วิธีทำให้ลูกเลิกขวดนม

5 วิธีนี้ ลูกเลิกขวดนม ได้แน่นอน

1.ตัดการดูดขวดนมโดยสิ้นเชิง:

วิธีนี้เป็นวิธีที่แข็งสุด ๆ คุณแม่ต้องใจแข็งวิธีนี้จะทำให้ลูกเลิกขวดนมเร็วที่สุด ประมาณ 3 วันลูกจะเลิกดูดขวดนมแน่นอนค่ะ

2.ดึงความสนใจให้ไปที่สิ่งอื่น:

ถ้าลูกเริ่มอยากดูดขวดนม ให้ลองใช้อย่างอื่นมาดึงความสนใจของลูกเพื่อให้ลูกผ่อนคลาย แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ คุณก็สามารถปล่อยให้ลูกร้องไห้ได้ อย่างน้อยประมาณ 10 นาที ลูกจะค่อย ๆ สงบลงได้ค่ะ

3.ลดปริมาณทีละนิด:

วิธีที่นุ่มนวลที่สุด ในการให้ลูกเลิกดูดขวดนม คือการลดปริมาณการดูดของลูกให้น้อยลง อาจจะให้ลูกดูดนมจากขวดในตอนกลางคืนที่จะนอนเท่านั้น ก็ได้ค่ะ

4.ให้รางวัล หรือสิ่งที่ลูกอยากได้เป็นของหลอกล่อ:

เมื่อลูกเริ่มหยุดกินนมจากขวดได้ซัก 1-2 มื้อก็ควรให้รางวัลลูก หรือ สิ่งของ ที่ลูกอยากได้เพื่อให้ลูกมีกำลังใจในการเลิกกินมื้อต่อไป จนกว่าจะเลิกได้สำเร็จค่ะ

5.ไม่ให้ลูกเห็นขวดนมอีกเลย:

คุณแม่ควรนำขวดนมไปทิ้งหรือไปซ่อนไว้ในที่ ๆ ลูกมองไม่เห็น หรือบอกลูกว่ามันเสียแล้ว ใช้งานไม่ได้แล้ว ในวันแรกลูกอาจจะร้องไห้หนักเป็นชั่วโมง แต่วันต่อมาลูกจะเข้าใจว่าขวดนมหายไปแล้ว ขวดนมพังแล้วค่ะ

วิธีการให้ลูกเลิกขวดนม ตามที่แจ้งไว้ข้างต้นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการให้ลูกเลิกดูดขวดนม คือใจของคุณแม่ต้องเข้มแข็งในช่วงแรก ๆ ค่ะ

8 คำตอบที่คุณจะได้รับเมื่อบอกให้ลูกเก็บของเล่น

ตอนนี้ลูกคุณอายุเท่าไหร่แล้ว โตพอจะทำความสะอาดบ้าน หรือ เก็บข้าวของของตัวเองให้เป็นที่เป็นทางหรือไม่ ปกติ เราจะต้องสอนลูกให้เก็บของเล่นหรือของๆตัวเองตอนประมาณอายุ 18 เดือนขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี้สามารถฟังคำสั่งง่ายๆและเข้าใจในคำสั่งได้แล้วนั่นเอง ถ้าเราเริ่มสอนลูกเร็วลูกจะชินกับการเก็บสิ่งของ แต่ถ้าเริ่มสอนตอนลูกโตแล้วจะกลายเป็นคำสั่งที่ลูกไม่อยากจะทำ เมื่อคุณสั่งให้ลูกทำความสะอาดหรือเก็บของเล่นคุณจะเจอกับพฤติกรรมหรือคำพูดแบบไหนบ้างนะ?

  1. การต่อรอง “หนูขอเก็บของเล่น หลังกินข้าวเย็นได้ไหม ตอนนี้หนูเหนื่อยเหลือเกิน” นี่คือการต่อรอง และสุดท้ายก็ไม่เก็บ
  2. รอก่อน “รอให้หนูทำตรงนี้ให้เสร็จก่อน รอให้หนูหายเหนื่อยก่อน รอก่อนเดี๋ยวหนูจะกลับมาเล่นอีก”
  3. นิ่งเฉย ไม่เก็บ ไม่ทำ ไม่ปฏิเสธ ทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อไปแบบมึนๆ สุดท้ายคุณแม่รำคาญขี้เกียจรอก็ต้องเก็บเองค่ะ
  4. เดี๋ยวเก็บ สุดท้ายก็ไม่เก็บ ง่วงนอน ขึ้นห้องนอนไปแล้วค่ะ
  5. เล่นอยู่ ถ้าลูกกำลังเล่นของหลายๆอย่างอยู่ อย่าเพิ่งให้ลูกเก็บของเข้าที่ เพราะลูกจะไม่ยอมเก็บของเล่นแน่ๆ เพราะเค้าจะรู้สึกว่ากำลังถูกขัดจังหวะนั้นเองค่ะ
  6. ไม่ (ส่วนมากเป็นเด็กอายุประมาณ 2 ขวบที่พูดคำนี้)คุณจะเจอคำปฏิเสธทันที เพราะเป็นพัฒนาการของเด็กวัยนี้ค่ะ
  7. ขอเล่นให้เสร็จก่อนแล้วจะเก็บ สัญญาว่าจะเก็บให้เรียบร้อยหลังเล่นเสร็จ หรือใช้งานเสร็จ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำค่ะ
  8. มักขอสิ่งแลกเปลี่ยน เช่น ถ้าเก็บของแลกกับไอศกรีม หรือได้นั่งดูการ์ตูนเรื่องโปรด ถ้าเป็นสิ่งเหล่านี้ก็ควรให้ลูกได้ค่ะ ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยน ลูกจะได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาอย่างง่ายๆด้วยค่ะ

ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกรู้จักเก็บของเล่นหรือของใช้ของตัวเองให้เป็นระเบียบ มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องให้คอยบอก คุณแม่ต้องสอนให้ลูกทำตั้งแต่เด็กๆค่ะ เพราะตอนเด็กลูกจะไม่ต่อต้าน ถ้าโตขึ้นมาหน่อยค่อยมาตกลงเงื่อนไขกับเรื่องนี้ หรือใช้สิ่งของไม่ฟุ่มเฟือยหลอกล่อไปก่อนค่ะ ลูกจะรู้สึกว่าชินและจะทำเองโดยไม่ต้องบอกอีกต่อไปค่ะ

ลูกไม่ยอมสระผม ทำอย่างไรดี

คุณแม่หลายท่านที่มีลูกวัย 3 ขวบขึ้นไป มักมีปัญหากับการสระผมให้ลูกทุกครั้งใช่ไหมคะ  เพราะเจ้าตัวเล็กทั้งวิ่งหนี  ทั้งร้องกรี๊ดๆจนบ้านแทบแตก ทุกครั้งที่รู้ว่าจะต้องสระผม ถือว่าเป็นงานยากทีเดียวค่ะ

ครั้นจะไม่สระปล่อยไว้นานๆก็คงไม่ดี เพราะหนังศีรษะสกปรก ก็อาจเป็นเหาได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติหรือมีปัญหาแต่อย่างใดเพราะพัฒนาการของเด็กวัยนี้เริ่มรู้จักการกลัวแล้วค่ะ กลัวน้ำเข้าหน้า กลัวสบู่เข้าตา จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะต่อต้านค่ะ

เรามีเทคนิคในการสระผมลูกวัย 3-6 ขวบ มาฝากกันค่ะ

 

  • นิทานค่ะ อ่านนิทานที่เกี่ยวกับเด็กๆที่ไม่ยอมสระผม ให้ลูกได้เรียนรู้จากนิทานว่าหากไม่สระผม จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นกับหนังศีรษะ เมื่อทุกครั้งที่สระผม แล้วเริ่มมีปัญหา ให้คุณแม่พูดถึงตัวละครในนิทานที่ไม่ยอมสระผมว่าเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนใจลูกๆ ลูกก็จะเข้าใจและยอมทำตามโดยดีค่ะ นิทานที่แนะนำ คือ เรื่องกุ๋งกิ๋งหัวเหม็น ลองหามาอ่านให้ลูกฟังกันนะคะ

 

  • เวลาที่ลูกไม่ยอมสระผม คุณแม่อย่าใช้อารมณ์  อย่าล็อคตัวราดน้ำหรือรดน้ำไปบนหัวลูกเด็ดขาดนะคะ จะยิ่งทำให้ลูกมีความรู้สึกกลัวการสระผมค่ะ แล้วหากลูกสะบัดคอหนี เกิดน้ำไหลเข้าหูอีก แย่แน่ๆค่ะ คุณแม่ควรค่อยๆพูดปลอบ หาของเล่นมาล่อให้ลูกเพลินๆ จะดีกว่าค่ะ ลูกจะได้ไม่มีประสบการณ์ที่เลวร้ายในการสระผมนะคะ

 

 

  • ใช้หมวกโฟมสำหรับสระผมเด็ก ที่เป็นแผ่นบางๆกลมๆ มีรูขนาดใหญ่พอที่หัวจะสวมได้  มีปีกบานๆไว้กันน้ำลงหน้า  สวมไว้ที่ศีรษะ กดลงมาให้ผมไปอยู่ข้างบนเหนือหน้าผาก เวลาสระผม น้ำจะไม่ไหลลงมาโดนหน้าเลยค่ะ ลูกก็จะไม่รู้สึกอะไรค่ะ

6 สัญญาณที่บอกได้ว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กเกเร

ทุกโรงเรียนจะมีแน่นอนค่ะ เด็กที่เป็นอันธพาล นิสัยไม่ดี เกเรเพื่อนไปทั่ว และในห้องเรียนก็จะมีเด็กที่เป็นหัวโจกคอยแกล้งเพื่อนอีกด้วย ซึ่งส่วนมากเด็กที่ทำแบบนี้จะเป็นเด็กผู้ชาย ซึ่งถ้าลูกเป็นแบบนี้ต้องไม่ส่งผลดีกับอนาคตของลูกแน่ๆ เรามาดูสัญญาณที่จะบ่งบอกว่าลูกของคุณอาจจะกลายเป็นเด็กนิสัยเกเรกันค่ะ

