รู้เพศลูกในท้อง ด้วยเทคนิคง่าย ๆ

1.รู้เพศลูกในท้องจากการสังเกตสะดือของคุณแม่ตั้งครรภ์

เป็นอีกหนึ่งความเชื่อโบราณตามตำราคนท้อง การดูลักษณะของสะดือของคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วยการสังเกตลักษณะของสะดือด้านบนยื่นออกมาหรือสะดือคว่ำ หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีท้องเป็นทรงกลม ตามตำราโบราณบอกว่าน่าจะได้ลูกสาว

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มีลักษณะสะดือด้านล่างยื่นออกมาเป็นสะดือหงาย และท้องเป็นท้องแหลม มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ลูกชาย

2.รู้เพศลูกในท้องจากการดิ้นของลูกในครรภ์

คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ แต่ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกว่าลูกดิ้นเร็วกว่านั้น เชื่อว่าอาจได้ลูกชาย

หากคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นแรงมากกว่าปกติ โดยดิ้นแรง ๆ มีกระตุกหรือเตะท้องจนรู้สึกเจ็บได้ อาจเป็นไปได้จะได้ลูกชายมากกว่าลูกสาว เพราะผู้หญิงนั้นจะดิ้นบ่อยกว่า แต่จะดิ้นเบากว่า

ตามหลักวิทยาศาสตร์ โครโมโซม xx ของทารกเพศหญิงจะมีความคงที่กว่า โครโมโซม xy ของเพศชาย  ดังนั้นลูกดิ้นบ่อยก็เป็นสัญญาณว่าได้ลูกสาว

3.รู้เพศลูกในท้องจากอาการแพ้ท้องของแม่ตั้งครรภ์

คนสมัยก่อนมักมีความเชื่อกันว่าคนท้องที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงจะได้ลูกสาว คนท้องที่มีอาการแพ้ท้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการแพ้ท้องเลยลูกในท้องจะเป็นผู้ชาย

4.รู้เพศลูกในท้องจากสัญชาติญาณคนท้อง

คนสมัยก่อนบอกว่าสัญชาติญาณของผู้หญิงนั้นมักจะมีความแม่นยำสูง โดยมีการบอกต่อกันว่าหากคนท้องมีความคิดและเชื่อมั่นว่า ท้องนี้ได้ลูกเพศไหน โอกาสที่จะเป็นไปตามที่คิดมีความเป็นไปได้ถึง 70% เลยทีเดียว

5. รู้เพศลูกในท้องจากอาการเท้าเย็น

คนสมัยก่อนบอกต่อกันมาว่าหากคนท้องมีอาการเท้าเย็นจะได้ลูกชาย แต่ถ้าคนท้องไม่มีอาการเท้าเย็นคือมีอุณหภูมิปกติหรือเท้าอุ่น แสดงว่าจะได้ลูกสาว

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าคุณแม่ที่ตั้งท้องได้ลูกชาย จะส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ส่วนคุณแม่ที่ตั้งท้องได้ลูกสาวการไหลเวียนของเลือดจะดีกว่านั่นเอง

สำหรับความเชื่อและการคาดเดาจากวิธีการสังเกตเหล่านี้ อาจให้ผลความถูกต้องแม่นยำไม่มากนัก เรียกได้ว่าเอาไว้ทำนายเล่น ๆ ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กลืมตาออกมาดูโลกแล้วกันนะคะ เพราะคุณแม่แต่ละคนก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไป เช่น โรคประจำตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ ความแข็งแรงของร่างกาย สภาพแวดล้อม อายุ รวมถึงการกินอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์แต่ละคนด้วยนั่นเองค่ะ

ปัญหาที่คุณแม่ให้นมลูกต้องเจอ

1.ลูกไม่ยอมดูดเต้า

ปัญหาโลกแตกที่อาจเกิดขึ้นได้  คำถามแรกคือ ลูกเคยดูดนมขวดหรือไม่ ถ้าเคย อาจเกิดจากการติดขวด เพราะดูดเร็ว ดูดง่าย สิ่งสำคัญในช่วง 3 – 4 สัปดาห์แรกหลังคลอดไม่ควรให้ทารกดูดนมจากขวด เพราะจะทำให้เค้าเกิดการติดขวดจนไม่ยอมดูดเต้าของแม่ เพราะไม่ทันใจก็เป็นได้ หรือบางทีดูดนมแม่แล้วแต่ไม่มีน้ำนม แบบนี้ต้องหมั่นให้ลูกน้อยดูดกระตุ้นทุก 2 – 3 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน แม้ไม่มีน้ำนมไหลเพื่อกระตุ้นให้มีน้ำนมไหลออกมามากและเร็วขึ้น

