ฝึกระเบียบวินัยให้กับลูกที่ดื้อได้อย่างไร

ให้ความสนใจในแง่บวก

เด็กที่เป็นโรคดื้อมักมีปัญหาอยู่ภายในใจ จึงทำให้เด็กกลุ่มนี้มีปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับผู้ใหญ่ พวกเขาเป็นกลุ่มที่ได้รับคำสั่งและผลกระทบที่ตามมามากกว่าเด็กคนอื่นๆ การให้ความสนใจในแง่บวกต่อลูกของคุณในทุกๆ วันจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์และลดปัญหาทางพฤติกรรมได้ ควรใช้เวลาประมาณ 15 นาทีต่อวัน ในการพูดคุย เล่น หรือทำกิจกรรมร่วมกัน ควรใช้เวลาที่มีค่าเหล่านี้ร่วมกันในทุกวัน แม้จะเป็นวันที่พวกเขาดื้อมากกว่าปกติก็ตาม ในระยะยาวการให้ความสนใจในแง่บวกนี้จะช่วยลดปัญหาทางพฤติกรรมได้

ตั้งกฎให้ชัดเจน

เด็กที่เป็นโรคดื้อชอบที่จะต่อสู้กับกฎและความยุติธรรมต่างๆ พวกเขามักพยายามหาช่องโหว่และพยายามหลีกหนีกฎเกณฑ์เหล่านี้ทุกครั้งที่ทำให้ การตั้งกฎที่ชัดเจนภายในบ้านถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดการโต้เถียง คุณควรติดกฎเหล่านี้ไว้ที่ตู้เย็นหรือบริเวณที่สังเกตได้ชัดเจนภายในบ้าน และเมื่อลูกของคุณเริ่มบอกว่าเขาไม่อยากทำการบ้านตอนนี้ คุณสามารถชี้ไปที่กฎและอธิบายว่า เวลาในการเริ่มทำการบ้านคือ 16.00 น.

ควรทำให้กฎเหล่านี้ง่ายและไม่ยาวจนเกินไป แต่ควรมีกฎที่เกี่ยวข้องกับการบ้าน งานบ้าน เวลานอน และความเคารพต่างๆ รวมถึงปัญหาพฤติกรรมที่คุณต้องการจะแก้ไข

วางแผนพฤติกรรม

การวางแผนพฤติกรรมจะทำให้คุณสามารถเน้นไปที่พฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้ โดยควรเลือกพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหามากที่สุดเป็นอันดับแรก ความก้าวร้าว การนินทา ไม่ทำการบ้าน หรือก่อกวนในห้องเรียนอาจเป็นพฤติกรรมลำดับต้นๆ ที่คุณต้องการแก้ไข ควรระบุบทลงโทษที่ชัดเจนหากลูกของคุณทำผิดกฎ นอกจากนั้นควรพูดคุยถึงผลดีที่จะได้จากการทำตามกฎ การให้รางวัล โดยเฉพาะในรูปแบบของเงินปลอม เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากเด็กที่เป็นโรคนี้

หนักแน่นกับบทลงโทษ

เด็กที่เป็นโรคนี้ต้องการความสม่ำเสมอของบทลงโทษจากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง หากคุณมีการอนุโลมจะทำให้พวกเขาไม่จำ เนื่องจากพวกเขาจะคิดว่าถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเพียง 1 ใน 100 ที่คุณจะยอมให้ แต่ก็ถือว่าดีกว่าไม่ได้ลอง ควรลดรางวัลที่เขาจะได้รับเมื่อทำผิด เช่น ไม่อนุญาตให้ไปเล่นกับเพื่อนหากพวกเขาไม่ทำงานของตัวเอง

หลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องอำนาจ

เด็กที่เป็นโรคนี้มักเก่งในการทำให้ผู้ใหญ่เข้าสู่การโต้เถียงอันยาวนาน อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องหลีกเลี่ยงปัญหาว่าใครคือผู้มีอำนาจ เนื่องจากปัญหานี้ไม่ช่วยแก้ปัญหา หากคุณบอกให้ลูกทำความสะอาดห้องและพวกเขาเถียงคุณ ไม่ควรเถียงกลับ เพราะยิ่งพวกเขาเถียงกับคุณได้นานเท่าไหร่ พวกเขาก็จะเริ่มทำความสะอาดช้าลงเท่านั้น แต่คุณควรออกคำสั่งให้ชัดเจนและระบุบทลงโทษที่จะเกิดขึ้นหากเขาไม่ทำตามข้อตกลง ไม่ควรพยายามกดดันให้ลูกของคุณทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