6 สัญญาณที่บอกได้ว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กเกเร

1.เด็กที่พ่อแม่มักคาดหวังและผิดหวังในตัวลูก:

เมื่อหวังแล้วลูกไม่ได้เป็นดังหวัง ก็จะโยนความผิดพลาดนั้นไปให้ลูก ใส่อารมณ์กับลูกโดยไม่รู้เลยว่าการกระทำแบบนั้นจะทำให้ลูกกดดัน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ

2.เด็กที่ชอบการแข่งขันมากเกินไป:

และเมื่อถึงเวลาที่ตัวเองแพ้จะชอบพูดจาแบบใส่อารมณ์ หรือแสดงออกเรื่องความรุนแรงทางร่างกาย

3.เด็กที่เลือกจะคบแต่เพื่อนที่สนิทกันเท่านั้น:

ไม่ยอมเปิดรับสังคมกับเพื่อนเด็กคนอื่นง่ายๆ จะทำอะไรที่เห็นว่าสำคัญกับเพื่อนๆที่สนิทอย่างเดียว

4.ชอบโยนความผิดให้คนอื่น:

เกรดไม่ดี โดนครูตำหนิ ทุกเรื่องที่เป็นความผิด ไม่ยอมรับข้อด้อยของตัวเอง อ้างว่าเป็นเพราะอย่างอื่นตลอด ไม่ยอมรับความจริงค่ะ

5.เพื่อนของลูกเป็นเด็กนิสัยไม่ดี:

จริงๆแล้วลูกของเราอาจจะเป็นแค่เด็กดื้อๆซนๆทั่วไป แต่ถ้าไปคบกับเด็กที่นิสัยไม่ดี ลูกก็จะซึมซับเรื่องไม่ดีมาด้วย จากที่แค่ดื้อแค่ซนก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรง หรือเกเรได้เช่นกันค่ะ

6.ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว รุนแรง:

บางทีลูกอาจจะแกล้งหรือตีน้องแบบแรงๆ อาจจะกรี๊ดร้องเมื่อไม่ได้ดังใจ และจู่โจมทันทีเมื่อมีเรื่องให้โมโห ถ้าลูกเริ่มมีอาการแบบนี้คุณต้องรีบจัดการทันที

คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตพฤติกรรมเจ้าชายน้อยของบ้านให้ดีนะคะ ว่ามีตามที่กล่าวมาบ้างหรือไม่ ถ้าเริ่มออกลายบ้างแล้ว ควรหาทางป้องกันและปรับเปลี่ยนความคิดให้ลูกกันใหม่ค่ะ

8คำตอบที่คุณจะได้รับเมื่อบอกให้ลูกเก็บของเล่น

ตอนนี้ลูกคุณอายุเท่าไหร่แล้ว โตพอจะทำความสะอาดบ้าน หรือ เก็บข้าวของของตัวเองให้เป็นที่เป็นทางหรือไม่ ปกติ เราจะต้องสอนลูกให้เก็บของเล่นหรือของๆตัวเองตอนประมาณอายุ 18 เดือนขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี้สามารถฟังคำสั่งง่ายๆและเข้าใจในคำสั่งได้แล้วนั่นเอง ถ้าเราเริ่มสอนลูกเร็วลูกจะชินกับการเก็บสิ่งของ แต่ถ้าเริ่มสอนตอนลูกโตแล้วจะกลายเป็นคำสั่งที่ลูกไม่อยากจะทำ เมื่อคุณสั่งให้ลูกทำความสะอาดหรือเก็บของเล่นคุณจะเจอกับพฤติกรรมหรือคำพูดแบบไหนบ้างนะ?