2.ลูกอยากดูดนมตลอดเวลา

ตรงข้ามกับข้อแรกที่ลูกไม่ยอมดูดเต้าเลยนะคะ จริง ๆ แล้วทารกชอบดูดเต้าแม้จะอิ่มแล้ว เพราะเค้ารู้สึกสบายและผ่อนคลาย สังเกตง่าย ๆ ว่าลูกทำท่าดูดนมเฉย ๆ คือ ทำท่าดูดแต่ไม่แรงพอที่จะกลืนนม จังหวะนี้ควรให้ลูกหยุดดูดจะได้ไม่เคยชิน อาจเบี่ยงเบนด้วยวิธีการอุ้ม หรือตบก้นให้ซึ่งก็เป็นการผ่อนคลายเช่นกันค่ะ

3.ลูกกัดหัวนม

โอ๊ย ๆๆ บอกได้เลยค่ะว่าเจ็บจริง เจ็บจัง แต่คุณแม่ต้องพยายามไม่อุทานเสียงดังจนลูกตกใจนะคะ บอกลูกดี ๆ แต่หนักแน่นว่า “ไม่”  บอกลูกค่ะว่าแม่เจ็บนะ อีกไม่นานเจ้าหนูจะเข้าใจว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะลูก

4.ลูกหลับเวลาที่ควรกินนม

วันแรก ๆ หลังกลับจากโรงพยาบาลทารกจะเอาแต่นอนทั้งวัน เพราะร่างกายยังอยู่ในช่วงการปรับสภาพกับโลกใบใหม่นอกครรภ์ของคุณแม่  ถ้าลูกแข็งแรงดีแต่ไม่ยอมตื่นมาดูดนม ไม่เป็นไรค่ะ รอให้ตื่นก่อนค่อยดูดนมก็ได้ แต่ก็อย่าปล่อยให้หลับนานจนเกินไปนะคะ ควรปลุกให้เข้าเต้าบ้าง ในช่วงที่ลูกหลับอยู่นี้คุณแม่อาจต้องปั๊มนมรอลูกนะคะ เพราะอาจเกิดอาการคัดเต้านมได้

5.ลูกดูดนมเท่าไรจึงจะพอนะ

คุณแม่หลายคนคงจะกังวลว่าลูกจะดูดนมอิ่มหรือไม่ แม่จะมีน้ำนมพอให้ลูกหรือไม่ วิธีสังเกตค่ะ ลูกจะไม่ร้องโยเย ดูดปกติ ดูดไปเรื่อย ๆ พออิ่มทารกจะถอนปากออกมาหรือบางคนก็อมเล่นแบบไม่ดูด  นั่นคืออิ่มแล้ว สบายท้องแล้ว แต่ถ้าน้ำนมไม่พอทารกมักจะร้องไห้โยเยแสดงให้คุณแม่เห็นว่า หนูยังไม่อิ่มนะ หากคุณแม่มีน้ำนมน้อย นอกจากจะให้ลูกดูดกระตุ้นแล้ว ควรปั๊มนมหลังจากที่ลูกอิ่มแล้วอีกข้างละประมาณ 5 นาทีจะช่วยเรียกน้ำนมได้นะคะ

6.ท่อน้ำนมอุดตัน

แบบนี้คุณแม่ต้องปวดใจมากแน่ ๆ เวลาที่ให้นมลูกควรกระตุ้นให้ทากรกน้อยดูดนมจนเกลี้ยงเต้า และสวมใส่เสื้อชั้นในที่พอดีไม่เล็กจนเกินไป และก่อนให้นมควรเช็ดบริเวณเต้านมและหัวนมด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดท่อน้ำนมก่อนการให้นม

