุณพ่อเลือกนำไปใช้ เพื่อให้ลูกกลับมากินผัก ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ฝึกให้ลูกกินผักแบบต้มให้เปื่อย เพราะจะกินได้ง่ายกว่าการให้ลูกเริ่มกินผักสด ทุกอย่างต้องต้มเปื่อยเพื่อการกินที่สะดวกและปลอดภัยค่ะ

2. ให้ลูกกินผักที่เหมาะสมกับวัยของลูก ควรเริ่มจากผักที่นิ่ม ๆ เช่น ฟักทอง ตำลึง แครอทต้มเปื่อย ผักเหล่านี้ง่ายต่อการกินสำหรับเด็ก ควรเริ่มจากผักพวกนี้ก่อนค่ะ

4. คุณพ่อคุณแม่ควรกินผักให้ลูกเห็นบ่อย ๆ หรือ ควรมีเมนูอาหารผัก บนโต๊ะอาหารทุกครั้ง เพื่อให้ลูกคุ้นชินกับการกินอาหารที่หลากหลาย

5. ควรให้ลูกนั่งกินอาหารพร้อมพ่อแม่ และให้ลูกตักอาหารทานเอง ลูกจะได้ตักกินได้เองทุกอย่าง อย่าไปเลือกอาหารให้ลูกกินค่ะ

6. ถ้าไปกินอาหารนอกบ้าน ควรสั่งอาหารให้ลูกกินแบบปกติ ไม่ต้องบอกคนทำว่า ของเด็ก ไม่ต้องใส่ผักมานะ ควรสั่งแบบปกติแต่ขอแบบไม่เผ็ด เพื่อความถูกต้องในการกินอาหารของเด็กจนโตค่ะ

7. หัดให้ลูกกินผัก จากปริมาณน้อย ๆ ไปหามาก เช่น สัปดาห์แรกเริ่มจาก 1 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็น 2 ช้อนโต๊ะ เป็นต้น

คุณแม่ที่กำลังเจอปัญหาลูกเลือกกิน ไม่ยอมกินผัก ก็ลองนำเทคนิคต่าง ๆ ที่เราแนะนำไปลองปรับใช้กับเจ้าตัวน้อยดูนะคะ ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้ลูก ๆ ที่น่ารักกลับมากินผัก ได้อีกครั้งเพื่อสุขภาพที่ดี คุณพ่อคุณแม่สู้ ๆ นะคะ

8 สัญญาณที่บอกว่าลูกคุณโตเป็นสาวแล้ว!

8 สัญญาณที่บอกว่าลูกคุณโตเป็นสาวแล้ว

  1. ชอบควบคุม หรือ ออกคำสั่ง ถ้าเธอกำลังเข้าสู่ช่วงเด็กสาวจากที่เป็นคุณแม่ คุณจะกลายเป็นเพื่อนของเธอ
  2. ชอบถ่ายรูป รู้จักอัพสถานะตลอดเวลา สนใจในการเข้ารวมกลุ่ม หรือ ชมรม ต่างๆ เช่น กลุ่มกระโปรงสั้น กลุ่มแฟชั่น เป็นต้น
  3. รู้จักรักษาสิทธิ์ และป้องกันตัวจากภัยคุกคามต่างๆ เช่น เห็นด้วยกับการรณรงค์กับเรื่องอะไรซักอย่างที่เป็นไปอย่างถูกต้อง
  4. รู้จักมีความลับ ผู้หญิงมักจะมีความลับตลอดเวลา และลูกจะเก็บความลับนั้นไว้ไม่ยอมบอกคุณ แต่จะบอกกับเพื่อนสนิทของลูกเท่านั้น
  5. เธอ ชอบพูดคำว่า หนูล้อเล่น ถ้าลูกชอบพูดคำหยาบคายหรือไม่ดีบ่อยๆ และจบด้วยคำว่าหนูล้อเล่น แสดงว่าลูกเริ่มจะเป็นเด็กนินัยไม่ค่อยดีและเริ่มจะเป็นสาวมากขึ้นแล้วค่ะ
  6. เธอแสดงออกว่าก้าวร้าวทางร่างกาย เช่น แกล้งเพื่อนแรงๆด้วยการขัดขา หรือ ผลักให้ล้ม เพื่อแก้แค้นเล็กๆน้อยๆแสดงถึงความคิดของเธอที่เริ่มโตขึ้นนั้นเองค่ะ
  1. เริ่มชอบอะไรตามสมัยนิยม ตอนนี้ถ้าอะไรที่คนนิยมกันมากๆลูกก็จะเริ่มมองหาและอยากมีตามบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเล่นอย่างแน่นอน อาจจะเป็นเสื้อผ้า ของประดับเล็กๆน้อยๆค่ะ
  2. ชอบออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนสาววัยเดียวกัน หรือนัดกันไปกินอะไรกันในที่สาธารณะ