  1. การต่อรอง “หนูขอเก็บของเล่น หลังกินข้าวเย็นได้ไหม ตอนนี้หนูเหนื่อยเหลือเกิน” นี่คือการต่อรอง และสุดท้ายก็ไม่เก็บ
  2. รอก่อน “รอให้หนูทำตรงนี้ให้เสร็จก่อน รอให้หนูหายเหนื่อยก่อน รอก่อนเดี๋ยวหนูจะกลับมาเล่นอีก”
  3. นิ่งเฉย ไม่เก็บ ไม่ทำ ไม่ปฏิเสธ ทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อไปแบบมึนๆ สุดท้ายคุณแม่รำคาญขี้เกียจรอก็ต้องเก็บเองค่ะ
  4. เดี๋ยวเก็บ สุดท้ายก็ไม่เก็บ ง่วงนอน ขึ้นห้องนอนไปแล้วค่ะ
  5. เล่นอยู่ ถ้าลูกกำลังเล่นของหลายๆอย่างอยู่ อย่าเพิ่งให้ลูกเก็บของเข้าที่ เพราะลูกจะไม่ยอมเก็บของเล่นแน่ๆ เพราะเค้าจะรู้สึกว่ากำลังถูกขัดจังหวะนั้นเองค่ะ
  6. ไม่ (ส่วนมากเป็นเด็กอายุประมาณ 2 ขวบที่พูดคำนี้)คุณจะเจอคำปฏิเสธทันที เพราะเป็นพัฒนาการของเด็กวัยนี้ค่ะ
  7. ขอเล่นให้เสร็จก่อนแล้วจะเก็บ สัญญาว่าจะเก็บให้เรียบร้อยหลังเล่นเสร็จ หรือใช้งานเสร็จ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำค่ะ
  8. มักขอสิ่งแลกเปลี่ยน เช่น ถ้าเก็บของแลกกับไอศกรีม หรือได้นั่งดูการ์ตูนเรื่องโปรด ถ้าเป็นสิ่งเหล่านี้ก็ควรให้ลูกได้ค่ะ ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยน ลูกจะได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาอย่างง่ายๆด้วยค่ะ

ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกรู้จักเก็บของเล่นหรือของใช้ของตัวเองให้เป็นระเบียบ มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องให้คอยบอก คุณแม่ต้องสอนให้ลูกทำตั้งแต่เด็กๆค่ะ เพราะตอนเด็กลูกจะไม่ต่อต้าน ถ้าโตขึ้นมาหน่อยค่อยมาตกลงเงื่อนไขกับเรื่องนี้ หรือใช้สิ่งของไม่ฟุ่มเฟือยหลอกล่อไปก่อนค่ะ ลูกจะรู้สึกว่าชินและจะทำเองโดยไม่ต้องบอกอีกต่อไปค่ะ

5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบ

5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบ

1. เกลือ หรือ อาหารที่มีรสเค็ม

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เกลือในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยนี้ไตกำลังพัฒนา และไตนั้นยังไม่พร้อมสำหรับกรองอาหารที่มีรถเค็มมากเกินไป ในการปรุงอาหารให้ลูกจะมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ผัก เนื้อสัตว์ หรือสมุนไพรต่าง ๆ ที่ทำให้รสชาติดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงเลยค่ะ

2. น้ำตาล หรือ อาหารที่มีความหวาน

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ กินของหวานมากเกินไป คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHS) ไม่แนะนำให้เด็กดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน หรือ อาหารที่มีรสหวาน เมื่อเด็กได้กินของที่มีรสหวานเด็กจะติดรสชาตินั้นไปเรื่อย ๆ และทำให้เป็นคนชอบกินหวานในที่สุดค่ะ

3. น้ำผึ้ง

ไม่ใช่แค่น้ำตาลที่มีรสหวาน น้ำผึ้งก็เป็นสารให้ความหวานเช่นกัน เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรกินน้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งอาจมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum)  เชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตสารพิษในลำไส้ของทารก ส่งผลทำให้เด็กมีอาการท้องผูก เบื่ออาหาร ทำให้เด็กมีอาการซึม ในรายที่รุนแรงอาจจะทำให้เกิดอาการปอดบวม หรือ การขาดน้ำได้ค่ะ

4. Popcorn องุ่น และพวกเจลลี่ต่าง ๆ

อาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง ลื่น และมีรูปร่างกลม เป็นอาหารที่อันตรายมาก ๆ สำหรับลูก และก็มีอาหารหลายอย่างที่มีลักษณะแบบนี้ แต่พ่อแม่หลายท่านคิดไม่ถึงและไม่ได้ระวัง อาหารเหล่านี้มักจะลื่นไปติดในหลอดลม เป็นอันตราย อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ค่ะ

5. อาหารดิบ ปรุงไม่สุกดี

พ่อแม่หลายท่านชอบทานไข่ที่ไม่สุก หรือ พวกไข่ยางมะตูม แต่สำหรับเด็ก ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบ ไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านั้นเป็นอันตรายมาก รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ สำหรับเด็กวัยนี้ต้องปรุกให้สุกและให้นิ่มจนแน่ใจว่าเด็กสามารถกินได้ อาหารที่ปรุงกึ่งดิบกึ่งสุกอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เด็กเจ็บป่วย และเป็นอันตรายต่อร่างกายเด็กมาก ๆ ค่ะ

อยากให้ลูกขาว ทำอย่างไร อยากให้ลูกขาวต้องกินอะไร

ลูกจะตัวขาว หรือตัวดำขึ้นอยู่กับพันธุกรรม

สีผิวของลูกนั้นขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของพ่อแม่  หากพ่อแม่ตัวขาว ลูกก็ออกมาขาว หากพ่อแม่ตัวดำ ลูกก็จะออกมาดำ อย่างไรก็ตาม บางครอบครัวที่พ่อแม่ตัวดำ แต่ลูกออกมาขาว นั่นสามารถอธิบายตามหลักพันธุกรรมได้ว่า ลูกที่ออกมาตัวขาวในขณะที่พ่อแม่ตัวดำ เป็นเพราะลูกได้รับยีนส์ด้อยที่แฝงอยู่ในตัวพ่อและแม่นั่นเอง

อยากให้ลูกขาว ต้องกินน้ำมะพร้าว?