7.เต้านมคัดมาก

ปัญหาเต้านมคัด เกิดจากการที่น้ำนมแม่ถูกสร้างขึ้นไว้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการระบายออก คุณแม่อาจปล่อยทิ้งช่วงนานเกินไป หรือไม่มีการปั๊มออกในช่วงที่ลูกไม่ได้ดูด ส่งผลให้เกิดอาการคัด เต้านมจะบวม เจ็บ ลานนมตึงแข็ง ทำให้หัวนมสั้นลงจนลูกดูดไม่ได้ คุณแม่บางคนอาจเป็นไข้ได้เลยค่ะ

เมื่อมีอาการเต้านมคัด ให้คุณแม่ทำการประคบเต้านมด้วยผ้าอุ่นจัด นวดและคลึงเต้านมเบา ๆ จากฐานไปที่หัวนม บีบน้ำนมออกจนกว่าลานหัวนมจะนุ่มลง เพื่อให้ลูกงับลานหัวนมได้ง่ายขึ้น ให้ลูกดูดนมจนเกลี้ยงเต้า ประคบด้วยผ้าเย็นหลังจากให้นมเสร็จแล้ว จะช่วยบรรเทาอาการปวดคัดเต้านมได้เบื้องต้นค่ะ

ปัญหาจุกจิกสารพัดสารพันที่คุณแม่ให้นมส่วนใหญ่ต้องเจออย่างน้อยที่สุดไม่ต่ำกว่า 2 – 3 ข้อแน่ ๆ ได้ทราบแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาแล้วนะคะ  อดทนและตั้งใจให้นมแม่ต่อไปเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยค่ะ

5 วิธีการสอนลูกไม่ให้เป็นเด็กเห็นแก่ตัว

1.ให้ลูกได้เข้าสังคม

คณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกให้รู้จักการเข้าสังคม ได้เล่นกับเพื่อนคนอื่นนอกจากคนในบ้าน ยิ่งเล่นกันหลายๆคนยิ่งเป็นเรื่องดี ลูกจะได้ฝึกเรื่องการแบ่งปัน อดทน และ การรอคอย การเล่นกันหลายๆคน อาจมีบ้างที่เด็กจะแย่งของกันเล่น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งกติกา อย่างเช่น ของเล่นชิ้นนี้เล่นได้คนละกี่นาที และต้องผลัดเปลี่ยนกันเล่น

2.สอนลูกให้เรียนรู้อารมณ์ต่างๆ ของตัวเอง

การที่ลูกได้เล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่มย่อมมีบ้างที่จะทำให้ลูกรู้สึกไม่ได้ดังใจ หงุดหงิด เมื่อไม่ได้ของที่ตัวเองต้องการหรืออยากเล่น หรือ รู้สึกผิดหวังเมื่อเพื่อนนำของเล่นที่อยากเล่นกลับบ้าน เมื่อลูกมีอารมณ์แบบนี้คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกับลูกว่าของสิ่งนั้นไม่ใช่ของของลูก ถ้าอยากเล่นต้องขอยืมเพื่อนไว้ก่อน ลูกจะรู้จักอารมณ์ผิดหวังและรู้จักการขอนุญาติก่อนที่จะหยิบของๆคนอื่น

3.ไม่ควรลงโทษลูกด้วยการตี หรือ ดุด่า

การที่ลูกไม่แบ่งของให้คนอื่น คุณพ่อคุณแม่อย่าตีหรือดำหนิลูกต่อหน้าเพื่อน ควรแสดงความรู้สึกให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่ลูกทำ คุณพ่อคุณแม่ผิดหวังนะ ลูกควรแบ่งของเล่นให้เพื่อนๆด้วย เป็นต้น

4.สอนให้รู้จักการให้และการรับอย่างเหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น ลูกมีของที่รักมาก ก็ควรบอกลูกไปว่าอันนี้ลูกไม่ต้องแบ่งให้เพื่อนก็ได้ เพราะคนทุกคนมีของที่รักและไม่จำเป็นต้องแบ่งให้ แต่บางอย่างที่รักไม่มาก ชอบไม่มากก็สามารถแบ่งให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวใช้ได้

5.นำของที่ไม่ใช้แล้วนำบริจาค

เมื่อมีเวลาว่างๆควรชวนลูกนั่งเลือกของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ นำมาแยกเพื่อบริจาค ลูกจะรู้จักแยกแยะของที่จำเป็นกับของที่ไม่จำเป็น และยังทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีน้ำใจอีกด้วยค่ะ