คุณแม่คนไหนที่มีลูกสาวลองสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ดูนะคะ ว่าลูกมีพฤติกรรมแบบนี้บางหรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าลูกน้อยเริ่มจะเข้าสู่วัยเด็กสาวแล้วค่ะ

สิ่งที่ต้องรู้เวลาไปฝากครรภ์

1. สุขภาพ และ ประวัติส่วนตัว

การไปหาหมอครั้งแรกของการฝากครรภ์ คุณหมออาจจะสอบถามเรื่องต่าง ๆ ของคุณแม่และคนในครอบครัว เช่น สุขภาพ อาชีพ ประจำเดือนครั้งสุดท้าย อายุครรภ์ที่แท้จริง กำหนดคลอด การใช้ยาบางตัวสำหรับคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว คำถามเหล่านี้คุณหมอจะถาม เพื่อประมาณการตั้งครรภ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

2. การตรวจร่างกายทั่วไปทางกายภาพ

การตรวจร่างกายทั่วไปทางกายภาพ เช่น สุขภาพ หรือโรคประจำตัว กระดูกเชิงกราน วัดน้ำหนักและส่วนสูง เป็นต้น เพื่อประเมินการคลอดบุตรในอนาคตที่จะเกิดขึ้นค่ะ

3. การตรวจสุขภาพที่ต้องใช้ผลตรวจจากห้องแลป

การตรวจสุขภาพที่ต้องใช้ผลตรวจจากห้องแลปเช่น ตรวจเลือด ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูก พันธุกรรมต่าง ๆ ของทั้งคุณพ่อคุณแม่ การอัลตร้าซาวด์อายุครรภ์เด็กครั้งแรก เป็นต้น

4. การถามคำถามทั่วไปที่คุณอยากรู้

การถามคำถามทั่วไปที่คุณอยากรู้เช่น การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวคุณและทารกในครรภ์ที่เหมาะสม การกินอาหาร การกินยา การนัดพบแพทย์ในเดือนต่อไป สุขภาพทารกในครรภ์

เมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์ครั้งแรก อาจจะต้องทราบและรู้อะไรเพิ่มเติมนอกจากนี้ ซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้ชี้แนะ และก่อนจะไปพบหมออีกครั้งในการนัดครั้งต่อไป คุณแม่ควรจดข้อซักถาม ข้อสงสัยอาการต่าง ๆ ในระหว่างตั้งครรภ์เพื่อไปสอบถามคุณหมอให้ได้คำตอบที่แน่ชัดในเดือนถัด ๆ ไปค่ะ

6 วิธีแก้ปัญหา ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

เมื่อถึงวัยและเวลาที่ลูกจะต้องไปโรงเรียน บางบ้านอาจเกิดปัญหาลูกน้อยไม่ยอมไปโรงเรียน เด็กบางคนร้องไห้ตั้งแต่ที่บ้านจนถึงโรงเรียน เด็กบางคนถึงกับลงไปชักดิ้นชักงอหน้าโรงเรียน กว่าจะกล่อมกว่าจะโอ๋กันได้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เด็กบางคนเมื่อได้ไปเรียนแล้วคุ้นเคยกับเพื่อนที่โรงเรียนก็จะเลิกร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนอีก แต่เด็กบางคนทำยังไงก็ยังไม่อยากไปโรงเรียนอยู่ ปัญหานี้คุณพ่อคุณแม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ

6 วิธีแก้ปัญหา ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

1.ช่วงสัปดาห์แรกควรไปรับ-ไปส่งลูกด้วยตัวเอง

หรือไปรับ-ไปส่งตลอดได้ก็จะดีลูกจะเกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ทิ้งเค้าไปไหนค่ะ

2.อย่าขู่ หรือ บังคับลูก

เพราะเด็ก ๆ จะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปโรงเรียน เด็กบางคนจะคิดว่าพ่อแม่เอามาทิ้ง ดังนั้นไม่ควรบังคับลูกค่ะ

3.พูดคุยทำความเข้าใจให้ตรงกัน

ถ้าลูกเคยไปโรงเรียนแล้ว ร้องไม่อยากไปอีกให้สอบถามว่าปัญหาเกิดจากอะไร เข้ากับเพื่อนหรือคุณครูได้หรือไม่ จะได้แก้ไขปัญหาได้ถูกทางค่ะ

4.ชวนคุย

ตอนแต่งตัวให้ลูกก่อนไปโรงเรียนหรือตอนนั่งทานข้าวด้วยกัน ควรชวนลูกคุยให้เขาได้ผ่อนคลาย แล้วสอบถามเรื่องต่าง ๆ ว่าเมื่อวานทำกิจกรรมอะไรบ้างที่โรงเรียน กินข้าวกลางวันกับอะไร ลูกจะเพลินและเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่โรงเรียนให้ฟัง คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าลูกทำอะไรบ้างในแต่ละวันค่ะ

5.คุณพ่อคุณแม่ควรจะชื่นชมและให้กำลังใจลูก

เมื่อลูกกลับมาจากโรงเรียนและสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง  และพร้อมชี้จุดดีที่ลูกควรไปโรงเรียน อย่างเช่น ลูกเก็บขยะทิ้งลงถังเอง เก็บแก้วน้ำเอง  สิ่งเหล่านี้ถ้าลูกทำอะไรได้เหมือนเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ลูกจะอยากไปโรงเรียนเองค่ะ

6.สอนให้ลูกหัดช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เด็ก

เด็กบางคนช่วยเหลือตัวเองได้น้อย อาจเป็นเพราะอายุอ่อนเดือนกว่าเพื่อนร่วมชั้น หรือ ตอนอยู่บ้านอาจจะไม่ค่อยได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เมื่อไปอยู่ร่วมชั้นกันแล้ว ก็จะทำได้ไม่เหมือนเพื่อน ลูกจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น จึงทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ดังนั้นเมื่อลูกอยู่ที่บ้าน อะไรที่ลูกสามารถทำได้ ก็ควรให้ลูกทำเองลูกจะได้ชินแล้วรู้จักช่วยเหลือตัวเองค่ะ

อาการเด็กไม่อยากไปโรงเรียน เป็นเรื่องปกติของเด็กเกือบทุกคน บางคนแสดงออกด้วยการร้องไห้ บางคนเก็บสะสมความเครียดเรื่องไม่อยากไปโรงเรียนจนทำให้ตัวเองเจ็บป่วย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ปวดแขนปวดขา ซึ่งเป็นกลไกการต่อต้านทางร่างกายที่ส่งผลมายังเด็ก คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งไปคิดว่าลูกโกหกหรือแกล้งพูดนะคะ ควรสังเกตลูกดี ๆ และหาทางแก้ไขที่เหมาะสมจะดีกว่าค่ะ

วิธีทำให้ลูกเลิกขวดนม

5 วิธีนี้ ลูกเลิกขวดนม ได้แน่นอน

1.ตัดการดูดขวดนมโดยสิ้นเชิง:

วิธีนี้เป็นวิธีที่แข็งสุด ๆ คุณแม่ต้องใจแข็งวิธีนี้จะทำให้ลูกเลิกขวดนมเร็วที่สุด ประมาณ 3 วันลูกจะเลิกดูดขวดนมแน่นอนค่ะ

