5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบ

5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบ

1. เกลือ หรือ อาหารที่มีรสเค็ม

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เกลือในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยนี้ไตกำลังพัฒนา และไตนั้นยังไม่พร้อมสำหรับกรองอาหารที่มีรถเค็มมากเกินไป ในการปรุงอาหารให้ลูกจะมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ผัก เนื้อสัตว์ หรือสมุนไพรต่าง ๆ ที่ทำให้รสชาติดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงเลยค่ะ

2. น้ำตาล หรือ อาหารที่มีความหวาน

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ กินของหวานมากเกินไป คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHS) ไม่แนะนำให้เด็กดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน หรือ อาหารที่มีรสหวาน เมื่อเด็กได้กินของที่มีรสหวานเด็กจะติดรสชาตินั้นไปเรื่อย ๆ และทำให้เป็นคนชอบกินหวานในที่สุดค่ะ

3. น้ำผึ้ง

ไม่ใช่แค่น้ำตาลที่มีรสหวาน น้ำผึ้งก็เป็นสารให้ความหวานเช่นกัน เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรกินน้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งอาจมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum)  เชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตสารพิษในลำไส้ของทารก ส่งผลทำให้เด็กมีอาการท้องผูก เบื่ออาหาร ทำให้เด็กมีอาการซึม ในรายที่รุนแรงอาจจะทำให้เกิดอาการปอดบวม หรือ การขาดน้ำได้ค่ะ

4. Popcorn องุ่น และพวกเจลลี่ต่าง ๆ

อาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง ลื่น และมีรูปร่างกลม เป็นอาหารที่อันตรายมาก ๆ สำหรับลูก และก็มีอาหารหลายอย่างที่มีลักษณะแบบนี้ แต่พ่อแม่หลายท่านคิดไม่ถึงและไม่ได้ระวัง อาหารเหล่านี้มักจะลื่นไปติดในหลอดลม เป็นอันตราย อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ค่ะ

5. อาหารดิบ ปรุงไม่สุกดี

พ่อแม่หลายท่านชอบทานไข่ที่ไม่สุก หรือ พวกไข่ยางมะตูม แต่สำหรับเด็ก ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบ ไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านั้นเป็นอันตรายมาก รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ สำหรับเด็กวัยนี้ต้องปรุกให้สุกและให้นิ่มจนแน่ใจว่าเด็กสามารถกินได้ อาหารที่ปรุงกึ่งดิบกึ่งสุกอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เด็กเจ็บป่วย และเป็นอันตรายต่อร่างกายเด็กมาก ๆ ค่ะ

อยากให้ลูกขาว ทำอย่างไร อยากให้ลูกขาวต้องกินอะไร

ลูกจะตัวขาว หรือตัวดำขึ้นอยู่กับพันธุกรรม

สีผิวของลูกนั้นขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของพ่อแม่  หากพ่อแม่ตัวขาว ลูกก็ออกมาขาว หากพ่อแม่ตัวดำ ลูกก็จะออกมาดำ อย่างไรก็ตาม บางครอบครัวที่พ่อแม่ตัวดำ แต่ลูกออกมาขาว นั่นสามารถอธิบายตามหลักพันธุกรรมได้ว่า ลูกที่ออกมาตัวขาวในขณะที่พ่อแม่ตัวดำ เป็นเพราะลูกได้รับยีนส์ด้อยที่แฝงอยู่ในตัวพ่อและแม่นั่นเอง

อยากให้ลูกขาว ต้องกินน้ำมะพร้าว?

น้ำมะพร้าวอ่อนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิด

  • ธาตุเหล็ก
  • แคลเซียม
  • โพแทสเซียม
  • วิตามินบี
  • กรดอะมิโน
  • น้ำตาลกลูโคส ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว
  • ทั้งยังมีเอสโตรเจนที่ทำให้ผิวพรรณสดใส จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า กินน้ำมะพร้าวแล้วลูกจะผิวสวย

ทั้งนี้ การที่คุณแม่ท้องดื่มน้ำมะพร้าว จะทำให้ไขที่ตัวทารกดูขาวขึ้น เลยดูว่าเด็กออกมาตัวขาว แต่ไม่ใช่ว่าดื่มน้ำมะพร้าวแล้วจะช่วยไปล้างไขที่เคลือบตัวลูกนะคะ การไม่มีไขไม่ใช่เรื่องดี เพราะไขที่เคลือบตัวทารกไว้มีประโยชน์อย่างมากในการที่จะทำให้เด็กคลอดง่าย และช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายให้กับลูกแรกเกิดได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การกินน้ำมะพร้าวมาก ๆ ก็มีผลเสียต่อแม่ท้องนะคะ เพราะในน้ำมะพร้าวมีความหวานจากน้ำตาล อาจทำให้คุณแม่เป็นเบาหวานได้ค่ะ

อยากให้ลูกขาว ห้ามกินเฉาก๊วย ถั่วดำ ขนมเปียกปูน?