คุณไม่สามารถบังคับให้เขาทำความสะอาดห้องหรือทำการบ้านได้ การโต้เถียง เหน็บแนม และด่าทอไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่คุณสามารถทำให้เขารู้สึกไม่ดีหากไม่ทำตามข้อตกลงโดยการกำหนดบทลงโทษ หากเขาไม่ทำตามที่คุณบอก คุณสามารถเตือนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับผลที่อาจเกิดขึ้นหากพวกเขาไม่ทำตามข้อตกลง คุณอาจจะพูดว่า ถ้าลูกไม่เลิกเล่นคอมพิวเตอร์ในตอนนี้คุณจะไม่ได้แตะต้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกเลยในอีก 24 ชั่วโมง และหากเขายังไม่ยอมทำตามคุณก็สามารถเริ่มทำตามบทลงโทษที่กำหนดไว้ได้เลย

อาหารต้องห้ามสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่  เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นและเพียงพอสำหรับทั้งแม่และลูกน้อยในท้อง  แต่ก็มีอาหารอีกหลาย ๆ อย่างที่แม่ตั้งครรภ์ควรโบกมือลาในช่วงตั้งครรภ์ มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1.คาเฟอีน

คนท้องควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ชา  กาแฟ  น้ำอัดลม  เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปกระตุ้นการสูบฉีดโลหิต  เพิ่มการขับปัสสาวะทำให้คุณแม่ต้องปัสสาวะบ่อยขึ้นอีก ซึ่งช่วงตั้งครรภ์ก็ฉี่บ่อยอยู่แล้ว และมีผลทางอ้อมทำให้หัวใจของคุณแม่ทำงานหนักขึ้น อีกทั้งยังไปละลายแคลเซียมและเกลือแร่ในร่างกายมากขึ้นอีกด้วย

2.ไข่ดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ

แม่ท้องควรทานไข่ที่ปรุงสุก ไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว เป็นต้น เพราะไข่ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ ส่งผลให้เสี่ยงการติดเชื้อ Salmonella เป็นกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทำให้ผนังลำไส้เป็นแผล และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ค่ะ

3.อาหารที่ยังปรุงไม่สุก

เนื้อปลา เนื้อแดง เนื้อไก่ หรือเนื้อสัตว์ทุกชนิด ที่ยังดิบหรือปรุงไม่สุก เช่น  สเต็ก  อาหารปิ้งย่าง อาหารอีสาน ลาบ น้ำตก หอยนางรม  กุ้งแช่น้ำปลา  หรือแม้แต่ซูชิ ข้าวปั้นที่มีเนื้อปลาดิบหรือเนื้อสัตว์ดิบทุกชนิด

4.นมสดและชีสบางชนิด

นมสดและชีสบางชนิดที่ไม่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนหรือการฆ่าเชื้อ  เช่น  คัมมังแบร์  บลูชีสชนิดต่าง ๆ  เพราะชีสเหล่านี้อาจปะปนแบคทีเรียที่ชื่อลิสทีเรีย(Listeria) ซึ่งอาจจะทำให้เป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกน้อยได้ค่ะ

5.ถั่วลิสง

ในกรณีที่คุณพ่อหรือคุณแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงเพราะในทางการแพทย์เชื่อว่าถั่วลิสงมีส่วนไปกระตุ้นให้โรคภูมิแพ้ผ่านไปยังทารกทางพันธุกรรมได้

6.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ไม่แนะนำให้คุณแม่ต้มบะหมี่ทานแบบที่เคยทำก่อนตั้งครรภ์ เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหล่านี้มีสารปรุงรส  และผงชูรสในปริมาณสูง จะทำให้เพิ่มระดับโซเดียมหรือเกลือให้กับร่างกายเกินความจำเป็น ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบขับถ่ายทำงานหนัก

7.ปลาทะเลบางชนิด

ปลาทะเลบางชนิดคุณแม่ไม่ควรรับประทาน เช่น ปลากระโทงแทง ปลาดาบ  ปลาฉลาม  ซึ่งเป็นปลาที่มีสารปรอทตามธรรมชาติในปริมาณสูงในระดับที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้  แม้แต่ปลาทูน่าจัดอยู่ในปลาที่มีสารปรอทสูงเช่นกัน ควรจำกัดไม่เกิน 2 กระป๋องต่อสัปดาห์

8.อาหารรสจัด

อาหารที่มีรสเค็มจัด  หวานจัด  รสเค็มจัด ส่งผลทำให้หัวใจและไตทำงานหนักขึ้น  ส่วนรสหวานจัดเพิ่มภาระให้กับตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลมากขึ้น และทำให้คุณแม่น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย  นอกจากนี้รสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด จะเพิ่มภาระให้กระเพาะต้องทำงานหนัก ทำให้ท้องอืด และเกิดภาวะกรดไหลย้อนให้คุณแม่ได้

