วิธีรับรู้อารมณ์ของลูกในครรภ์ และการกระตุ้นพัฒนาการ

1. ให้เข้าใจว่าลูกสามารถได้ยินเสียงเราได้อย่างไร

เด็กทารกในครรภ์สามารถได้ยินเสียงแม่และสิ่งรอบข้างได้ตอน 23 สัปดาห์ และ สมองสามารถกลั่นกรองความคิดได้เองตั้งแต่ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป จะเห็นว่าเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดประมาณ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป ถ้ารอดชีวิตก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพราะสมองและการรับรู้ต่าง ๆ สมบูรณ์แล้ว ติดแค่เรื่องการหายใจ ที่ยังไม่สามารถหายใจได้เองเท่านั้น

2. ใช้เสียงของคุณกระตุ้นเมื่อถึงเวลา

ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกขยับตัว หรือ เคลื่อนไหวไปมาได้ด้วยการกระตุ้นด้วยเสียงของคุณแม่เอง ถ้าคุณแม่รู้จังหวะ และฝึกพูดกับลูกตั้งแต่แรก ๆ คุณแม่สามารถทำให้ลูกดิ้นหรือกระเพื่อมตรงหน้าท้องได้ตอนที่ลูกไม่หลับค่ะ ลองทำดูนะคะ

3. ทารกสามารถรับรู้รสชาติ และตอบสนองต่อแสงได้

นอกจากจะได้ยินเสียงคุณแม่และสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ดีแล้ว เด็กทารกในครรภ์ยังรับรู้เรื่อง รส ของอาหารได้อีกด้วย รสหวาน รสเปรี้ยว รสเผ็ดลูกรับรู้ได้แต่ไม่มากเท่ากับเด็กที่คลอดออกมาแล้ว เพราะยังมีระบบต่าง ๆ ในร่างกายของคุณแม่คอยกลั่นกรองให้ และเมื่ออายุครรภ์ 5 เดือน หรือ 20 สัปดาห์เป็นต้นไป ทารกในครรภ์สามารถรับรู้แสงจากภายนอกและตอบสนองต่อแสงด้วยการกระพริบตาได้แล้วค่ะ

4. คุณแม่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์

อย่างที่นักวิจัยได้กล่าวว่า ความคิดและอารมณ์ของแม่มีอิทธิพลกับชีวิตของลูกและความนึกคิดของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็กจะถูกผูกมัดด้วยอารมณ์ และ ฮอร์โมนของคุณตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แม่ท้องส่วนมากจึงต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งและใช้ชีวิตให้มีความสุขตลอดการตั้งครรภ์ค่ะ

5. ผลวิจัยชี้ชัด อารมณ์ของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ มีผลกับบุคลิกภาพและนิสัยของลูกหลังคลอด

คุณแม่ส่วนมาก เมื่อตั้งครรภ์จะมีความกังวลในหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับทารกในครรภ์ที่มองไม่เห็น แต่อารมณ์ส่วนนี้ไม่ค่อยส่งผลเสียกับนิสัย และ สุขภาพจิตของลูกหลังคลอดมากนัก อารมณ์ที่ส่งผลเสียกับลูกคือ ความเครียด กดดัน ความทุกข์ ความเศร้า อารมณ์เหล่านี้ส่งผลเสียกับลูกมาก โดยเฉพาะทารกที่ใกล้คลอด จะรับรู้อารมณ์เหล่านี้ได้ไวจนคุณแม่คาดไม่ถึง คุณแม่บางคนที่มีความเครียดมาก ทำให้ตัวเองแท้งมาแล้วก็มีหลายราย หรือ ระหว่างคลอดที่ทารกมีภาวะเครียดก็ทำให้เสียชีวิตได้หลังคลอดทันทีก็มีเช่นกันค่ะ