ความเชื่อหรือความจริงกันแน่ การห้ามกินอาหารสีดำ!

อาหารสีต่าง ๆ ไม่มีผลต่อสีผิวของลูก กินเฉาก๊วย ถั่วดำ หรืออาหารสีดำชนิดอื่น ๆ ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุให้ลูกตัวดำ เช่นเดียวกับการกินเนื้อมะพร้าวที่มีสีขาว ก็ไม่ได้ทำให้ลูกตัวขาว เพราะสีผิวขึ้นอยู่กับเม็ดสี ที่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อและแม่ ถ้าพ่อแม่ตัวดำ ไม่ว่าจะขยันกินเนื้อมะพร้าวก็ไม่มีผล และถ้าพ่อแม่ตัวขาว ต่อให้กินเฉาก๊วยทุกวัน ลูกก็ขาวอยู่ดีค่ะ ตอนท้องแม่กินอะไรลูกในท้องก็ได้กินอย่างนั้น การดูแลสุขภาพให้ดี จึงเป็นสิ่งสำคัญ มาดูอาหารที่ช่วยให้ลูกผิวขาว มีออร่า ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง แถมยังฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ผิวขาวทำไม่ได้ แต่ผิวสุขภาพดีสร้างได้

หากอยากให้ลูกมีผิวแข็งแรง สุขภาพดี คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทานอาหารที่มีสรรพคุณบำรุงผิวพรรณเป็นประจำ เช่น ปลา ผักผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ และอย่าลืมดื่มน้ำเยอะ ๆ ด้วยนะคะ การเลือกรับประทานอาหารที่ดี จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง อาจไม่ได้ขาวใสแต่กำเนิด แต่จะทำให้ผิวสวยเนียน ไม่แห้งกร้าน การเลือกรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอ ยังช่วยให้คนท้องสุขภาพผิวดี และแน่นอนว่าทารกในครรภ์ก็จะผิวพรรณสดใสเช่นกัน สำหรับประโยชน์ของอาหารต่าง ๆ มีดังนี้

  • เนื้อปลา ในเนื้อปลามีโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 นอกจากจะช่วยบำรุงสมองและพัฒนาการลูกน้อยแล้วยังสามารถช่วยปกป้องและซ่อมแซมเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ลองหาเมนูปลา ที่ทำจากปลาแซลมอน ปลาช่อน ปลากะพง ปลาทูน่ามารับประทาน ทั้งอร่อยและมีประโยชน์มากค่ะ ทานสักสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง จะช่วยบำรุงร่างกายแม่ท้อง แถมลูกยังฉลาด ผิวพรรณดีอีกด้วย
  • ผักผลไม้ เพราะวิตามิน เกลือแร่ จะช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น ควรเลือกทานผัก ผลไม้สด ๆ ปลอดสารพิษ อาทิ ฟักทอง อะโวคาโด บร็อกโคลี แครอท มะเขือเทศ กล้วย ส้ม ฝรั่ง องุ่น มะละกอ ทับทิม สตรอเบอรี่ สลับกันไปเพื่อประโยชน์ที่หลากหลายและสมดุล
  • ธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ลูกเดือย งาขาว งาดำ ถั่วต่าง ๆ รวมถึงน้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง อันอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามิน ช่วยบำรุงผิวให้สวยเปล่งปลั่ง เป็นกลุ่มอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ช่วยในการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้เป็นไปตามปกติและช่วยเรื่องของระบบขับถ่ายได้ดี มีไขมันน้อย ช่วยควบคุมให้น้ำหนักคนท้องเป็นไปตามเกณฑ์
  • ดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น และยังช่วยขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย เป็นการดีท็อกซ์อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งที่ทำให้ผิวพรรณกระจ่างใสทั้งคุณแม่และลูกน้อย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า แม่ท้องควรดื่มน้ำประมาณ 8-12 แก้วต่อวัน จะช่วยป้องกันอาการต่าง ๆ ขณะตั้งครรภ์ รวมทั้งความไม่สบายตัวที่มักเกิดขึ้นกับแม่ท้องได้
  • น้ำผลไม้สด หากเบื่อกับการทานผลไม้ หรือดื่มน้ำเปล่า ลองน้ำผลไม้สดเพิ่มความสดชื่นดูสิ น้ำผลไม้ มีวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยสดใสอยู่มาก เช่น น้ำส้มคั้น น้ำแครอท น้ำมะพร้าวน้ำมะนาว นอกจากลูกจะได้รับวิตามินซีแล้ว การดื่มน้ำผลไม้สดยังช่วยป้องให้ภาวะการขาดน้ำ และช่วยให้คุณแม่หายเหนื่อยล้า หายเครียดในระหว่างตั้งครรภ์