9.วิตามินเสริมทุกชนิด

การทานวิตามินเสริมในช่วงตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะ เพราะวิตามินเสริมหากได้รับมากเกินไปจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ตับต้องทำงานหนักเพราะกำจัดพิษของวิตามินส่วนเกินออกจากร่างกาย เท่ากับเพิ่มภาระการทำงานหนักให้ตับ อีกทั้งร่างกายไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวิตามินส่วนเกินเท่ากับเสียเงินไปซื้อมารับประทานแต่กลับไม่ได้ประโยชน์อีกด้วย

10.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดรวมถึงการสูบบุหรี่

ข้อนี้คุณแม่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วอย่างแน่นอน  เพราะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด แม้ว่าจะอยู่ในปริมาณที่เจือจางเพียงใดก็ตาม  เบียร์  ไวน์  เหล้าผสม  เหล้าสี  เหล้าใส  อาหารที่หมักดองด้วยเหล้า หรือมีส่วนผสมของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด  เพราะหากคุณแม่ดื่มกินเข้าไปในปริมาณหนึ่ง ขณะตั้งครรภ์ได้สองเดือนแรกจะส่งผลให้ทารกสมองพิการแต่กำเนิดได้  รวมถึงบุหรี่ ส่งผลให้เกิดภาวะแท้งคุกคาม คลอดก่อนกำหนด ทารกมีพัฒนาการไม่สมวัย ได้นะคะ

 

อันตรายจากแป้งฝุ่นที่คุณแม่ควรระวัง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แป้งฝุ่นเด็ก

สารทัมคัมในแป้งเด็กอันตรายอย่างไร

สารทัลคัมก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ

สารทัลคัมเมื่อสูดดมเข้าไป ในปริมาณมากหรือน้อยก็ตามจะส่งผลต่อปอด ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ เพราะการที่สารทัลคัมเกิดการสะสมในปอด เซลล์บุผิวปอดจะดักจับแป้งไว้เป็นก้อน เนื่องจากสารทัลคัมไม่สามารถย่อยสลายได้ ทำให้มีปัญหากับการหายใจ ในเด็กทารกอาจส่งผลทำให้ทำให้ปอดอักเสบ เกิดเป็นโรคเนื้องอกในปอด (Talcosis) และอาจเสียชีวิตได้

สารทัลคัมก่อให้เกิดโรคมะเร็งจริงเท็จแค่ไหน

จากข่าวครึกโครมเมื่อปีก่อนหญิงสาวใช้แป้งฝุ่นทาอวัยวะเพศ ตรวจพบเป็นมะเร็งรังไข่ใน เวลาต่อมา ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นเรื่องจริงว่าทัลคัมเป็นสารอาจก่่อมะเร็ง ซึ่งสอดคล้องกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ  ให้ข้อมูลว่า IARC (International Agency for Research on Cancer) ซึ่งเป็นองค์กรหน่วยย่อยหนึ่งของ World Health Organization (WHO) ที่ทำหน้าที่หลักเป็นผู้ประเมินและจัดกลุ่มสารก่อมะเร็งที่ได้รับความเชื่อถือสูงที่สุดในโลก จัดสารทัลค์ให้อยู่ในกลุ่มอาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ แป้งคืออณูฝุ่นที่สามารถผ่านทางช่องคลอด เข้าไปถึงมดลูก และจากมดลูก เข้าไปที่ปีกมดลูก จากปีกมดลูกไปสู่รังไข่

นอกจากนี้ การศึกษาของนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ฮาร์วาร์ดในบอสตัน พบว่า ผู้ที่ใช้แป้งฝุ่นโรยตัวทาบริเวณจุดซ่อนเร้น มีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่กว่าผู้ที่ไม่ใช้แป้งสูงถึง 40 %

แป้งเด็กปลอดสารทัลคัมมีหรือไม่

ทางเลือกใหม่เพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัยจากสารทัลคัม คุณแม่อาจเลือกใช้แป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวเจ้า เพื่อคุณสมบัติป้องกันความเปียกชื้น แต่ว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ แป้งข้าวเจ้าสามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมในร่างกายในระยะยาว

สุขภาพของลูกต้องมาก่อนทุกสิ่ง Mamaexpertหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณแม่แต่ละบ้านจะไม่ปล่อยให้มัจจุราชสีขาวที่แฝงมากับฝุ่นแป้ง ทำร้าย และทำลายสุขภาพเด็กไทยอีกต่อไป

ลูกไม่ชอบแปรงฟันทำอย่างไรดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลูกแปรงฟัน

ลูกไม่ยอมแปรงฟัน คุณแม่หลายคนอาจจะเคยถูกลูกน้อยส่ายหน้า หรือแผลงฤทธิ์กับเรื่องแปรงฟัน ท่าทางเหล่านี้จะค่อยๆ หมดไป วันรี้เรานำเคล็ดลับมาแชร์และบอกต่อ ให้คุณแม่ลองทำกับเจ้าตัวน้อยดูค่ะเพื่อให้ลูกน้อยของคุณแม่ชอบการแปรงฟันมาขึ้นค่ะ