น้ำมะพร้าวอ่อนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิด

  • ธาตุเหล็ก
  • แคลเซียม
  • โพแทสเซียม
  • วิตามินบี
  • กรดอะมิโน
  • น้ำตาลกลูโคส ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว
  • ทั้งยังมีเอสโตรเจนที่ทำให้ผิวพรรณสดใส จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า กินน้ำมะพร้าวแล้วลูกจะผิวสวย

ทั้งนี้ การที่คุณแม่ท้องดื่มน้ำมะพร้าว จะทำให้ไขที่ตัวทารกดูขาวขึ้น เลยดูว่าเด็กออกมาตัวขาว แต่ไม่ใช่ว่าดื่มน้ำมะพร้าวแล้วจะช่วยไปล้างไขที่เคลือบตัวลูกนะคะ การไม่มีไขไม่ใช่เรื่องดี เพราะไขที่เคลือบตัวทารกไว้มีประโยชน์อย่างมากในการที่จะทำให้เด็กคลอดง่าย และช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายให้กับลูกแรกเกิดได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การกินน้ำมะพร้าวมาก ๆ ก็มีผลเสียต่อแม่ท้องนะคะ เพราะในน้ำมะพร้าวมีความหวานจากน้ำตาล อาจทำให้คุณแม่เป็นเบาหวานได้ค่ะ

อยากให้ลูกขาว ห้ามกินเฉาก๊วย ถั่วดำ ขนมเปียกปูน?

ความเชื่อหรือความจริงกันแน่ การห้ามกินอาหารสีดำ!

อาหารสีต่าง ๆ ไม่มีผลต่อสีผิวของลูก กินเฉาก๊วย ถั่วดำ หรืออาหารสีดำชนิดอื่น ๆ ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุให้ลูกตัวดำ เช่นเดียวกับการกินเนื้อมะพร้าวที่มีสีขาว ก็ไม่ได้ทำให้ลูกตัวขาว เพราะสีผิวขึ้นอยู่กับเม็ดสี ที่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อและแม่ ถ้าพ่อแม่ตัวดำ ไม่ว่าจะขยันกินเนื้อมะพร้าวก็ไม่มีผล และถ้าพ่อแม่ตัวขาว ต่อให้กินเฉาก๊วยทุกวัน ลูกก็ขาวอยู่ดีค่ะ ตอนท้องแม่กินอะไรลูกในท้องก็ได้กินอย่างนั้น การดูแลสุขภาพให้ดี จึงเป็นสิ่งสำคัญ มาดูอาหารที่ช่วยให้ลูกผิวขาว มีออร่า ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง แถมยังฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ผิวขาวทำไม่ได้ แต่ผิวสุขภาพดีสร้างได้

หากอยากให้ลูกมีผิวแข็งแรง สุขภาพดี คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทานอาหารที่มีสรรพคุณบำรุงผิวพรรณเป็นประจำ เช่น ปลา ผักผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ และอย่าลืมดื่มน้ำเยอะ ๆ ด้วยนะคะ การเลือกรับประทานอาหารที่ดี จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง อาจไม่ได้ขาวใสแต่กำเนิด แต่จะทำให้ผิวสวยเนียน ไม่แห้งกร้าน การเลือกรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอ ยังช่วยให้คนท้องสุขภาพผิวดี และแน่นอนว่าทารกในครรภ์ก็จะผิวพรรณสดใสเช่นกัน สำหรับประโยชน์ของอาหารต่าง ๆ มีดังนี้