อาหารบำรุงสมองลูกในครรภ์

แม่ได้ประโยชน์ ลูกฉลาดตั้งแต่ในท้อง

นายแพทย์วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า เนื้อสมองของทารกในครรภ์ มีองค์ประกอบเป็นไขมันโดยเฉพาะไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 60 กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ความสำคัญต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยในครรภ์คือ กรดไขมันที่มีชื่อว่า ดีเอ็ช เอ (DHA)

  • มีมากในอาหารปลาพวกปลาทะเลและสาหร่ายทะเล
  • และเออาร์เอ (ARA) ซึ่งมีมากในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเม็ดทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด

การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารดังกล่าวให้เพียงพอจะทำให้ลูกในครรภ์ได้รับวัตถุดิบคุณภาพดีในการสร้างเนื้อสมองและระบบเส้นใยประสาทให้มีคุณภาพดีตามไป

10 สไตล์การเลี้ยงลูกที่คุณควรทราบ

1. เลี้ยงลูกแบบเผด็จการ

เข้มงวดกับลูกทุกเรื่อง ตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆหลายอย่างทั้งการใช้ชีวิตในบ้านและนอกบ้าน และเมื่อทำผิดกฎจะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้มักจะไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เลย เด็กจะทำตามคำสั่งจากความกลัว ขาดความนับถือในตัวเอง และจะมีความก้าวร้าวเมื่ออยู่นอกบ้าน เพื่อระบายออกทางอารมณ์

2. การเลี้ยงลูกแบบอิสระทางความคิด

การเลี้ยงลูกแบบอิสระทางความคิด คือ การเลี้ยงลูกตรงข้ามกับการเลี้ยงแบบเผด็จการทุกอย่าง มักจะสอนลูกให้เข้าใจหลักธรรมของชีวิต สอนให้รู้เหตุผลให้ลูกกล้าแสดงออกทางความคิดเห็น ตอบสนองต่อความคิดของลูก และคอยให้กำลังใจ เด็กแบบนี้จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี มีความมั่นใจในตัวเอง เข้ากับสังคมได้ดี และมีความสุขในชีวิต

3. การเลี้ยงลูกแบบตามใจ

เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้มักจะไม่มีระเบียบวินัยเลย พ่อแม่จะผ่อนปรนกับพฤติกรรมของลูกทุกอย่าง ถ้าเลี้ยงแบบนี้เด็กจะเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการแบบไม่มีที่สิ้นสุด ไร้ทักษะทางสังคม ไร้จุดมุ่งหมายของชีวิต เพราะไม่มีพ่อแม่เป็นแนวทางที่ดีให้ดูนั่นเองค่ะ

4. การเลี้ยงดูแบบละเลย อิสระเกินไป

การเลี้ยงแบบนี้คือ การตอบสนองทางอารมณ์และพัฒนาการของเด็กน้อยเกินไป ไม่สนใจพัฒนาการหรือการเรียกร้องของลูก เหมือนตัวอยู่ใกล้แต่ใจห่าง เด็กแบบนี้โตขึ้นมักจะขาดความอบอุ่น หรือ เดินผิดทาง และเสียคนง่ายตั้งแต่วัยรุ่นค่ะ

5. เลี้ยงตามสัญชาตญาณ

พ่อแม่ส่วนใหญ่เลี้ยงลูกแบบนี้ ถือว่าเป็นการเลี้ยงลูกที่ดี เพราะเลี้ยงไปแบบตามธรรมชาติของเด็ก แต่ถ้าพ่อแม่มีความคิดเป็นคนดี เด็กส่วนมากก็จะดี ถ้าพ่อแม่เป็นคนไม่ดีสอนในสิ่งที่ไม่ดี เด็กก็รับผลไม่ดีตามไปด้วยค่ะ

6. เลี้ยงลูกแบบปกป้องลูก

ส่วนมากจะห่วงเรื่องความปลอดภัย และคอยปกป้องลูกจากสิ่งต่างๆ แต่ถ้าปกป้องลูกมากเกินไป ลูกก็จะโตแต่ตัว แต่ความคิดและการกระทำมักจะทำอะไรแบบเด็กๆอยู่ค่ะ

7. เลี้ยงลูกแบบเรื่อยๆ ไม่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ

การเลี้ยงแบบนี้คือ เลี้ยงตามสถานการณ์ของโลกที่เป็นไปไม่ต้องเร่งเด็ก ให้ลูกได้พัฒนาการสมวัย ได้เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเอง เด็กที่ถูกเลี้ยงแบบนี้จะสนุกและมีความสุขกับการได้คิดได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง จัดระเบียบความคิดและการกระทำของตัวเองได้ดี ทำอะไรไม่ต้องเร่งรีบ พอใจในสิ่งที่ตนมี สามารถรับกับความไม่แน่นอนของชีวิตได้เป็นอย่างดี