ลูกไม่ยอมแปรงฟัน ทำอย่างไรให้ลูกชอบแปรงฟัน 

วิธีการที่จะทำให้ลูกชอบแปรงฟันได้ดีที่สุด คุณแม่ควรเริ่มสร้างความคุ้นเคยให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก โดยมีเคล็ดลับดังนี้…

  1. หาแปรงสีฟันขนนุ่มๆ ให้ลูกกัดเล่นในช่วงที่ลูกคันเหงือก เช่น แปรงนวดเงือกซิลิโคน แปรงสีฟันซิลิโคนขนนุ่ม เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับลูกน้อย
  2. พยายามให้ลูกดูเวลาที่คุณพ่อคุณแม่แปรงฟัน ซึ่งเด็กจะมีพฤติกรรมชอบเลียบแบบ จะช่วยทำให้ลูกอยากทำในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำค่ะ
  3. คุณพ่อคุณแม่เล่านิทานสนุกๆ เกี่ยวกับการแปรงฟันให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งเด็กวัยนี้ จินตนาการกำลังบรรเจิดสุดๆ จะทำให้เด็กรู้สึกถึงความสำคัญของการแปรงฟันได้เองโดยไม่ต้องสอนหรือสั่ง

ในระหว่างแปรงฟัน ถ้าเด็กไม่ให้ความร่วมมือ ร้องไห้ ก็อย่าเพิ่งเร่งเร้า ไม่ต้องกังวลใจ ให้พยายามแปรงฟันเด็กต่อไป แต่หาวิธีทำให้สนุกๆ โดยเปิดเพลงหรือร้องเพลงที่เด็กชอบขณะแปรงฟัน หรือจับเวลาแล้วเล่นเกมแข่งแปรงฟันกับลูก ซึ่งจะทำให้เด็กสนุก และไม่เบื่อขณะแปรงฟัน และยอมร่วมมือให้แปรงฟันในที่สุดค่ะ

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์ภายใน 6 เดือน หลังจากฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น หรืออย่างช้าไม่เกิน อายุ 1 ขวบครึ่ง เพื่อตรวจฟันและรับคำแนะนำในการดูแลรักษาฟัน และเมื่ออายุประมาณ 2-6 ปี ควรเริ่มฝึกให้เด็กแปรงฟันเองวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ โดยมีคุณพ่อคุณแม่ช่วยแปรงซ้ำในบริเวณที่เด็กแปรงไม่ถึง และจากนั้นพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจประเมินฟันผุ ทำความสะอาดฟัน และเคลือบฟลูออไรด์ค่ะ รับรองเด็กๆ จะมีฟันสวย แข็งแรงไปอีกนานค่ะ

รู้เท่าทันอาการไม่สบายท้องของลูก

สาเหตุหลักทำให้ลูกรักไม่สุขสบายท้อง 

อาการไม่สบายท้องของลูกน้อยเกิดจากการที่ระบบทางเดินอาหารของเด็ก ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และอาจเกิดจากการที่ลูกได้รับนมสูตรที่ไม่เหมาะกับลูกนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องปล่อยผ่านหรือมองข้ามไปเพราะอาการไม่สบายท้องเหล่านี้เป็นตัวฉุดพัฒนาการของลูกได้นะคะ

อาการไม่สุขสบายท้อง ส่งผลต่อพัฒนาการของลูกอย่างไร?

อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าอาการไม่สบายท้องของลูกนั้นเป็นตัวฉุดพัฒนาการของลูกได้ มาดูกันค่ะว่าอาการที่บ่งบอกว่าลูกไม่สบายท้องจะฉุดพัฒนาการของลูกอย่างไร