2.ดึงความสนใจให้ไปที่สิ่งอื่น:

ถ้าลูกเริ่มอยากดูดขวดนม ให้ลองใช้อย่างอื่นมาดึงความสนใจของลูกเพื่อให้ลูกผ่อนคลาย แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ คุณก็สามารถปล่อยให้ลูกร้องไห้ได้ อย่างน้อยประมาณ 10 นาที ลูกจะค่อย ๆ สงบลงได้ค่ะ

3.ลดปริมาณทีละนิด:

วิธีที่นุ่มนวลที่สุด ในการให้ลูกเลิกดูดขวดนม คือการลดปริมาณการดูดของลูกให้น้อยลง อาจจะให้ลูกดูดนมจากขวดในตอนกลางคืนที่จะนอนเท่านั้น ก็ได้ค่ะ

4.ให้รางวัล หรือสิ่งที่ลูกอยากได้เป็นของหลอกล่อ:

เมื่อลูกเริ่มหยุดกินนมจากขวดได้ซัก 1-2 มื้อก็ควรให้รางวัลลูก หรือ สิ่งของ ที่ลูกอยากได้เพื่อให้ลูกมีกำลังใจในการเลิกกินมื้อต่อไป จนกว่าจะเลิกได้สำเร็จค่ะ

5.ไม่ให้ลูกเห็นขวดนมอีกเลย:

คุณแม่ควรนำขวดนมไปทิ้งหรือไปซ่อนไว้ในที่ ๆ ลูกมองไม่เห็น หรือบอกลูกว่ามันเสียแล้ว ใช้งานไม่ได้แล้ว ในวันแรกลูกอาจจะร้องไห้หนักเป็นชั่วโมง แต่วันต่อมาลูกจะเข้าใจว่าขวดนมหายไปแล้ว ขวดนมพังแล้วค่ะ

วิธีการให้ลูกเลิกขวดนม ตามที่แจ้งไว้ข้างต้นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการให้ลูกเลิกดูดขวดนม คือใจของคุณแม่ต้องเข้มแข็งในช่วงแรก ๆ ค่ะ

8 คำตอบที่คุณจะได้รับเมื่อบอกให้ลูกเก็บของเล่น

ตอนนี้ลูกคุณอายุเท่าไหร่แล้ว โตพอจะทำความสะอาดบ้าน หรือ เก็บข้าวของของตัวเองให้เป็นที่เป็นทางหรือไม่ ปกติ เราจะต้องสอนลูกให้เก็บของเล่นหรือของๆตัวเองตอนประมาณอายุ 18 เดือนขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี้สามารถฟังคำสั่งง่ายๆและเข้าใจในคำสั่งได้แล้วนั่นเอง ถ้าเราเริ่มสอนลูกเร็วลูกจะชินกับการเก็บสิ่งของ แต่ถ้าเริ่มสอนตอนลูกโตแล้วจะกลายเป็นคำสั่งที่ลูกไม่อยากจะทำ เมื่อคุณสั่งให้ลูกทำความสะอาดหรือเก็บของเล่นคุณจะเจอกับพฤติกรรมหรือคำพูดแบบไหนบ้างนะ?