8. เลี้ยงลูกแบบมีเหตุผล

เลี้ยงแบบเข้าใจในอารมณ์ของลูก ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี และพร้อมรับกับทุกอารมณ์ของลูกๆ ไม่มีการลงโทษ เน้นการพูดคุย เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้จะมีความสุขในชีวิต และมักใช้ชีวิตได้อย่างสงบเรียบง่ายค่ะ

9. เลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตย

เลี้ยงให้ลูกได้มีทางเลือก เช่น อยากทำงานบ้านชิ้นนี้หรือไม่ ถ้าไม่อยากเพราะอะไร เป็นต้น เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้จะรู้จักประนีประนอม รู้จักการเจรจาต่อรอง และจะมองว่าความผิดพลาดที่เคยทำเป็นสิ่งที่ทำให้เรียนรู้ได้ในอนาคตค่ะ

10. เลี้ยงลูกแบบปลูกจิตสำนึก

เลี้ยงด้วยจิตวิญญาณ อาจจะเลี้ยงลูกจากความเชื่อของพ่อแม่เองผสมผสานกับการสอนแบบวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย การเลี้ยงลูกแบบนี้จะทำให้พ่อแม่ลูกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น เด็กจะมีความนับถือในตัวเอง และประสบความสำเร็จในชีวิตค่ะ

อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ แต่ยังไม่เจ็บท้องคลอดเลย อันตรายไหมนะ

อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ แต่ไม่มีอาการปวดท้องคลอดเลย จะอันตรายไหมนะ ดูแลตัวเองอย่างไรดี

โดยปกติแล้วคุณแม่ส่วนมากจะคลอดตอนอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ขึ้นไป อาจจะก่อน หรือ หลังจากนั้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ แต่สำหรับคุณแม่บางคน ท้อง 40 สัปดาห์ ก็ยังไม่มีอาการก่อนคลอด หรือมีสัญญาณอะไรเตือนเลยว่าใกล้คลอดแล้ว ดังนั้นคุณแม่ที่มี อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ ลองมาดูกันค่ะ ว่าควรทำอย่างไร

อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ แต่ยังไม่เจ็บท้องคลอดเลย ทำอย่างไร?

1. คำนวณอายุครรภ์ตัวเองให้ถูกต้อง ว่าตั้งครรภ์จริง ๆ กี่สัปดาห์แล้ว สามารถตรวจสอบได้จากการนับวันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย หรือจากการอัลตร้าซาวด์

2. การนับลูกดิ้น ยิ่งตั้งครรภ์ใกล้คลอด เด็กจะดิ้นน้อยลง เพราะตัวใหญ่จนเต็มครรภ์ ให้นับลูกดิ้นว่ายังปกติอยู่ไหม โดยนับง่าย ๆ ว่าหลังทานอาหารไปแล้ว 1 ชั่วโมง ลูกดิ้นถึง 3 ครั้งหรือไม่ ถ้าลูกนิ่งไป ไม่มีอาการตอบสนองให้หาหมอทันที

3. การอัลตร้าซาวด์ เพื่อวัดปริมาณน้ำคร่ำ ขั้นตอนนี้คือ คุณแม่ต้องมั่นใจแล้วว่าท้องเกินกำหนดไปแล้ว คุณหมอจะทำการตรวจน้ำคร่ำ และฟังเสียงหัวใจเด็กว่าเต้นผิดปกติหรือไม่

ถ้าคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 40 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการอะไร ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อหาวิธีคลอด หรือป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับทารกในครรภ์ เพราะถ้าคุณแม่ปล่อยไว้ จนเข้าสัปดาห์ที่ 42 ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตสูง และรกจะมีสภาพเสื่อมไปตามเวลาที่นานขึ้น ทำให้เด็กมีอาการติดเชื้อ และสำลักขี้เทาได้

คุณแม่ที่มีอายุครรภ์เกิน 40 สัปดาห์ แต่ไม่มีอาการปวดท้องคลอด ควรให้หมอตรวจดูปากมดลูก ว่าเปิดบ้างหรือไม่ หรือ คุณหมออาจจะตัดสินให้ใช้ยาเร่งคลอด หรือให้ทำการผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยในตัวคุณแม่และทารกเองค่ะ

แม่หลังคลอดควรรู้! ทำอย่างไรเมื่อ ปวดมดลูกหลังคลอด

หลังจากคลอดลูกปลอดภัยได้พบหน้าค่าตากันเป็นที่เรียบร้อย ชื่นมื่นกันถ้วนหน้าพ่อแม่ปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะหลานคนแรกต้องบอกว่า เห่อกันสุด ๆ แน่นอน แม้ว่าคุณแม่จะคลอดลูกออกมาอย่างปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่ในช่วงหลังคลอดคุณแม่ยังต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกมากมายเลยนะคะ

ช่วงเวลา 9 เดือนที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อิทธิพลจากฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์กำลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  โดยเฉพาะมดลูกที่ทำหน้าที่โอบอุ้มลูกน้อยมาถึง 9 เดือน ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดกำลังจะกลับเข้าที่หรือที่เรียกว่า “มดลูกเข้าอู่”  มาดูลำดับขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่คุณแม่ต้องพบในช่วงหลังคลอดกันค่ะ