  • โคลิค เป็นการร้องไห้ที่มีลักษณะรุนแรงเป็นพิเศษ ไม่เหมือนกับการร้องไห้แบบธรรมดา เพราะว่าทารกจะร้องนาน ร้องต่อเนื่องหลายชั่วโมง และที่สำคัญมักจะร้องในช่วงเย็นของทุกวัน เมื่อเป็นเช่นนี้จะส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกแน่นอนค่ะ เพราะเด็กอาจจะกลายเป็นคนที่หงุดหงิดได้ง่าย อารมณ์ฉุนเฉียว ส่งผลต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ในด้านต่างๆ ตามมาค่ะ
  • ท้องผูก นอกจากจะทำให้ลูกน้อยทรมานกับการเบ่งแล้ว ยังเสี่ยงการเกิดแผลที่รูทวารพลอยทำให้ลูกเจ็บปวด ร้องไห้ กลัวการขับถ่าย กลั้นถ่าย กลายเป็นท้องผูกเรื้อรัง และอาจส่งผลให้เด็กทานข้าวน้อยลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตอย่างแน่นอนค่ะ
  • ท้องอืด เป็นอาการที่ไม่สบายท้อง ส่งผลให้เด็กทานนมได้น้อยลง อาจส่งผลให้เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และอาจทำให้มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ไม่ค่อยดี เช่น เป็นเด็กก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย เป็นต้น
  • แหวะนม คุณแม่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในวัยนี้ แต่ความจริงแล้วเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว เพราะกล้ามเนื้อหูรูด หลอดอาหารและกระเพาะอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้นมที่เป็นของเหลวนั้นไหลย้อนกลับออกมาได้ง่าย และหากลูกมีอาหารแหวะนมมาก แหวะบ่อยๆ ก็อาจเกิดภาวะกรดไหลย้อนตามมาได้ ทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ ส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย ลูกมีน้ำหนักไม่ตามเกณฑ์ ไอบ่อยๆ หายใจเสียงดังหรือหายใจลำบากขึ้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาอีก เช่น อาเจียนเป็นเลือด เสียงแหบ เลือดจาง หอบหืด ปอดติดเชื้อบ่อยๆ และที่สำคัญส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์กลายเป็นเด็กร้องไห้งอแงได้ง่าย หงุดหงิดง่าย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือการปรับวิธีการเลี้ยงลูก เลือกนมที่เหมาะสมกับลูก เหมาะสมกับระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายของลูก เพราะทางการแพทย์เชื่อว่านอกจากระบบย่อยอาหารของลูกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์แล้ว การที่ลูกได้รับโภชนาการไม่เหมาะสมก็ทำให้ลูกไม่สบายท้องได้ ดังนั้นการแก้ไขอาการไม่สบายท้องจึงเป็นการเลือกโภชนาการ หรือสารอาหารให้เหมาะสมกับลูกมากที่สุด มาดูกันค่ะ ว่าแม่อย่างเราจะเลือกโภชนาการที่ดีที่เหมาะสมให้กับลูกน้อยได้อย่างไร

ชมลูกให้ถูกทาง

การกล่าวคำชมเชย เป็นหนึ่งในแรงเสริมทางบวก (Positive Reinforcement) ซึ่งเป็นวิธีบำบัดทางจิตวิทยาที่ใช้ปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) แรงเสริมทางบวกคืออะไรก็ตาม ที่เมื่อเกิดขึ้นตามหลังพฤติกรรมใดๆ แล้วจะทำให้พฤติกรรมนั้นเกิดมากขึ้นในอนาคต

การชื่นชมลูกไม่ใช่เรื่องผิด เป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ และควรให้คำชมให้ถูกต้องถูกเวลา  คำชมเชยที่เป็นลักษณะคำพูด (คำพูดชม) และคำชมเชยที่เป็น การกระทำ (การยิ้มและการลูบศีรษะ) เมื่อทำอย่างเหมาะสมก็จะทำให้พฤติกรรมที่เราปรารถนาให้เกิด มีโอกาสเกิดมากขึ้นในอนาคตเมื่อเราเห็นพฤติกรรมดีๆ ของเด็กและอยากให้เด็กทำเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ เราก็จะต้องให้แรงเสริมทางบวก การให้แรงเสริมที่ได้ผลมากที่สุด จะต้องทำทันที หลังจากพฤติกรรมนั้นๆ หากปล่อยเวลานานเกินไป ผลลัพธ์ก็จะไม่ดีเท่าการให้แรงเสริมไปอย่างทันที

แรงเสริมทางบวกนั้น อาจเป็นคำชมเชยที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ รางวัล โบนัส และนามธรรม ได้แก่ คำชมเชย หรือการกระทำ (เช่น รอยยิ้ม ท่าทางการแสดงออก การสัมผัส กอด โอบ ลูบศีรษะ)

การกล่าวคำชมเชยที่ดีและได้ผล ต้องมีองค์ประกอบ 3 ข้อด้วยกัน

1. คำชมเชย
2. คำพูดบอกถึงพฤติกรรมที่เราเห็นว่าดีและอยากให้เกิดมากขึ้น
3. คำพูดที่บอกผลกระทบในทางบวกที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมนั้น

ภาษากายที่แสดงออกประกอบคำชมเชยก็มีความสำคัญเช่นกัน ขณะที่คุณแม่กล่าวคำชมเชยลูกจะต้องมีรอยยิ้มมองหน้าสบตาลูกรักด้วยนะคะ และที่สำคัญมาก คือ จะต้องไม่มีคำพูดประชดประชันเหน็บแนมเพราะคำพูดประชดประชันจะลดประสิทธิภาพของแรงเสริมทางบวกลงไป อย่างมากบางครังคุณแม่อาจลืมและเผลอพูดออกไป