เด็กๆควรได้เรียนรู้อารมณ์ที่หลากหลาย เช่น สนุก ดีใจ เสียใจ ผิดหวัง เพื่อให้ลูกได้รู้จักจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกไม่เป็นเด็กเห็นแก่ตัวคือต้องรู้จักแบ่งปัน เมื่อลูกเริ่มรู้จักแบ่งปันแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ คุณพ่อคุณแม่ควรชื่นชมลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกดีและอยากทำต่อไปเรื่อยๆค่ะ

สาเหตุ ลูกชอบอมข้าว และวิธีแก้ปัญหา

1.ลูกชอบอมข้าว เพราะต้องการต่อต้านจากการถูกบังคับ ขู่เข็ญให้ทานอาหาร

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปดุว่ากล่าวลูก หรือบังคับให้ลูกทานข้าวเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้เด็ก รู้สึกว่าช่วงเวลาบนโต๊ะอาหารเขาไม่มีความสุขเลย และแสดงพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น

2.ลูกชอบอมข้าว เพราะบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่น่าเบื่อทำให้เด็กไม่อยากทานอาหาร

คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างบรรยากาศที่ดีบนโต๊ะอาหาร ทำให้เรื่องการทานอาหารเป็นเรื่องสนุกผ่อนคลาย ไม่ควรไปกดดัน คอยจับผิดหรือบีบบังคับยัดเยียดสิ่งต่าง ๆ ที่ลูกไม่ชอบค่ะ

3.ลูกอมข้าว เพราะมีสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจของเด็กๆไปจากโต๊ะอาหาร

ตัดสิ่งรบกวนต่าง ๆ ที่จะดึงดูดความสนใจจากลูกของคุณไปจากโต๊ะอาหาร เช่น การปิดโทรทัศน์ขณะทานข้าว หรือการมีขวดนมที่ชงรอลูกไว้อยู่บริเวณนั้นเมื่อลูกเห็นก็มักจะไม่อยากทานข้าวแล้วเพราะเห็นว่ามีนมรอเค้าอยู่ค่ะ

4.ลูกอมข้าว เพราะขาดการฝึกทานข้าวที่ถูกวิธี หรือขาดแบบอย่างที่ดี

ระหว่างนั่งทานอาหารด้วยกันคุณพ่อคุณแม่ควรเคี้ยวข้าวให้ลูกดูและสอนให้เค้าทำตาม เคี้ยวแล้วกลืน เคี้ยวแล้วกลืนทำอย่างไร บางทีการที่ลูกอมข้าวเพราะกลืนยาก เพราะตอนกลืนนมนั้นไม่ยาก แต่พอต้องมาเริ่มกลืนอาหารแข็งคงยากสำหรับเด็กบางคนค่ะ

5.ลูกของคุณอิ่มแล้วค่ะ ไม่อยากทานต่อแล้วจึงอมข้าวเอาไว้

หากลูกทานไปได้สักพักแล้วเริ่มอมข้าวนั่นอาจเป็นสิ่งที่เค้าต้องการบอกกับคุณว่าหนูอิ่มแล้ว อย่าพยายามหลอกล่อให้เค้าทานต่อเลยนะคะ คุณควรเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ไม่หิว แต่ถูกบังคับให้กินนั้นต้องอึดอัดและลำบากใจขนาดไหน ดังนั้นเมื่อลูกเริ่มอมข้าวแล้ว ก็แสดงว่าเขาคงเริ่มอิ่ม ให้หยุดป้อนหรือหยุดตื้อดีกว่าค่ะ

สัญญาณที่บอกได้ว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กเกเร

6 สัญญาณที่บอกได้ว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กเกเร

1.เด็กที่พ่อแม่มักคาดหวังและผิดหวังในตัวลูก:

เมื่อหวังแล้วลูกไม่ได้เป็นดังหวัง ก็จะโยนความผิดพลาดนั้นไปให้ลูก ใส่อารมณ์กับลูกโดยไม่รู้เลยว่าการกระทำแบบนั้นจะทำให้ลูกกดดัน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ

2.เด็กที่ชอบการแข่งขันมากเกินไป:

และเมื่อถึงเวลาที่ตัวเองแพ้จะชอบพูดจาแบบใส่อารมณ์ หรือแสดงออกเรื่องความรุนแรงทางร่างกาย