น้ำคาวปลาหลังคลอด

– ตามลำดับขั้นตอน หลังคลอดลูกออกมาแล้ว รกจะหลุดลอกตัวตามออกมา

– หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วันจะมีน้ำสีขุ่น ๆ มีเลือดปนออกมาจากช่องคลอด  เรียกว่า  “น้ำคาวปลา”  แรก ๆ จะมีสีเข้มคล้ายสีประจำเดือนและจะค่อย ๆ จางลงเป็นสีชมพู และสีน้ำตาลอ่อน จางลงเรื่อย ๆ และจนหมดภายในระยะเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์หลังคลอด

– ที่สำคัญคือน้ำคาวปลานี้จะไม่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง หากพบว่า  น้ำคาวปลาที่ซึมออกมานั้นมีสีแดงสดตลอด ไม่มีทีท่าจะจางลง หรือมีกลิ่นเหม็นมาก  ต้องรีบพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาโดยด่วน  เพราะอาการเช่นนี้ส่งสัญญาณความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว

ปวดมดลูกหลังคลอด

– อาการอีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหลังคลอด คือ  อาการปวดมดลูก เนื่องจากหลังคลอดมดลูกจะลดระดับลงทันทีมาอยู่ที่ระดับสะดือ  ขนาดเท่ากับอายุครรภ์ประมาณ 4 เดือน

– มดลูกจะบีบตัวเพื่อกลับเข้าสู่สภาพเดิมหรือที่เรียกว่า “มดลูกเข้าอู่” ใน 2 – 3 วันแรกจะมีอาการปวดมดลูกมากและความปวดจะค่อย ๆ ทุเลาลง

– อาการปวดที่ว่านี้คล้ายกับการปวดประจำเดือนค่ะ และขณะให้ลูกดูดนม ก็จะมีอาการปวดมากกว่าปกติอีกด้วย

ทำอย่างไรเมื่อปวดมดลูกหลังคลอด

อาการปวดมดลูกหลังคลอด สามารถหาวิธีบรรเทาอาการได้ด้วยการนอนคว่ำ  เพราะการนอนคว่ำจะทำให้มดลูกกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้  โดยวิธีการมีดังนี้ค่ะ

  1. หาหมอนนิ่ม ๆ หนุนบริเวณหน้าท้องและนอนคว่ำวันละครั้ง ครั้งละประมาณ 20 นาที
  2. คุณแม่ที่คลอดแบบปกติ สามารถนอนคว่ำได้ตั้งแต่วันแรกที่คลอด
  3. ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดทางหน้าท้อง ให้นอนคว่ำเมื่อไม่เจ็บแผลแล้ว โดยทั่วไปประมาณ 7 – 10 วัน ก็สามารถนอนคว่ำได้ค่ะ สำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด

หลังคลอดแล้วคุณแม่ยังคงต้องดูแลรักษาสุขภาพและบำรุงร่างกายเพื่อให้ฟื้นกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว หลังคลอดต้องพบกับอาการที่ร่างกายกำลังปรับสภาพเข้าสู่ภาวะปกติ อย่าเพิ่งท้อใจหรือหวาดกลัวไปก่อนนะคะ เพราะทุกอย่างเป็นกลไกธรรมชาติ  คิดถึงลูกน้อยจะดีกว่า  ทำจิตใจให้แจ่มใส อีกไม่นานคุณแม่ก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมแล้วค่ะ

หลังคลอดประจำเดือนไม่มา จะมาเมื่อไหร่?

ภาวะ ประจำเดือนหลังคลอด เป็นปัญหาส่วนหนึ่งของคุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่ โดยปกติประจำเดือนของคุณแม่แต่ละคนมีความแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกาย คุณแม่ตั้งครรภ์จะพบการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางด้านร่างกาย เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ รวมถึงภาวะที่ หลังคลอดประจำเดือนไม่มาจนถึงการเริ่มต้นของร่างกายปรับตัวให้มีประจำเดือนอีกครั้ง มาเรียนรู้และทำความเข้าใจ  เพื่อช่วยให้คุณแม่หลังคลอดดูแลตัวเองอย่างถูกต้องกันดีกว่าค่ะ

การเริ่มต้นมีประจำเดือนอีกครั้ง หลังคลอด

คุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูกหรือสลับให้นมชงด้วยจะเริ่มมีประจำเดือนหลังคลอดประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่สำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกอย่างเดียว ปริมาณการให้นมลูกส่งผลต่อการกลับมามีประจำเดือน คุณแม่ที่ให้นมลูกในปริมาณน้อย อาจส่งผลให้มีประจำเดือนได้เร็วขึ้น