  1. การต่อรอง “หนูขอเก็บของเล่น หลังกินข้าวเย็นได้ไหม ตอนนี้หนูเหนื่อยเหลือเกิน” นี่คือการต่อรอง และสุดท้ายก็ไม่เก็บ
  2. รอก่อน “รอให้หนูทำตรงนี้ให้เสร็จก่อน รอให้หนูหายเหนื่อยก่อน รอก่อนเดี๋ยวหนูจะกลับมาเล่นอีก”
  3. นิ่งเฉย ไม่เก็บ ไม่ทำ ไม่ปฏิเสธ ทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อไปแบบมึนๆ สุดท้ายคุณแม่รำคาญขี้เกียจรอก็ต้องเก็บเองค่ะ
  4. เดี๋ยวเก็บ สุดท้ายก็ไม่เก็บ ง่วงนอน ขึ้นห้องนอนไปแล้วค่ะ
  5. เล่นอยู่ ถ้าลูกกำลังเล่นของหลายๆอย่างอยู่ อย่าเพิ่งให้ลูกเก็บของเข้าที่ เพราะลูกจะไม่ยอมเก็บของเล่นแน่ๆ เพราะเค้าจะรู้สึกว่ากำลังถูกขัดจังหวะนั้นเองค่ะ
  6. ไม่ (ส่วนมากเป็นเด็กอายุประมาณ 2 ขวบที่พูดคำนี้)คุณจะเจอคำปฏิเสธทันที เพราะเป็นพัฒนาการของเด็กวัยนี้ค่ะ
  7. ขอเล่นให้เสร็จก่อนแล้วจะเก็บ สัญญาว่าจะเก็บให้เรียบร้อยหลังเล่นเสร็จ หรือใช้งานเสร็จ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำค่ะ
  8. มักขอสิ่งแลกเปลี่ยน เช่น ถ้าเก็บของแลกกับไอศกรีม หรือได้นั่งดูการ์ตูนเรื่องโปรด ถ้าเป็นสิ่งเหล่านี้ก็ควรให้ลูกได้ค่ะ ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยน ลูกจะได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาอย่างง่ายๆด้วยค่ะ

ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกรู้จักเก็บของเล่นหรือของใช้ของตัวเองให้เป็นระเบียบ มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องให้คอยบอก คุณแม่ต้องสอนให้ลูกทำตั้งแต่เด็กๆค่ะ เพราะตอนเด็กลูกจะไม่ต่อต้าน ถ้าโตขึ้นมาหน่อยค่อยมาตกลงเงื่อนไขกับเรื่องนี้ หรือใช้สิ่งของไม่ฟุ่มเฟือยหลอกล่อไปก่อนค่ะ ลูกจะรู้สึกว่าชินและจะทำเองโดยไม่ต้องบอกอีกต่อไปค่ะ

ลูกไม่ยอมสระผม ทำอย่างไรดี

คุณแม่หลายท่านที่มีลูกวัย 3 ขวบขึ้นไป มักมีปัญหากับการสระผมให้ลูกทุกครั้งใช่ไหมคะ  เพราะเจ้าตัวเล็กทั้งวิ่งหนี  ทั้งร้องกรี๊ดๆจนบ้านแทบแตก ทุกครั้งที่รู้ว่าจะต้องสระผม ถือว่าเป็นงานยากทีเดียวค่ะ

ครั้นจะไม่สระปล่อยไว้นานๆก็คงไม่ดี เพราะหนังศีรษะสกปรก ก็อาจเป็นเหาได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติหรือมีปัญหาแต่อย่างใดเพราะพัฒนาการของเด็กวัยนี้เริ่มรู้จักการกลัวแล้วค่ะ กลัวน้ำเข้าหน้า กลัวสบู่เข้าตา จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะต่อต้านค่ะ

เรามีเทคนิคในการสระผมลูกวัย 3-6 ขวบ มาฝากกันค่ะ

 

  • นิทานค่ะ อ่านนิทานที่เกี่ยวกับเด็กๆที่ไม่ยอมสระผม ให้ลูกได้เรียนรู้จากนิทานว่าหากไม่สระผม จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นกับหนังศีรษะ เมื่อทุกครั้งที่สระผม แล้วเริ่มมีปัญหา ให้คุณแม่พูดถึงตัวละครในนิทานที่ไม่ยอมสระผมว่าเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนใจลูกๆ ลูกก็จะเข้าใจและยอมทำตามโดยดีค่ะ นิทานที่แนะนำ คือ เรื่องกุ๋งกิ๋งหัวเหม็น ลองหามาอ่านให้ลูกฟังกันนะคะ

 