3.เด็กที่เลือกจะคบแต่เพื่อนที่สนิทกันเท่านั้น:

ไม่ยอมเปิดรับสังคมกับเพื่อนเด็กคนอื่นง่ายๆ จะทำอะไรที่เห็นว่าสำคัญกับเพื่อนๆที่สนิทอย่างเดียว

4.ชอบโยนความผิดให้คนอื่น:

เกรดไม่ดี โดนครูตำหนิ ทุกเรื่องที่เป็นความผิด ไม่ยอมรับข้อด้อยของตัวเอง อ้างว่าเป็นเพราะอย่างอื่นตลอด ไม่ยอมรับความจริงค่ะ

5.เพื่อนของลูกเป็นเด็กนิสัยไม่ดี:

จริงๆแล้วลูกของเราอาจจะเป็นแค่เด็กดื้อๆซนๆทั่วไป แต่ถ้าไปคบกับเด็กที่นิสัยไม่ดี ลูกก็จะซึมซับเรื่องไม่ดีมาด้วย จากที่แค่ดื้อแค่ซนก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรง หรือเกเรได้เช่นกันค่ะ

6.ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว รุนแรง:

บางทีลูกอาจจะแกล้งหรือตีน้องแบบแรงๆ อาจจะกรี๊ดร้องเมื่อไม่ได้ดังใจ และจู่โจมทันทีเมื่อมีเรื่องให้โมโห ถ้าลูกเริ่มมีอาการแบบนี้คุณต้องรีบจัดการทันที

คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตพฤติกรรมเจ้าชายน้อยของบ้านให้ดีนะคะ ว่ามีตามที่กล่าวมาบ้างหรือไม่ ถ้าเริ่มออกลายบ้างแล้ว ควรหาทางป้องกันและปรับเปลี่ยนความคิดให้ลูกกันใหม่ค่ะ

เคล็ดลับ! บรรเทาอาการเจ็บหัวนม ของคุณแม่

1. ลดการดูดบ้าง ในบางเวลา

ควรให้ลูกลดการดูดเต้าลงบ้างเมื่อมีอาการเจ็บเต้านม หรือให้พักการดูดข้างที่มีอาการเจ็บไปก่อน พออาการดีขึ้นแล้วค่อยให้ดูดใหม่ก็ช่วยได้ค่ะ

2. ให้ลูกดูดนมให้ไหล

ถ้ามีอาการปวดเต้านมหรือหัวนม คุณแม่จะไม่ค่อยอยากให้นมลูกมากนัก เพราะกลัวปวด แต่ถ้าลูกได้ดูดจนน้ำนมไหล อาการปวดเหล่านี้จะบรรเทาลง ยิ่งน้ำนมไหลดีขึ้น อาการปวดก็จะค่อย ๆ ลดลงค่ะ

3. กระตุ้นเต้านม หรือ บีบนวดหน้าอกก่อนให้นมลูก

เพื่อเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมไหลได้ดี เพื่อช่วยลดอาการปวดเต้านม ถึงคุณแม่จะมีอาการปวดเต้านมหรือไม่ปวดก่อนการให้นมลูกก็ต้องมีการนวดหรือคลึงเต้านมก่อนจะดีที่สุดค่ะ เพื่อให้ระบบเลือดหมุนเวียนได้ดีค่ะ

4. ให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ

หากทำได้ควรให้ลูกดูดนมทุก 2 ชั่วโมง หรือ ให้ดูดถี่กว่านั้นก็ได้ถ้าคุณแม่สะดวก การให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ช่วยลดอาการหย่อนยานของเต้านม และไม่ทำให้เต้านมคัด จนปวดทรมาน เพราะน้ำนมไหลดีเรื่อย ๆ นั่นเองค่ะ

5. อย่าปล่อยให้หัวนมของคุณแห้งระหว่างให้นม

เมื่อลูกหยุดดูดนมหรืออิ่มแล้วไม่ต้องเช็ดให้แห้ง ควรมีน้ำนมซัก 1-2 หยด ทาหัวนมไว้ให้ชุ่ม เพื่อลดอาการแตกของหัวนม เพราะน้ำนมจะทำให้แผลที่หัวนมหายเร็วขึ้นค่ะ

6. สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อลดอาการแห้งตึงของหัวนมได้

เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และอย่าลืมเช็ดออกทุกครั้งเมื่อให้นมลูก หลังให้นมลูกเสร็จก็ทาใหม่ เพื่อลดอาการเจ็บตึงค่ะ

วิธีช่วยให้ทารกแรกเกิดหลับยาวตลอดทั้งคืน

1.ปล่อยให้หลับด้วยตัวเอง

แทนที่เราจะกล่อมรอให้ลูกหลับแล้วค่อยวาง ลองปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้เกี่ยวกับการนอนหลับด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ลูกหลับได้ยาวนานขึ้น

2.อย่าคิดว่าลูกหิว

ลูกมีช่วงเวลาในการหลับสั้น ๆ ประมาณ 40 นาที จึงทำให้ลูกกวนเราบ่อยขึ้นในช่วงเวลากลางคืน คุณควรให้เวลาลูกสักพัก หากคุณไม่ได้ทำงาน ลองหาวิธีที่ช่วยให้ลูกรู้สึกสบายก่อนที่จะให้ลูกกินนม โดยใช้วิธีร้องเพลงกล่อม หรือลูบบริเวณหน้าท้อง

3.สร้างกิจวัตรประจำวันก่อนนอน

ในช่วง 4 เดือนแรก ลูกจะได้ประโยชน์จากกิจวัตรประจำวันก่อนเข้านอนเช่น การอาบน้ำ, ร้องเพลงกล่อม, เปิดไฟสลัว ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกหลับง่ายขึ้น และช่วยให้นอนเป็นเวลา

4.ยืดเวลาให้นมออกไป

เด็กเกิดใหม่จะหิวนมทุก ๆ 2-4 ชั่วโมง คุณแม่ต้องค่อย ๆ ยืดเวลาการให้นมออกไป คุณแม่สามารถใช้วิธีนี้โดยการให้นมลูกให้อิ่มก่อนเข้านอน

5.ไม่ต้องรีบให้อาหารแข็ง

คุณแม่บางท่านรีบให้อาหารแข็ง เพราะคิดว่าเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อลูก แม้ว่าการให้อาหารแข็งจะทำให้ลูกมีโอกาสน้อยที่จะตื่นระหว่างคืน แต่การให้อาหารแข็งเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดอาการแพ้อาหารและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นการขัดขวางการนอนหลับ ดังนั้นทารกเกิดใหม่ยังไม่ต้องการอาหารแข็งจนกว่าจะอายุครบ 6 เดือน

6.สังเกตพฤติกรรมของลูก

คุณแม่ควรจดตารางเวลาให้นม เวลานอนของลูก สังเกตอาการ พฤติกรรมของลูกเวลาง่วง เช่น การหาว การขยี้ตา อาการเหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่พาลูกเข้านอนเวลาที่ถูกต้อง

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางที่ช่วยให้ลูกหลับยาวตลอดทั้งคืน แต่เด็กทุกคนก็มีลักษณะแตกต่างกันจึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าวิธีไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ

อาหารต้องห้ามสำหรับคนท้อง

1.คาเฟอีน

คนท้องควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ชา  กาแฟ  น้ำอัดลม  เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปกระตุ้นการสูบฉีดโลหิต  เพิ่มการขับปัสสาวะทำให้คุณแม่ต้องปัสสาวะบ่อยขึ้นอีก ซึ่งช่วงตั้งครรภ์ก็ฉี่บ่อยอยู่แล้ว และมีผลทางอ้อมทำให้หัวใจของคุณแม่ทำงานหนักขึ้น อีกทั้งยังไปละลายแคลเซียมและเกลือแร่ในร่างกายมากขึ้นอีกด้วย

2.ไข่ดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ

แม่ท้องควรทานไข่ที่ปรุงสุก ไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว เป็นต้น เพราะไข่ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ ส่งผลให้เสี่ยงการติดเชื้อ Salmonella เป็นกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทำให้ผนังลำไส้เป็นแผล และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ค่ะ

3.นมสดและชีสบางชนิด

นมสดและชีสบางชนิดที่ไม่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนหรือการฆ่าเชื้อ  เช่น  คัมมังแบร์  บลูชีสชนิดต่าง ๆ  เพราะชีสเหล่านี้อาจปะปนแบคทีเรียที่ชื่อลิสทีเรีย(Listeria) ซึ่งอาจจะทำให้เป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกน้อยได้ค่ะ