ประจำเดือนหลังคลอด กับประจำเดือนทั่วไปมีความแตกต่างกัน เนื่องจากร่างกายต้องปรับการทำงานของรอบเดือนอีกครั้ง ประจำเดือนหลังคลอดจึงแตกต่างไป ซึ่งสามารถสังเกตได้ดังนี้

  • อาการปวดท้องมากกว่าหรือน้อยกว่าก่อนคลอดลูก
  • ประจำเดือนมีลิ่มเลือดปนมา
  • ประจำเดือนมามากกว่าปกติ
  • ประจำเดือนมาแตกต่างจากก่อนคลอดลูก
  • ประจำเดือนมีปริมาณเลือดกะปริบกะปรอย

วิธีการดูแลตัวเองของคุณแม่หลังคลอด

1.ควรหลีกเลี่ยงผ้าอนามัยแบบสอดในช่วงแรกที่ประจำเดือนมา

คุณแม่หลังคลอดเมื่อมีประจำเดือน ควรหลีกเลี่ยงผ้าอนามัยแบบสอดในช่วงแรกที่ประจำเดือนมา เพราะเป็นช่วงที่ต้องฟื้นฟูอวัยวะภายในของร่างกาย การสอดผ้าอนามัยจะทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่ออวัยวะภายในได้ ซึ่งปกติการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดควรใช้ได้หลังคลอดแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ไปแล้ว

2.การออกกำลังกายช่วยฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้้น

คุณแม่หลังคลอดควรออกกำลังกายอย่างน้อย 15 นาที วันละ 2 ครั้ง ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น ช่วยลดหน้าท้องแและการทำงานของอวัยวะภายในได้ดีขึ้น และการออกกำลังกายยังช่วยลดความเครียดและช่วยให้คุณแม่หลังคลอดมีความสุข

3.การเลือกรับประทานอาหารของคุณแม่หลังคลอด

คุณแม่หลังคลอด ที่เริ่มต้นมีประจำเดือนอีกครั้งต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินเป็นสำคัญ ควรเลือกทานอาหารครบ 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการ ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด เลือกทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง จะช่วยลดอาการท้องผูก เพื่อไม่ส่งผลต่อลูกน้อยหากคุณแม่ให้นมลูก

คุณแม่หลังคลอด เมื่อทราบข้อมูลการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เมื่อประจำเดือนไม่มา จนการเริ่มต้นมีประจำเดือนอีกครั้ง เพื่อให้คุณแม่ดูแลสุขภาพตัวเองให้พร้อมในการดูแลลูกน้อยของคุณได้อย่างมีความสุขและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไปพร้อมกัน

เกิดจากสาเหตุอะไร ลูกน้อยทานนมแล้วแหวะนมออกมาบ่อย

คุณแม่มือใหม่มักกลัวหรือมีความกังวลว่าลูกน้อยจะกินนมไม่อิ่มท้อง  อาจไม่รู้ตัวว่าการให้ลูกกินนมในปริมาณที่มากเกินไป เป็นสาเหตุให้ลูกมีอาการอาเจียนหรือ แหวะนม ได้  เพราะลูกน้อยยังมีกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารที่ทำงานได้ไม่สมบูรณ์และระบบย่อยอาหารยังทำงานไม่ได้เเต็มที่ ส่งผลให้เกิดการไหลย้อนของนมออกมาได้ง่าย  

การดูแลลูกน้อยไม่ให้แหวะนม

  1. เมื่อลูกกินนมเสร็จแล้ว คุณแม่ควรทำการไล่ลมออกจากท้องลูกน้อย ด้วยการจับเรอหลังจากลูกทานนมเสร็จ
  2. ก่อนเข้านอนจับลูกนอนตะแคงและให้ศีรษะสูงขึ้น ให้ส่วนของกระเพาะด้านซ้ายอยู่สูงกว่าส่วนอื่น ๆ
    เพื่อกันไม่ให้นมไหลย้อนขึ้นมา

เมื่อลูกมีอาการแหวะนมออกมา ให้จับลูกวางนอนตะแคง วางศีรษะอยู่ในระดับเดียวกับลำตัวหรือต่ำกว่าเล็กน้อยช่วยให้น้ำนมไหลออกมาข้างนอกได้ง่ายขึ้น เพื่อป้องกกันไม่ให้สำลักเข้าสู่ภายในของหลอดลมและปอดของลูกได้

การให้นมลูกอย่างเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก ดังนี้

การให้นมลูกน้อยในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก ถือเป็นอีกแนวทางในการช่วยไม่ให้ลูกแหวะนมได้

  • สำหรับวัยแรกเกิด – 3 เดือน ไม่ควรให้นมลูกถี่เกินกว่า 8-10 มื้อต่อวัน
  • ในทารกอายุมากกว่า 3-6 เดือนไม่ควรถี่เกินกว่า 6 มื้อต่อวัน