อาหารเสริมเด็ก 6 เดือนควรเริ่มอย่างไร

อาหารเสริมเด็ก 6 เดือน

องค์การอนามัยโลกรวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขของไทย แนะนำคุณแม่ว่า ทารกควรกินนมแม่อย่างเดียวหรือนมผงบวกน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก เมื่อลูกอายุครบ 6 เดือนแล้วค่อยเริ่มอาหารเสริม และไม่ควรเร่งรีบจนเกินไป คุณแม่ต้องประเมินก่อนว่าลูกรับอาหารได้ดีหรือไม่ หากระบบอาหารลูกยังไม่พร้อมควรเลื่อนเวลาออกไปและปรึกษาแพทย์

ทำไมต้องเริ่มอาหารเสริมเด็ก 6 เดือน

การทำงานของระบบย่อยอาหารในเด็กจะสมบรูณ์ดี เมื่ออายุ 6-7 เดือน การเริ่มอาหารในช่วงวัยนี้ จะไม่ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนักเกินไป หากเริ่มก่อน 6 เดือน อาจทำให้มีปัญหาท้องอืด ท้องผูก เพราะน้ำย่อยโปรตีนยังพัฒนาไม่สมบรูณ์เต็มที่ ทำให้ย่อยโปรตีนได้ไม่เต็มที่ น้ำย่อยคาร์โบไฮเตรดก็ยังไม่สมบรูณ์เช่นกัน จนกว่าลูกจะอายุครบ 7 เดือน และน้ำย่อยสามารภย่อยไขมันได้เมื่อลูกอายุ 9 เดือน นอกจากนี้แล้วหากเริ่มอาหารเร็วกว่า 6 เดือน เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น

  • ขาดธาตุเหล็ก เพราะลำไส้ดูดซึมธาตุเหล็กจากนมได้น้อย
  • แพ้อาหาร เพราะเยื่อหุ้มลำไส้ยังอยู่แบบหลวมๆ ทำให่สารปลกปลอมเล็ดลอดเข้าไป ทำให้ร่างกายลูกสร้างสารต่อต้านจนเกิดอาการแพ้ตามมา

อาหารเสริมเด็ก 6 เดือนมีอะไรบ้าง

เด็ก 6 เดือนควรเริ่มกินอาหารแบบไหนดี คุณแม่ส่วนใหญเริ่มให้กล้วยครูดก่อน เป็นเมนูแรกเพราะมีความเชื่อผิดๆ ว่า กล้วยเป็นอาหารที่ดีสารอาหารครบถ้วน แต่แท้จริงแล้วการให้ลูกเริ่มกล้วยก่อนข้าวและผักจะทำให้เกิดปัญหาลูกติดรสหวาน กินยาก ไม่ยอมกินผัก ไม่ยอมกินข้าว เมนูที่เหมาะสำหรับเริ่ม เมื่อลูก 6 เดือน ได้แก่

  • ข้าวตุ๋นปั่ดละเอียดราดนมแม่
  • ข้าวตุ๋นตำลึงปั่นละเอียด
  • ข้าวตุ๋นแครอทปั่นละเอียด
  • ข้าวตุ๋นผักกาดปั่นละเอียด

เริ่มป้อนอาหารเสริมเด็ก 6 เดือน อย่างไร

คุณแม่เริ่มมื้อแรก 1 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 5 cc ก่อน หากลูกไม่กินอย่าบังคับให้หยุดป้อนและเริ่มใหม่ในวันถัดไป การเริ่มเมนูเดียว เมนูเดิม เมนูละ 1 สัปดาห์จะเป็นการทดสอบการแพ้ไปในตัว ทารก 6 เดือนรับประทานอาหารเสริม 1 มื้อ + นมตามปกติ

การให้อาหารเสริมลูกเป็นเรื่องที่ต้องรอเมื่อลูกพร้อม ไม่ควรเร่งรีบเพื่ออัพน้ำหนักลูก เพราะอาจทำให้ลูกมีปัญหาในระบบทางเดินอาหารได้

วิธีส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย

1. ดื่มนมแม่ ในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 เดือน ทางการแพทย์ต่างแนะนำให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว เพราะนมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ทำให้มีสารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ นมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด(1) เพียงพอกับความต้องการของทารก ไม่ว่าจะเป็น DHA, AA, วิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด มีพรีไบโอติกช่วยให้ระบบย่อยอาหารของลูกดี ไร้ปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อ มีโกรทแฟคเตอร์ที่ช่วยเสริมสร้างเจริญเติบโตของร่างกาย และโปรตีนต่างๆ ที่ช่วยสร้างและกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ลูกมีพัฒนาการที่สมวัย

