เลี้ยงลูกยุค 4G ต้องระวังอะไรมากที่สุด

 

ถึงแม้ว่าการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ social media จำพวก facebook, line, Instagram ฯลฯ จะทำให้ชีวิตของคนสมัยนี้สะดวกสบายมากขึ้นแค่ไหน หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็อาจทำให้ชิวิตทั้งของตัวเองหรือคนรอบข้างมีปัญหาได้เหมือนกัน เช่น เด็กๆ บางคนเกิดความเครียดเนื่องจากถูกเพื่อนเอาเรื่องที่น่าอับอายของตนไปประจานใน social media จนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หรือ เด็กๆ บางคนที่แอบติดต่อกับคนแปลกหน้าด้วยโทรศัพท์มือถือส่วนตัว จนถูกล่อลวงไปทำมิดีมิร้าย หรือถูกหลอกเอาเงินไป ก็มีอยู่ไม่น้อย

ดังนั้น เพื่อให้เด็กๆ ของเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในยุคดิจิตอลได้อย่างปลอดภัย และ ไม่ไปทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ควรคำนึงถึงในการเลี้ยงลูกยุคนี้ ก็มีดังนี้ค่ะ

1. ควรสอนให้ลูกมีวิจารณญาน หรือที่เรียกว่า critical thinking

ซึ่งก็คือการสอนลูกให้รู้ว่าข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ตนั้น บางอย่างก็เป็นเรื่องจริง บางอย่างก็เป็นของปลอม รวมไปถึงผู้คนที่เขาได้พบได้คุยกันทาง social media บางคนก็เป็นคนดี มีตัวตนอยู่จริง บางคนก็เป็นคนปลอม (เช่น ใช้ชื่อปลอม ประวัติปลอม รูปปลอม) และ บางคนก็เป็นมิจฉาชีพ

ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ข้อมูลอะไรมา ลูกควรถามตัวเองให้ดีเสียก่อนว่า สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านมานั้น มันจริงหรือไม่? เมื่อมีคนแปลกหน้ามาขอเพิ่มเป็นเพื่อนใน social media ลูกก็ควรถามตัวเองก่อนว่า คนที่เราเป็นเพื่อนบน social media นั้น ดูแล้วน่าไว้ใจมากหรือน้อยเพียงใด และด้วยความที่ประสบการณ์ในชีวิตของลูกอาจจะยังน้อย คุณพ่อคุณแม่ก็ควรที่จะหาโอกาสสอนลูกด้วยว่า แล้วของจริงของปลอม คนดี คนไม่ดี ในโลกอินเทอร์เน็ตนี่มันจะแยกกันได้อย่างไร

2. ควรสอนให้ลูกมีกฏ กติกา และ มารยาท ในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ

เชื่อมั้ยคะว่า สังคมของเราจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อ ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกนี้ คนเราก็จำเป็นที่จะต้องพัฒนากฏ กติกา และมารยาทในการใช้สิ่งประดิษฐ์นั้นๆ ตามมาด้วยเสมอ ลองคิดดูสิคะว่าหากเราไม่มีกฏ กติกา ในการขับรถยนต์ ในการโดยสารรถ เรือ เครื่องบิน หรือไม่มีมารยาทในการใช้ ลิฟท์ ใช้บันไดเลื่อน ใช้รถไฟฟ้า สังคมของเรามันจะวุ่นวายสักแค่ไหน

ดังนั้น โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์ และ social media ก็เช่นกัน ที่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรที่จะมีการกำหนดกฏ กติกา และสอนให้ลูกรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ เหมาะสม หรือ ไม่เหมาะสม เมื่อใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนทีหลังเนื่องจากไปมีเรื่องมีราวกับใครด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

3. ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยีให้ลูกเห็น

ข้อสุดท้ายนี้ ก็เหมือนกับการสอนลูกในประเด็นอื่นๆ ค่ะ ที่หากคุณพ่อคุณแม่เองก็ยังไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากให้ลูกทำได้ ลูกเองก็คงที่จะไม่เชื่อถือ และก็อาจจะเป็นที่มาของการต่อต้าน ต่อรองไม่อยากที่จะทำตาม

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องหัดที่จะเป็นคนมีวิจารณญานในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมไปถึงควบคุมเวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตของตัวเอง และ แบ่งเวลาไปทำกิจกรรมอื่นให้ลูกดูเป็นตัวอย่างด้วยนะคะ เพื่อที่เขาจะได้เห็นว่า…

…คนยุคใหม่ควรที่จะเป็นเจ้านายของเทคโนโลยี ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีมาควบคุมเราค่ะ

เลี้ยงลูกไม่จำเป็นต้องตี

บ่อยครั้งที่ลูกรู้สึกต่อต้านเมื่อถูก “ตี”