อาการแหวะนม พบได้บ่อยกับเด็กแรกเกิด – 3 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม ลูกน้อยก็ยังสามารถเเจริญเติบโตและแข็งแรง เพราะอาการเหล่านี้จะหายไปเองตามธรรมชาติของเด็กแรกเกิด นอกจากว่าเด็กคนนั้นจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แหวะบ่อยทุกมื้อ น้ำหนักลด ท้องอืด ถ่ายเหลว และอาการอื่น ๆ ที่ผิดปกติร่วมด้วย ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คอาการและรักษาอาการต่อไป

พัฒนาการของเด็กวัย 3 ขวบ

เด็กวัย 3 ขวบกำลังเป็นเด็กที่จะเริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาล การเติบโตทางร่างกายจะช้าลงและจะคงที่และเติบโตไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้าสู่วัยรุ่น การสื่อสารของลูกตอนนี้ถือว่าพูดรู้เรื่อง สื่อสารในสิ่งที่ต้องการได้ ดังนั้นเด็กในวัยนี้จึงสามารถเข้าเรียนในชั้นอนุบาลได้แล้วนั้นเองค่ะ

พัฒนาการเด็ก 3 ขวบนี้โดยส่วนมากจะสามารถควบคุมการขับถ่ายได้แล้วในเวลากลางวัน แต่ในเวลากลางคืนเด็กบางคนอาจนอนปัสสาวะรดที่นอนบ้างเป็นบางครั้ง อาจต้องใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปไปก่อนจนกว่าจะเข้าวัย 3 ขวบครึ่ง  แต่ถ้าเด็กในวัย 3 ขวบนี้ยังไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้เองในเวลากลางวันต้องปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับพัฒนาการด้านนี้ค่ะ

พัฒนาการเด็กในวัย 3 ขวบนี้สามารถพูดได้เป็นประโยคสั้นๆ พูดแบบมีความหมายเข้าใจง่าย สามารถเดินเล่น ขี่จักรยานสามล้อ ใส่เสื้อผ้าและกินข้าวเองได้ และเด็กในวัยนี้มักจะหวงของต้องสอนให้รู้จักเล่นกับเพื่อนสลับของเล่นกัน และรอคอยเมื่อมีของเล่นเพียงชิ้นเดียว

เรื่องการกินของเด็กวัย 3 ขวบนี้มักจะเป็นเรื่องยากเพราะเด็กวัยนี้เลือกกิน พ่อแม่ควรสอนให้ลูกกินอาหารได้ด้วยตัวเองและควรกินข้าวพร้อมกับสิ่งที่จะกระตุ้นช่วยให้เด็กอยากกินข้าวมากขึ้น ในหนึ่งวันควรกินข้าว 3 มื้อ น้ำผลไม้สด 1 แก้ว นม 2 กล่อง หรือ กินชีส โยเกิร์ต หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมค่ะ

การใช้ชีวิตประจำวัน ควรจำกัดการดูทีวี แท๊บเล็ต โทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ ให้ดูได้ไม่เกิน วันละ 1 ชั่วโมง และต้องเลือกรายการที่เหมาะสมกับลูกด้วยค่ะ เน้นกิจกรรมที่ทำให้เกิดประโยชน์ เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำทุกวัน

สำหรับเด็กที่กำลังเตรียมตัวเข้าเรียนในชั้นอนุบาล คุณพ่อคุณแม่ ควรพาลูกไปทำความคุ้ยเคยกับโรงเรียนหรือห้องเรียนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ก่อนส่งไปเรียนจริง ควรสนับสนุนให้ลูกได้เล่นกับเด็กวัยเดียวกันก็จะเป็นการฝึกให้ลูกได้เข้าสังคมและรู้จักแบ่งปัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับลูกน้อยค่ะ

คุณแม่ทำงาน จะเตรียมอาหารเสริมให้ลูกยังไงดี

อาหารเสริมสำหรับลูกน้อยที่ยังไม่มีฟันนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูผักบด ผลไม้บด หรือเนื้อสัตว์บด เช่นปลาผสมกับข้าว หรือน้ำผลไม้สด เป็นต้น คงจะดีไม่น้อยหากคุณแม่มีเวลาทำให้ลูกรับประทาน เพราะลูกจะได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ทำใหม่ๆสดๆ  แต่หากคุณแม่ ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หรือไม่สะดวกทำให้ลูกได้รับประทาน อาจเลือกอาหารเสริมในรูปแบบต่างๆนี้ ไว้เป็นตัวช่วยค่ะ

อาหารเสริมของลูกสำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเวลา

อาหารเสริมแช่แข็ง  สามารถทำได้เองช่วยลดภาระของคุณแม่ได้ โดยที่คุณแม่บดอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ แล้วแบ่งเก็บเข้าช่องฟรีซ ให้พอดีกับที่ลูกจะรับประทานในแต่ละมื้อ   เวลารับประทานเพียงแค่นำออกมาละลาย แล้วอุ่นในไมโครเวฟเท่านั้น อาหารเสริมแช่แข็งสามารถเก็บได้นานถึง 4 สัปดาห์ โดยที่คุณค่าทางอาหาร เหมือนกับอาหารที่ทำใหม่สดทุกประการ