4.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ไม่แนะนำให้คุณแม่ต้มบะหมี่ทานแบบที่เคยทำก่อนตั้งครรภ์ เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหล่านี้มีสารปรุงรส  และผงชูรสในปริมาณสูง จะทำให้เพิ่มระดับโซเดียมหรือเกลือให้กับร่างกายเกินความจำเป็น ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบขับถ่ายทำงานหนัก

5.อาหารรสจัด

อาหารที่มีรสเค็มจัด  หวานจัด  รสเค็มจัด ส่งผลทำให้หัวใจและไตทำงานหนักขึ้น  ส่วนรสหวานจัดเพิ่มภาระให้กับตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลมากขึ้น และทำให้คุณแม่น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย  นอกจากนี้รสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด จะเพิ่มภาระให้กระเพาะต้องทำงานหนัก ทำให้ท้องอืด และเกิดภาวะกรดไหลย้อนให้คุณแม่ได้

6.วิตามินเสริมทุกชนิด

การทานวิตามินเสริมในช่วงตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะ เพราะวิตามินเสริมหากได้รับมากเกินไปจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ตับต้องทำงานหนักเพราะกำจัดพิษของวิตามินส่วนเกินออกจากร่างกาย เท่ากับเพิ่มภาระการทำงานหนักให้ตับ อีกทั้งร่างกายไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวิตามินส่วนเกินเท่ากับเสียเงินไปซื้อมารับประทานแต่กลับไม่ได้ประโยชน์อีกด้วย

7.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดรวมถึงการสูบบุหรี่

ข้อนี้คุณแม่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วอย่างแน่นอน  เพราะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด แม้ว่าจะอยู่ในปริมาณที่เจือจางเพียงใดก็ตาม  เบียร์  ไวน์  เหล้าผสม  เหล้าสี  เหล้าใส  อาหารที่หมักดองด้วยเหล้า หรือมีส่วนผสมของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด  เพราะหากคุณแม่ดื่มกินเข้าไปในปริมาณหนึ่ง ขณะตั้งครรภ์ได้สองเดือนแรกจะส่งผลให้ทารกสมองพิการแต่กำเนิดได้  รวมถึงบุหรี่ ส่งผลให้เกิดภาวะแท้งคุกคาม คลอดก่อนกำหนด ทารกมีพัฒนาการไม่สมวัย ได้นะคะ

 

13 เรื่องของเด็กทารกที่คุณแม่ควรรู้

คุณแม่มือใหม่ที่พึ่งคลอดอาจยังดูแลทารกแรกเกิดได้ไม่เต็มที่ เพราะอาจกังวลว่าจะปฏิบัติกับทารกแรกเกิดอย่างไรดี ในช่วงแรก ๆ คุณอาจได้นอนน้อยลง แต่จะยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้เห็นลูกคุณตลอดเวลาค่ะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เกี่ยวกับ ทารกแรกเกิด มีดังนี้ค่ะ

1. น้ำลายของลูกอาจจะไหลออกมาบ่อย ๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

2. ในช่วง 6 สัปดาห์แรก ลูกจะตอบสนองคุณมากกว่าที่คุณคิด เช่น ยิ้ม สบตา หัวเราะ เป็นต้น

3. คุณควรอาบน้ำให้ลูกในอุณหภูมิที่เหมาะสม จนกว่าสายสะดือลูกจะหลุดออกไปค่ะ

4. จุดที่อ่อนนุ่มและต้องระวังที่สุด คือ กระหม่อมตรงศีรษะของลูก

5. เล็บมือเล็บเท้าของลูกจะยาวไวมาก คุณควรเตรียมที่ตัดเล็บลูกไว้ตั้งแต่ช่วงใกล้คลอด

6. ทารกแรกเกิด จะนอนหลับไม่เป็นเวลา อยากนอนตอนไหนก็นอน ลูกจะเริ่มนอนเป็นเวลาตอนประมาณอายุ 3 เดือนขึ้นไปค่ะ

7. ลูกของคุณอาจนอนกระพริบตาไปมา เหมือนหลับไม่สนิท แต่จริง ๆ แล้วลูกหลับสนิทไปแล้วค่ะ