  • เนื้อปลา ในเนื้อปลามีโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 นอกจากจะช่วยบำรุงสมองและพัฒนาการลูกน้อยแล้วยังสามารถช่วยปกป้องและซ่อมแซมเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ลองหาเมนูปลา ที่ทำจากปลาแซลมอน ปลาช่อน ปลากะพง ปลาทูน่ามารับประทาน ทั้งอร่อยและมีประโยชน์มากค่ะ ทานสักสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง จะช่วยบำรุงร่างกายแม่ท้อง แถมลูกยังฉลาด ผิวพรรณดีอีกด้วย
  • ผักผลไม้ เพราะวิตามิน เกลือแร่ จะช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น ควรเลือกทานผัก ผลไม้สด ๆ ปลอดสารพิษ อาทิ ฟักทอง อะโวคาโด บร็อกโคลี แครอท มะเขือเทศ กล้วย ส้ม ฝรั่ง องุ่น มะละกอ ทับทิม สตรอเบอรี่ สลับกันไปเพื่อประโยชน์ที่หลากหลายและสมดุล
  • ธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ลูกเดือย งาขาว งาดำ ถั่วต่าง ๆ รวมถึงน้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง อันอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามิน ช่วยบำรุงผิวให้สวยเปล่งปลั่ง เป็นกลุ่มอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ช่วยในการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้เป็นไปตามปกติและช่วยเรื่องของระบบขับถ่ายได้ดี มีไขมันน้อย ช่วยควบคุมให้น้ำหนักคนท้องเป็นไปตามเกณฑ์
  • ดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น และยังช่วยขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย เป็นการดีท็อกซ์อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งที่ทำให้ผิวพรรณกระจ่างใสทั้งคุณแม่และลูกน้อย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า แม่ท้องควรดื่มน้ำประมาณ 8-12 แก้วต่อวัน จะช่วยป้องกันอาการต่าง ๆ ขณะตั้งครรภ์ รวมทั้งความไม่สบายตัวที่มักเกิดขึ้นกับแม่ท้องได้
  • น้ำผลไม้สด หากเบื่อกับการทานผลไม้ หรือดื่มน้ำเปล่า ลองน้ำผลไม้สดเพิ่มความสดชื่นดูสิ น้ำผลไม้ มีวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยสดใสอยู่มาก เช่น น้ำส้มคั้น น้ำแครอท น้ำมะพร้าวน้ำมะนาว นอกจากลูกจะได้รับวิตามินซีแล้ว การดื่มน้ำผลไม้สดยังช่วยป้องให้ภาวะการขาดน้ำ และช่วยให้คุณแม่หายเหนื่อยล้า หายเครียดในระหว่างตั้งครรภ์

อาหารบำรุงสมองลูกในครรภ์

แม่ได้ประโยชน์ ลูกฉลาดตั้งแต่ในท้อง

นายแพทย์วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า เนื้อสมองของทารกในครรภ์ มีองค์ประกอบเป็นไขมันโดยเฉพาะไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 60 กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ความสำคัญต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยในครรภ์คือ กรดไขมันที่มีชื่อว่า ดีเอ็ช เอ (DHA)

  • มีมากในอาหารปลาพวกปลาทะเลและสาหร่ายทะเล
  • และเออาร์เอ (ARA) ซึ่งมีมากในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเม็ดทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด

การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารดังกล่าวให้เพียงพอจะทำให้ลูกในครรภ์ได้รับวัตถุดิบคุณภาพดีในการสร้างเนื้อสมองและระบบเส้นใยประสาทให้มีคุณภาพดีตามไป

10 สไตล์การเลี้ยงลูกที่คุณควรทราบ

1. เลี้ยงลูกแบบเผด็จการ

เข้มงวดกับลูกทุกเรื่อง ตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆหลายอย่างทั้งการใช้ชีวิตในบ้านและนอกบ้าน และเมื่อทำผิดกฎจะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้มักจะไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เลย เด็กจะทำตามคำสั่งจากความกลัว ขาดความนับถือในตัวเอง และจะมีความก้าวร้าวเมื่ออยู่นอกบ้าน เพื่อระบายออกทางอารมณ์

2. การเลี้ยงลูกแบบอิสระทางความคิด

การเลี้ยงลูกแบบอิสระทางความคิด คือ การเลี้ยงลูกตรงข้ามกับการเลี้ยงแบบเผด็จการทุกอย่าง มักจะสอนลูกให้เข้าใจหลักธรรมของชีวิต สอนให้รู้เหตุผลให้ลูกกล้าแสดงออกทางความคิดเห็น ตอบสนองต่อความคิดของลูก และคอยให้กำลังใจ เด็กแบบนี้จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี มีความมั่นใจในตัวเอง เข้ากับสังคมได้ดี และมีความสุขในชีวิต

3. การเลี้ยงลูกแบบตามใจ

เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้มักจะไม่มีระเบียบวินัยเลย พ่อแม่จะผ่อนปรนกับพฤติกรรมของลูกทุกอย่าง ถ้าเลี้ยงแบบนี้เด็กจะเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการแบบไม่มีที่สิ้นสุด ไร้ทักษะทางสังคม ไร้จุดมุ่งหมายของชีวิต เพราะไม่มีพ่อแม่เป็นแนวทางที่ดีให้ดูนั่นเองค่ะ

4. การเลี้ยงดูแบบละเลย อิสระเกินไป

การเลี้ยงแบบนี้คือ การตอบสนองทางอารมณ์และพัฒนาการของเด็กน้อยเกินไป ไม่สนใจพัฒนาการหรือการเรียกร้องของลูก เหมือนตัวอยู่ใกล้แต่ใจห่าง เด็กแบบนี้โตขึ้นมักจะขาดความอบอุ่น หรือ เดินผิดทาง และเสียคนง่ายตั้งแต่วัยรุ่นค่ะ

5. เลี้ยงตามสัญชาตญาณ

พ่อแม่ส่วนใหญ่เลี้ยงลูกแบบนี้ ถือว่าเป็นการเลี้ยงลูกที่ดี เพราะเลี้ยงไปแบบตามธรรมชาติของเด็ก แต่ถ้าพ่อแม่มีความคิดเป็นคนดี เด็กส่วนมากก็จะดี ถ้าพ่อแม่เป็นคนไม่ดีสอนในสิ่งที่ไม่ดี เด็กก็รับผลไม่ดีตามไปด้วยค่ะ