  • เวลาที่ลูกไม่ยอมสระผม คุณแม่อย่าใช้อารมณ์  อย่าล็อคตัวราดน้ำหรือรดน้ำไปบนหัวลูกเด็ดขาดนะคะ จะยิ่งทำให้ลูกมีความรู้สึกกลัวการสระผมค่ะ แล้วหากลูกสะบัดคอหนี เกิดน้ำไหลเข้าหูอีก แย่แน่ๆค่ะ คุณแม่ควรค่อยๆพูดปลอบ หาของเล่นมาล่อให้ลูกเพลินๆ จะดีกว่าค่ะ ลูกจะได้ไม่มีประสบการณ์ที่เลวร้ายในการสระผมนะคะ

  • ใช้หมวกโฟมสำหรับสระผมเด็ก ที่เป็นแผ่นบางๆกลมๆ มีรูขนาดใหญ่พอที่หัวจะสวมได้  มีปีกบานๆไว้กันน้ำลงหน้า  สวมไว้ที่ศีรษะ กดลงมาให้ผมไปอยู่ข้างบนเหนือหน้าผาก เวลาสระผม น้ำจะไม่ไหลลงมาโดนหน้าเลยค่ะ ลูกก็จะไม่รู้สึกอะไรค่ะ

6 สัญญาณที่บอกได้ว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กเกเร

ทุกโรงเรียนจะมีแน่นอนค่ะ เด็กที่เป็นอันธพาล นิสัยไม่ดี เกเรเพื่อนไปทั่ว และในห้องเรียนก็จะมีเด็กที่เป็นหัวโจกคอยแกล้งเพื่อนอีกด้วย ซึ่งส่วนมากเด็กที่ทำแบบนี้จะเป็นเด็กผู้ชาย ซึ่งถ้าลูกเป็นแบบนี้ต้องไม่ส่งผลดีกับอนาคตของลูกแน่ๆ เรามาดูสัญญาณที่จะบ่งบอกว่าลูกของคุณอาจจะกลายเป็นเด็กนิสัยเกเรกันค่ะ

6 สัญญาณที่บอกได้ว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กเกเร

1.เด็กที่พ่อแม่มักคาดหวังและผิดหวังในตัวลูก:

เมื่อหวังแล้วลูกไม่ได้เป็นดังหวัง ก็จะโยนความผิดพลาดนั้นไปให้ลูก ใส่อารมณ์กับลูกโดยไม่รู้เลยว่าการกระทำแบบนั้นจะทำให้ลูกกดดัน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ

2.เด็กที่ชอบการแข่งขันมากเกินไป:

และเมื่อถึงเวลาที่ตัวเองแพ้จะชอบพูดจาแบบใส่อารมณ์ หรือแสดงออกเรื่องความรุนแรงทางร่างกาย

3.เด็กที่เลือกจะคบแต่เพื่อนที่สนิทกันเท่านั้น:

ไม่ยอมเปิดรับสังคมกับเพื่อนเด็กคนอื่นง่ายๆ จะทำอะไรที่เห็นว่าสำคัญกับเพื่อนๆที่สนิทอย่างเดียว

4.ชอบโยนความผิดให้คนอื่น:

เกรดไม่ดี โดนครูตำหนิ ทุกเรื่องที่เป็นความผิด ไม่ยอมรับข้อด้อยของตัวเอง อ้างว่าเป็นเพราะอย่างอื่นตลอด ไม่ยอมรับความจริงค่ะ

5.เพื่อนของลูกเป็นเด็กนิสัยไม่ดี:

จริงๆแล้วลูกของเราอาจจะเป็นแค่เด็กดื้อๆซนๆทั่วไป แต่ถ้าไปคบกับเด็กที่นิสัยไม่ดี ลูกก็จะซึมซับเรื่องไม่ดีมาด้วย จากที่แค่ดื้อแค่ซนก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรง หรือเกเรได้เช่นกันค่ะ

6.ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว รุนแรง:

บางทีลูกอาจจะแกล้งหรือตีน้องแบบแรงๆ อาจจะกรี๊ดร้องเมื่อไม่ได้ดังใจ และจู่โจมทันทีเมื่อมีเรื่องให้โมโห ถ้าลูกเริ่มมีอาการแบบนี้คุณต้องรีบจัดการทันที

คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตพฤติกรรมเจ้าชายน้อยของบ้านให้ดีนะคะ ว่ามีตามที่กล่าวมาบ้างหรือไม่ ถ้าเริ่มออกลายบ้างแล้ว ควรหาทางป้องกันและปรับเปลี่ยนความคิดให้ลูกกันใหม่ค่ะ

8คำตอบที่คุณจะได้รับเมื่อบอกให้ลูกเก็บของเล่น

ตอนนี้ลูกคุณอายุเท่าไหร่แล้ว โตพอจะทำความสะอาดบ้าน หรือ เก็บข้าวของของตัวเองให้เป็นที่เป็นทางหรือไม่ ปกติ เราจะต้องสอนลูกให้เก็บของเล่นหรือของๆตัวเองตอนประมาณอายุ 18 เดือนขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี้สามารถฟังคำสั่งง่ายๆและเข้าใจในคำสั่งได้แล้วนั่นเอง ถ้าเราเริ่มสอนลูกเร็วลูกจะชินกับการเก็บสิ่งของ แต่ถ้าเริ่มสอนตอนลูกโตแล้วจะกลายเป็นคำสั่งที่ลูกไม่อยากจะทำ เมื่อคุณสั่งให้ลูกทำความสะอาดหรือเก็บของเล่นคุณจะเจอกับพฤติกรรมหรือคำพูดแบบไหนบ้างนะ?

  1. การต่อรอง “หนูขอเก็บของเล่น หลังกินข้าวเย็นได้ไหม ตอนนี้หนูเหนื่อยเหลือเกิน” นี่คือการต่อรอง และสุดท้ายก็ไม่เก็บ
  2. รอก่อน “รอให้หนูทำตรงนี้ให้เสร็จก่อน รอให้หนูหายเหนื่อยก่อน รอก่อนเดี๋ยวหนูจะกลับมาเล่นอีก”
  3. นิ่งเฉย ไม่เก็บ ไม่ทำ ไม่ปฏิเสธ ทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อไปแบบมึนๆ สุดท้ายคุณแม่รำคาญขี้เกียจรอก็ต้องเก็บเองค่ะ
  4. เดี๋ยวเก็บ สุดท้ายก็ไม่เก็บ ง่วงนอน ขึ้นห้องนอนไปแล้วค่ะ
  5. เล่นอยู่ ถ้าลูกกำลังเล่นของหลายๆอย่างอยู่ อย่าเพิ่งให้ลูกเก็บของเข้าที่ เพราะลูกจะไม่ยอมเก็บของเล่นแน่ๆ เพราะเค้าจะรู้สึกว่ากำลังถูกขัดจังหวะนั้นเองค่ะ
  6. ไม่ (ส่วนมากเป็นเด็กอายุประมาณ 2 ขวบที่พูดคำนี้)คุณจะเจอคำปฏิเสธทันที เพราะเป็นพัฒนาการของเด็กวัยนี้ค่ะ
  7. ขอเล่นให้เสร็จก่อนแล้วจะเก็บ สัญญาว่าจะเก็บให้เรียบร้อยหลังเล่นเสร็จ หรือใช้งานเสร็จ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำค่ะ
  8. มักขอสิ่งแลกเปลี่ยน เช่น ถ้าเก็บของแลกกับไอศกรีม หรือได้นั่งดูการ์ตูนเรื่องโปรด ถ้าเป็นสิ่งเหล่านี้ก็ควรให้ลูกได้ค่ะ ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยน ลูกจะได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาอย่างง่ายๆด้วยค่ะ

ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกรู้จักเก็บของเล่นหรือของใช้ของตัวเองให้เป็นระเบียบ มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องให้คอยบอก คุณแม่ต้องสอนให้ลูกทำตั้งแต่เด็กๆค่ะ เพราะตอนเด็กลูกจะไม่ต่อต้าน ถ้าโตขึ้นมาหน่อยค่อยมาตกลงเงื่อนไขกับเรื่องนี้ หรือใช้สิ่งของไม่ฟุ่มเฟือยหลอกล่อไปก่อนค่ะ ลูกจะรู้สึกว่าชินและจะทำเองโดยไม่ต้องบอกอีกต่อไปค่ะ