8. นอกจากลูกจะมีน้ำลายไหลออกมาแล้ว เด็กบางคนยังแหวะนมออกมา มากน้อยต่างกันซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่อันตรายมากค่ะ

9. สายตาของลูกอาจจะไม่ได้มองไปในทิศทางที่ตรงหรือมองไปในที่ ๆ สมควรมอง ตาอาจจะลอย ๆ ไม่ได้โฟกัสไปในจุดใด ๆ ซึ่งจะเป็นแค่เดือนแรกเท่านั้นค่ะ

10. ผิวของทารกจะลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ หรือ ลอกออกเป็นขุย ก็ไม่ต้องตกใจค่ะ จะเป็นแค่เดือนแรก ๆ เท่านั้นค่ะ

11. ลูกอาจจะร้อง ร้อง ร้อง และร้อง ในช่วง 1-3 เดือนแรกและจะร้องตรงกันทุกเวลา ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรกับลูกค่ะ ไม่ต้องตกใจค่ะ

12. เด็กทารกบางคนอาจมีน้ำนมไหลออกมาจาก หัวนม ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายซึ่ง เป็นเรื่องปกติค่ะ

13. วัคซีนของทารกแรกเกิด เป็นสิ่งสำคัญมาก ควรตรวจสอบการฉีดวัคซีนของลูกให้ละเอียด และควรฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ลูกตามช่วงอายุของลูกให้ครบถ้วนค่ะ

เด็กทารกไม่อยากได้อะไรมาก แค่ต้องการความอบอุ่นในอ้อมกอดของคุณแม่เท่านั้น คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่อาจจะเหนื่อยมากในช่วงเดือนแรก เพราะยังปรับตัวไม่ได้ แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

อาหารที่ควรระวัง สำหรัเด็กอายุต่ำกว่า2ขวบ

1. เกลือ หรือ อาหารที่มีรสเค็ม

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เกลือในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยนี้ไตกำลังพัฒนา และไตนั้นยังไม่พร้อมสำหรับกรองอาหารที่มีรถเค็มมากเกินไป ในการปรุงอาหารให้ลูกจะมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ผัก เนื้อสัตว์ หรือสมุนไพรต่าง ๆ ที่ทำให้รสชาติดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงเลยค่ะ

2. น้ำตาล หรือ อาหารที่มีความหวาน

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ กินของหวานมากเกินไป คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHS) ไม่แนะนำให้เด็กดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน หรือ อาหารที่มีรสหวาน เมื่อเด็กได้กินของที่มีรสหวานเด็กจะติดรสชาตินั้นไปเรื่อย ๆ และทำให้เป็นคนชอบกินหวานในที่สุดค่ะ

3. น้ำผึ้ง

ไม่ใช่แค่น้ำตาลที่มีรสหวาน น้ำผึ้งก็เป็นสารให้ความหวานเช่นกัน เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรกินน้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งอาจมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum)  เชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตสารพิษในลำไส้ของทารก ส่งผลทำให้เด็กมีอาการท้องผูก เบื่ออาหาร ทำให้เด็กมีอาการซึม ในรายที่รุนแรงอาจจะทำให้เกิดอาการปอดบวม หรือ การขาดน้ำได้ค่ะ

4. Popcorn องุ่น และพวกเจลลี่ต่าง ๆ

อาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง ลื่น และมีรูปร่างกลม เป็นอาหารที่อันตรายมาก ๆ สำหรับลูก และก็มีอาหารหลายอย่างที่มีลักษณะแบบนี้ แต่พ่อแม่หลายท่านคิดไม่ถึงและไม่ได้ระวัง อาหารเหล่านี้มักจะลื่นไปติดในหลอดลม เป็นอันตราย อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ค่ะ

5. อาหารดิบ ปรุงไม่สุกดี

พ่อแม่หลายท่านชอบทานไข่ที่ไม่สุก หรือ พวกไข่ยางมะตูม แต่สำหรับเด็ก ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบ ไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านั้นเป็นอันตรายมาก รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ สำหรับเด็กวัยนี้ต้องปรุกให้สุกและให้นิ่มจนแน่ใจว่าเด็กสามารถกินได้ อาหารที่ปรุงกึ่งดิบกึ่งสุกอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เด็กเจ็บป่วย และเป็นอันตรายต่อร่างกายเด็กมาก ๆ ค่ะ