6. เลี้ยงลูกแบบปกป้องลูก

ส่วนมากจะห่วงเรื่องความปลอดภัย และคอยปกป้องลูกจากสิ่งต่างๆ แต่ถ้าปกป้องลูกมากเกินไป ลูกก็จะโตแต่ตัว แต่ความคิดและการกระทำมักจะทำอะไรแบบเด็กๆอยู่ค่ะ

7. เลี้ยงลูกแบบเรื่อยๆ ไม่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ

การเลี้ยงแบบนี้คือ เลี้ยงตามสถานการณ์ของโลกที่เป็นไปไม่ต้องเร่งเด็ก ให้ลูกได้พัฒนาการสมวัย ได้เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเอง เด็กที่ถูกเลี้ยงแบบนี้จะสนุกและมีความสุขกับการได้คิดได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง จัดระเบียบความคิดและการกระทำของตัวเองได้ดี ทำอะไรไม่ต้องเร่งรีบ พอใจในสิ่งที่ตนมี สามารถรับกับความไม่แน่นอนของชีวิตได้เป็นอย่างดี

8. เลี้ยงลูกแบบมีเหตุผล

เลี้ยงแบบเข้าใจในอารมณ์ของลูก ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี และพร้อมรับกับทุกอารมณ์ของลูกๆ ไม่มีการลงโทษ เน้นการพูดคุย เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้จะมีความสุขในชีวิต และมักใช้ชีวิตได้อย่างสงบเรียบง่ายค่ะ

9. เลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตย

เลี้ยงให้ลูกได้มีทางเลือก เช่น อยากทำงานบ้านชิ้นนี้หรือไม่ ถ้าไม่อยากเพราะอะไร เป็นต้น เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้จะรู้จักประนีประนอม รู้จักการเจรจาต่อรอง และจะมองว่าความผิดพลาดที่เคยทำเป็นสิ่งที่ทำให้เรียนรู้ได้ในอนาคตค่ะ

10. เลี้ยงลูกแบบปลูกจิตสำนึก

เลี้ยงด้วยจิตวิญญาณ อาจจะเลี้ยงลูกจากความเชื่อของพ่อแม่เองผสมผสานกับการสอนแบบวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย การเลี้ยงลูกแบบนี้จะทำให้พ่อแม่ลูกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น เด็กจะมีความนับถือในตัวเอง และประสบความสำเร็จในชีวิตค่ะ

อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ แต่ยังไม่เจ็บท้องคลอดเลย อันตรายไหมนะ

อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ แต่ไม่มีอาการปวดท้องคลอดเลย จะอันตรายไหมนะ ดูแลตัวเองอย่างไรดี

โดยปกติแล้วคุณแม่ส่วนมากจะคลอดตอนอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ขึ้นไป อาจจะก่อน หรือ หลังจากนั้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ แต่สำหรับคุณแม่บางคน ท้อง 40 สัปดาห์ ก็ยังไม่มีอาการก่อนคลอด หรือมีสัญญาณอะไรเตือนเลยว่าใกล้คลอดแล้ว ดังนั้นคุณแม่ที่มี อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ ลองมาดูกันค่ะ ว่าควรทำอย่างไร

อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ แต่ยังไม่เจ็บท้องคลอดเลย ทำอย่างไร?

1. คำนวณอายุครรภ์ตัวเองให้ถูกต้อง ว่าตั้งครรภ์จริง ๆ กี่สัปดาห์แล้ว สามารถตรวจสอบได้จากการนับวันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย หรือจากการอัลตร้าซาวด์

2. การนับลูกดิ้น ยิ่งตั้งครรภ์ใกล้คลอด เด็กจะดิ้นน้อยลง เพราะตัวใหญ่จนเต็มครรภ์ ให้นับลูกดิ้นว่ายังปกติอยู่ไหม โดยนับง่าย ๆ ว่าหลังทานอาหารไปแล้ว 1 ชั่วโมง ลูกดิ้นถึง 3 ครั้งหรือไม่ ถ้าลูกนิ่งไป ไม่มีอาการตอบสนองให้หาหมอทันที

3. การอัลตร้าซาวด์ เพื่อวัดปริมาณน้ำคร่ำ ขั้นตอนนี้คือ คุณแม่ต้องมั่นใจแล้วว่าท้องเกินกำหนดไปแล้ว คุณหมอจะทำการตรวจน้ำคร่ำ และฟังเสียงหัวใจเด็กว่าเต้นผิดปกติหรือไม่

ถ้าคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 40 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการอะไร ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อหาวิธีคลอด หรือป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับทารกในครรภ์ เพราะถ้าคุณแม่ปล่อยไว้ จนเข้าสัปดาห์ที่ 42 ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตสูง และรกจะมีสภาพเสื่อมไปตามเวลาที่นานขึ้น ทำให้เด็กมีอาการติดเชื้อ และสำลักขี้เทาได้