2. ดื่มนมแพะ คุณแม่คงคุ้นเคยกับนมแพะมาบ้างแล้ว แต่รู้ไหมคะว่านมแพะนั้นเป็นนมที่มีภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกับนมแม่ และมีสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันื นอกจากนี้ นมแพะยังมีสารอาหารที่ช่วยให้การพัฒนาสมองอย่าง DHA และ ARA  เรียกได้ว่าสารอาหารจากนมแพะนั้น ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกได้อย่างดี ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากนมแพะมีกระบวนการผลิตน้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อว่า “อะโพไครน์” จึงทำให้นมแพะมีสารอาหารและมีภูมิคุ้มกันเหมือนกับนมแม่

3. ฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต้านทานกับเชื้อโรคได้ ซึ่งในเด็กแรกเกิดจะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรคและตับอักเสบบีทันที และตามมาด้วยวัคซีนอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนชนิดทั้งเซลล์ ทั้งนี้คุณแม่ต้องพาลูกไปฉีดวัคซีนให้ครบตามที่แพทย์สั่งเพราะการฉีดวัคซีนจะได้ผลดีนั้น ต้องฉีดให้ครบและตามวันที่แพทย์นัดหมาย

4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เนื่องจากเด็ก 6 เดือนขึ้นไปสามารถรับประทานอาหารได้แล้ว คุณแม่ควรเน้นอาหารที่ทานได้ง่าย ย่อยง่าย บดละเอียดตามช่วงวัย และมีสารอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันที่มีโปรตีนช่วยสร้างกล้ามเนื้อ สร้างเนื้อเยื่อและฮอร์โมน ข้าวบดฟักทองปลาทู ข้าวตุ๋นตับหมู ข้าวบดตับไก่ และซุปหัวหอมที่ช่วยต้านหวัด นอกจากนี้ควรให้ลูกทานผลไม้เพื่อให้ได้รับแร่ธาตุและวิตามินที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เช่น ส้ม มะละกอสุก เป็นต้น

5. พักผ่อนให้เพียงพอ รู้ไหมคะว่าการพักผ่อนไม่เพียงพอนั้นสามารถทำให้ร่างกายอ่อน ภูมิคุ้มกันไม่ดี เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีจึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพราะการนอนหลับลึกสามารถช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลของร่างกายในการย่อยอาหาร รวมถึงช่วยให้ร่างกายหลั่ง growth hormone ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย ดังนั้นต้องให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอตามช่วงวัย เช่น เด็กแรกเกิด 0 – 3 เดือน ต้องให้นอน 14 – 17 ชั่วโมงต่อวันและอาจนอนหลับได้มากถึง 18 – 19 ชั่วโมงต่อวัน

เห็นไหมคะว่า วิธีที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นวิธีง่ายๆ แต่ละวิธีนั้นต่างมีความสำคัญช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้กับลูกเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าพลาดไม่ได้สักวิธีนะคะ

ความแตกต่างระหว่าง พัฒนาการล่าช้า และ พัฒนาการถดถอย

พัฒนาการล่าช้า (Developmental delayed) หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กในช่วงอายุเดียวกัน อาจจะเกิดเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งของพัฒนาการ เช่น พัฒนาการล่าช้าของการพูด พัฒนาการล่าช้าของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ – เดินช้า เป็นต้น หรือเกิดในทุกด้านของพัฒนาการก็ได้

ส่วนพัฒนาการถดถอย (Developmental regression) หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการถดถอยจากศักยภาพเดิม เช่น เดิมเคยพูดได้ ต่อมาพูดไม่ได้ หรือก่อนหน้าเคยเดิน แล้วกลับมาเดินไม่ได้

สาเหตุทำให้พัฒนาการเด็กล่าช้า

พัฒนาการล่าช้า เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม จนถึงปัจจัยด้านการเลี้ยงดู การรักษาคือ การกระตุ้นพัฒนาการ (Developmental stimulation) โดยแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด ฯลฯ ส่วนการหาสาเหตุ จะทำในบางราย เพราะส่วนใหญ่แล้วถึงจะรู้ว่าเกิดจากอะไร ก็มักจะแก้ไขไม่ได้ (ยกเว้นว่าในอนาคตจะมีเครื่องย้อนเวลา) ดังนั้น การฝึกจะเป็นการช่วยเหลือ/การรักษาหลัก และมักจะทำให้เด็กดีขึ้นได้ครับ (อาจจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่กรณี)

สาเหตุเด็กพัฒนาการถดถอย 

พัฒนาการถดถอย เกิดจาก”โรคของสมองหรือระบบประสาทที่ถูกทำลาย” ทำให้เด็กที่ครั้งนึงเคยมีพัฒนาการปกติ (หรือใกล้เคียงปกติ) กลายเป็นพัฒนาการถดถอยไปจากของเดิมที่เคยทำได้ การดูแลภาวะนี้คือ “การหาสาเหตุของโรค”  เพราะถ้าไม่ทราบสาเหตุแล้วให้การรักษาที่ตรงกับตัวโรค ระบบประสาทจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ และพัฒนาการของเด็กก็จะแย่ลงไปเรื่อยๆ และในบางโรค อาจจะรุนแรงจนถึงกับเสียชีวิตได้ การกระตุ้นพัฒนาการในเด็กที่พัฒนาการถดถอยมักจะช่วยได้ไม่มากนัก ตราบเท่าที่เรายังไม่ได้ทราบสาเหตุของความถดถอยนั้นๆ