อาหารขวด คือ อาหารเสริมในรูปแบบของขวดมีวางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป และส่วนใหญ่เป็นอาหารเสริมนำเข้าจากต่างประเทศ  มีทั้งผักบด ผลไม้บด และเนื้อสัตว์บด เช่นกัน ด้วยวิธีการบรรจุเป็นขวดเล็กๆนั้น ทำให้คุณแม่ค่อนข้างสะดวกสบาย พกพาไปไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใส่ตู้เย็น โดยสามารถเปิดและตักให้ลูกรับประทานได้เลย  แต่เมื่อเปิดแล้ว ต้องทานให้หมดในครั้งเดียว ไม่ควรเก็บไว้ อาหารขวดช่วยในเรื่องของความสะดวกสบาย แต่คุณค่าทางอาหารมีเพียงแค่ครึ่งเดียวของอาหารที่ปรุงใหม่เท่านั้น  เพราะในกระบวนการผลิต บรรจุขวด มีการใช้ความร้อนสูงในการฆ่าเชื้อ อีกทั้งมีการปรุงแต่งรสชาติเพิ่ม จึงทำให้คุณค่าทางอาหารน้อยลง

อาหารผงผสมน้ำ หรืออาหารซองต่างๆ ที่พอชงแล้วมีลักษณะคล้ายๆกับโจ๊กหนืดๆ อาหารประเภทนี้บางยี่ห้อมีการเติมน้ำตาลลงไปในปริมาณที่สูง มีรสชาติค่อนไปทางหวาน ไม่เป็นธรรมชาติ เด็กจะชอบรับประทานเพราะรสหวานนั้น แต่คุณค่าทางอาหารมีเพียง 25%ของอาหารปรุงสุกใหม่เท่านั้นเองค่ะ หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรให้รับประทานแบบนี้นะคะ

อาหารเสริมของลูกเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของลูกน้อย แต่ถ้าหากคุณแม่ไม่มีเวลาเตรียมอาหารเสริมให้ลูกด้วยตนเองก็อาจเลือกอาหารเสริมตามที่ได้แนะนำไว้ด้านบนก็ได้ค่ะ

6 สารอาหารเสริมพัฒนาการเด็ก

เพื่อพัฒนาการที่ดีอย่างสมวัยของลูกรัก คุณพ่อคุณแม่จะต้องเสริมด้วยสารอาหารที่จำเป็นให้กับพวกเขา ซึ่งโดยหลักแล้วก็มีสารอาหารที่สำคัญต่อการเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก 6 ชนิดด้วยกัน โดยจะมีสารอาหารอะไรบ้าง และสำคัญอย่างไรก็ต้องมาดูกันเลยenfagrow01

สารอาหารเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก 6 ชนิด

สำหรับสารอาหารที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กก็มี 6 ชนิดหลักๆ ด้วยกัน โดยส่วนใหญ่จะพบสารอาหารเหล่านี้ในนมแม่ จึงควรให้ลูกน้อยได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดและดื่มนมแม่ให้ได้นานที่สุด ซึ่งก็มีสารอาหารที่สำคัญดังนี้

1.DHA

DHA คือกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เสริมสร้างพัฒนาการทางด้านความคิด ความจำ บำรุงระบบประสาท และบำรุงสายตาของเด็ก ซึ่งองค์กร FAO/WHO แนะนำให้บริโภค DHA ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวันในแต่ละช่วงวัย

2.MFGM

Milk Fat Globule Membrane คือเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนม ที่ประกอบไปด้วยไขมันและโปรตีนมากกว่า 150 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง ทั้งยังช่วยพัฒนาการด้านอารมณ์ และสติปัญญาอีกด้วย จึงเป็นสารอาหารเสริมพัฒนาการเด็กที่จะขาดไม่ได้เลย

3.Omega 3,6,9

เป็นกรดไขมันจำเป็น ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของลูก ช่วยเสริมพัฒนาการทางสมองและด้านการเรียนรู้ให้กับเด็กอย่างสมวัย จึงควรให้เด็กได้รับโอเมก้า 3,6,9 อย่างเพียงพอ

4.ทอรีน

ทอรีน ช่วยให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่ดี มีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ พร้อมทั้งช่วยเสริมสติปัญญา ให้เด็กมีความฉลาดที่จะคิดและฉลาดที่จะเรียนรู้กับสิ่งต่างๆ รอบตัว ตามวัยของพวกเขา

5.วิตามินบี 12

วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

6.โคลีน

โคลีน จำเป็นต่อการส่งเสริมพัฒนาการด้านความรู้และความจำของเด็ก โดยโคลีนจะเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาททำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นสมองด้านความจำโดยตรง จึงทำให้เด็กมีความจำที่ดีนั่นเอง