คุณแม่ที่มีอายุครรภ์เกิน 40 สัปดาห์ แต่ไม่มีอาการปวดท้องคลอด ควรให้หมอตรวจดูปากมดลูก ว่าเปิดบ้างหรือไม่ หรือ คุณหมออาจจะตัดสินให้ใช้ยาเร่งคลอด หรือให้ทำการผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยในตัวคุณแม่และทารกเองค่ะ

แม่หลังคลอดควรรู้! ทำอย่างไรเมื่อ ปวดมดลูกหลังคลอด

หลังจากคลอดลูกปลอดภัยได้พบหน้าค่าตากันเป็นที่เรียบร้อย ชื่นมื่นกันถ้วนหน้าพ่อแม่ปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะหลานคนแรกต้องบอกว่า เห่อกันสุด ๆ แน่นอน แม้ว่าคุณแม่จะคลอดลูกออกมาอย่างปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่ในช่วงหลังคลอดคุณแม่ยังต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกมากมายเลยนะคะ

ช่วงเวลา 9 เดือนที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อิทธิพลจากฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์กำลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  โดยเฉพาะมดลูกที่ทำหน้าที่โอบอุ้มลูกน้อยมาถึง 9 เดือน ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดกำลังจะกลับเข้าที่หรือที่เรียกว่า “มดลูกเข้าอู่”  มาดูลำดับขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่คุณแม่ต้องพบในช่วงหลังคลอดกันค่ะ

น้ำคาวปลาหลังคลอด

– ตามลำดับขั้นตอน หลังคลอดลูกออกมาแล้ว รกจะหลุดลอกตัวตามออกมา

– หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วันจะมีน้ำสีขุ่น ๆ มีเลือดปนออกมาจากช่องคลอด  เรียกว่า  “น้ำคาวปลา”  แรก ๆ จะมีสีเข้มคล้ายสีประจำเดือนและจะค่อย ๆ จางลงเป็นสีชมพู และสีน้ำตาลอ่อน จางลงเรื่อย ๆ และจนหมดภายในระยะเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์หลังคลอด

– ที่สำคัญคือน้ำคาวปลานี้จะไม่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง หากพบว่า  น้ำคาวปลาที่ซึมออกมานั้นมีสีแดงสดตลอด ไม่มีทีท่าจะจางลง หรือมีกลิ่นเหม็นมาก  ต้องรีบพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาโดยด่วน  เพราะอาการเช่นนี้ส่งสัญญาณความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว

ปวดมดลูกหลังคลอด

– อาการอีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหลังคลอด คือ  อาการปวดมดลูก เนื่องจากหลังคลอดมดลูกจะลดระดับลงทันทีมาอยู่ที่ระดับสะดือ  ขนาดเท่ากับอายุครรภ์ประมาณ 4 เดือน

– มดลูกจะบีบตัวเพื่อกลับเข้าสู่สภาพเดิมหรือที่เรียกว่า “มดลูกเข้าอู่” ใน 2 – 3 วันแรกจะมีอาการปวดมดลูกมากและความปวดจะค่อย ๆ ทุเลาลง

– อาการปวดที่ว่านี้คล้ายกับการปวดประจำเดือนค่ะ และขณะให้ลูกดูดนม ก็จะมีอาการปวดมากกว่าปกติอีกด้วย

ทำอย่างไรเมื่อปวดมดลูกหลังคลอด

อาการปวดมดลูกหลังคลอด สามารถหาวิธีบรรเทาอาการได้ด้วยการนอนคว่ำ  เพราะการนอนคว่ำจะทำให้มดลูกกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้  โดยวิธีการมีดังนี้ค่ะ

  1. หาหมอนนิ่ม ๆ หนุนบริเวณหน้าท้องและนอนคว่ำวันละครั้ง ครั้งละประมาณ 20 นาที
  2. คุณแม่ที่คลอดแบบปกติ สามารถนอนคว่ำได้ตั้งแต่วันแรกที่คลอด
  3. ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดทางหน้าท้อง ให้นอนคว่ำเมื่อไม่เจ็บแผลแล้ว โดยทั่วไปประมาณ 7 – 10 วัน ก็สามารถนอนคว่ำได้ค่ะ สำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด

หลังคลอดแล้วคุณแม่ยังคงต้องดูแลรักษาสุขภาพและบำรุงร่างกายเพื่อให้ฟื้นกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว หลังคลอดต้องพบกับอาการที่ร่างกายกำลังปรับสภาพเข้าสู่ภาวะปกติ อย่าเพิ่งท้อใจหรือหวาดกลัวไปก่อนนะคะ เพราะทุกอย่างเป็นกลไกธรรมชาติ  คิดถึงลูกน้อยจะดีกว่า  ทำจิตใจให้แจ่มใส อีกไม่นานคุณแม่ก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมแล้วค่ะ