เทคนิคในการเลี้ยงลูกให้มีพัฒนาการสมวัย

พัฒนาการสมวัย ด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัย

การสร้างสิ่งเเวดล้อมภายในบ้าน รวมทั้ง บริเวณรอบนอก ที่ลูกออกไปเดินเล่นให้ปลอดภัย  การลดอุบัติเหตุและความเจ็บปวด เป็นการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ ให้กับลูก ความมั่นคงทางอารมณ์ ส่งเสริมให้ลูกกล้าคิด กล้าแสดงออก

พัฒนาการสมวัย ด้วยการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับลูก

เซลล์สมองเด็ก และระบบสติปัญญาจะเติบโตได้ดี ต้องมีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิม เปิดโลกทัศน์ของลูกไม่จำกัดหรือปิดกั้นพัฒนาการเด็ก ด้วยคำว่า “อย่าทำ”

 พัฒนาการสมวัย ด้วยการใส่ใจภาวะโภชนาการ

อาหารที่ดีที่สุดของสมอง แต่ต้องไม่ลืมสร้างพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม สรรหาอาหารที่ดีมีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่  สุก สะอาด

 พัฒนาการสมวัย ด้วยการสื่อสารด้วยภาษากาย ภาษาพูด

วัยทารกแรกคลอด คุณแม่ควรสบตาลูก ยิ้ม กล่อมด้วยเสียงที่เป็นจังหวะหรืออ่านหนังสือ ให้ลูกฟัง ร้องเพลง แต่เมื่อลูกโตขึ้น คุณควรพูดคุยกับเขา อธิบายเมื่อเขาถาม ตั้งคำถามด้วยคำถามที่สมวัยให้ลูกตอบ อย่าเบื่อที่จะตอบคำถาม เมื่อลูกเข้าสู่วัย  เจ้าหนูทำไม

พัฒนาการสมวัย ด้วยการไม่เลี้ยงลูกด้วยไอแพด และเครื่องมีสื่อสารที่ส่งผลต่อพัฒนาการ

การเลี้ยงลูกต้องให้ลูกมีการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ไม่ใช่โทรทัศน์ ไม่ใช่ไอแพด หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้ลูกมีโอกาสพบปะผู้อื่น ฝึกเข้าสังคม

พัฒนาการสมวัย ด้วยการส่งเสริมพัฒนาการของลูกตามวัยในทุกๆด้าน

อย่ามุ่งเน้นเพียงพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงพัฒนาการของลูกต้องพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม คุณธรรม และจิตวิญญาณ จึงไม่ควรส่งเสริมลูกเพียงการอ่านหรือการเขียน เท่านั้น

 พัฒนาการสมวัย ด้วยการติดตามและบันทึกพัฒนาการเป็นระยะ 

นอกเหนือจากการวัดการเจริญเติบโตของลูก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักหรือส่วนสูง ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในพัฒนาการทางด้านร่างกายแล้ว การประเมินพัฒนาการเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากพ่อแม่จะได้ทราบว่า ลูกมีระดับพัฒนาการสมวัยหรือไม่ ถ้าลูกมีพัฒนาการสมวัย พ่อแม่จะได้รู้แนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการขั้นต่อไป จากการศึกษา พบว่า หากมีติดตามและบันทึกพัฒนาการหากพบว่าลุกมีพัฒนาการล่าช้าจะเป็นผลดีในการให้ความช่วยเหลือด้านพัฒนาการตั้งแต่แรกเริ่ม จะช่วยให้เด็กพัฒนาได้เต็มศักยภาพของตน  หากละเลยไม่มีการติดตามพัฒนาการอย่างเหมาะสม อาจแก้ไขยากหรือแก้ไขไม่ได้ในเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการ

พัฒนาการสมวัย ด้วยการดูแลสุขภาพคุณพ่อและคุณแม่

ครอบครัวที่มีความเครียดสูงมีแนวโน้มทึ่จะส่งต่อความเครียดไปยังลูก และส่งผลเสียต่อพัฒนาการของสมองลูกรัก ดังนั้น พ่อแม่จึงควรดูแลเอาใจใส่ตนเอง หาเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง อ่านหนังสือ หรือหาโอกาสพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาก่อน เพื่อเป็นการผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลในการดูแลลูกน้อยของคุณค่ะ