เป็นเพราะเด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเขาบางครั้งสิ่งที่เขาลงไปเขายังไม่รู้เลยว่านั่นคือสิ่งที่ “ผิด” กลายเป็นว่าพอถูกตี เด็กๆจะมองไปอีกมุมว่าพวกเขาถูกพ่อแม่ทำร้ายมีผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่านเชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วเมื่อทำผิดเด็กจะรู้ตัวดีว่าตัวเองทำผิดแต่หากคุณพ่อคุณแม่ลงโทษด้วยการตีพวกเขาจะรู้สึกว่าได้ชดเชยความผิดนั้นไปแล้วและทำให้เด็กรู้สึกผิดน้อยลงเด็กบางคนหากตอนเล็กๆโดนตีบ่อยๆก็อาจจะทำให้เขากลายเป็นเด็กที่เห็นการ “ตี” เป็นเรื่องธรรมดาและมักจะไปลงเอยที่ “น้อง” เพราะรู้สึกว่าคนที่โตกว่าจะเป็นฝ่ายถูกเสมอเพราะเด็กๆมีพฤติกรรมเลียนแบบและงานนี้เขาก็เลียนแบบจากพ่อแม่นั่นเองอาจเพราะหลายครั้งที่เด็กถูกตีแล้วไม่รู้ถึงสาเหตุของการตีนั้นหรือไม่ยอมรับ

อย่าให้การตี…สร้างรอยแผลให้ชีวิตของเขา

สถาบันกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาบอกไว้ว่าการตีเด็กบ่อยๆอาจทำให้เด็กคนนั้นโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีปัญหาเขาอาจจะกลายเป็นเด็กที่มีความเครียดควมคุมตัวเองไม่ได้โดยเฉพาะในเวลาที่โกรธมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนติดแอลกอฮอล์และทำร้ายร่างกายคนอื่นในครอบครัวด้วยยังมีผลงานวิจัยจาก University of Texas สหรัฐอเมริกาที่ยันยันว่าเด็กๆที่ถูกลงโทษด้วยการตีมักจะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมและมีแนวโน้มเป็นเด็กก้าวร้าวและมีปัญหาทางจิตเช่นกัน

เปลี่ยนจาก “ตี” มาเป็น “กอด” ดีกว่า

เวลาที่ลูกทำผิดลองคุยเหตุผลกับลูกก่อนแล้วกอดลูกการกอดจะช่วยให้พัฒนาการของเซลล์สมองในเด็กทำงานดีขึ้นและยังเป็นการทำให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่เวลาอยู่กับลูกให้กอดบ่อยๆและคุยด้วยเหตุผลว่าทำไมเขาถึงทำผิดและควรแก้ไขอย่างไรต่อไปในอนาคตและหากจำเป็นจะต้องตีจิตแพทย์หลายๆท่านแนะนำว่าให้เริ่มตอนอายุ 3 ขวบขึ้นไปเพราะเด็กวัยนี้จะสามารถแยกแยะได้แล้วว่าอะไรดีไม่ดีอะไรถูกอะไรผิดและต้องบอกเหตุผลอีกครั้งกับลูกว่าทำไมถึงต้องตีเขาไม่ใช่ตีเพราะอารมณ์ลูกก็จะเข้าใจว่าพ่อแม่ตีเขาเพราะความรัก

ลูกติดโทรศัพท์ ส่งผลสมาธิสั้น

เช็กสัญญานพฤติกรรม “ลูกติดโทรศัพท์”

  • แอบเล่นมือถือ ด้วยการหาที่เล่นโดยไม่ให้พ่อแม่เห็น เช่น ในห้องนอน
  • ใช้เวลาเล่นมือถือนานขึ้น และเกิดอารมณ์หงุดหงิดเมื่อถูกพ่อแม่ต่อว่า ห้ามไม่ให้เล่น หรือถูกสอดส่องพฤติกรรมจากการเล่นสมาร์ทโฟน
  • ตั้งหน้าตั้งตารอเวลาที่จะได้เล่นมือถือ หรือขอเล่นมือถือจากพ่อแม่บ่อย ๆ
  • มีการแสดงอารมณ์ ก้าวร้าว อารมณ์เสียง่าย หงุดหงิด หดหู่ เมื่อไม่ได้เล่น และจะหายทันทีเมื่อพ่อแม่ยอมให้ลูกได้เล่น
  • ไม่สนใจสิ่งอื่น ๆ หรือกิจกรรมรอบตัว เพราะมัวแต่เล่นมือถือ หรือขาดสมาธิระหว่างทำการบ้าน เพราะชอบเปิดสมาร์ทโฟนควบคู่ระหว่างทำการบ้าน
  • มีอาการตื่นสายและรู้สึกอ่อนเพลียในตอนเช้า

สาเหตุด้านพฤตกรรมเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้เด็กมีแนวโน้มที่จะสมาธิสั้น และนอกจากนี้การที่เด็กติดมือถือหรือติดเกม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีปัญหาการสื่อสารกับผู้อื่นได้

แนวทางลดความเสี่ยงพฤติกรรม “ลูกติดโทรศัพท์” ไม่ให้เกิดอาการสมาธิสั้น

1.ต้องกำหนดเวลาในการเล่นสมาร์ทโฟนให้ลูกไม่เกินวันละ 1-2 ชั่วโมง

2.พาลูกออกไปเที่ยวบอกบ้านหรือหากิจกรรมอื่น ๆ ทำร่วมกับลูกให้มากขึ้น

3.เอาใจใส่และคอยดูแลสอดส่องพฤติกรรมของลูก

รักษาโรคสมาธิสั้น พ่อแม่นั้นสำคัญที่สุด ถึงแม้การใช้เทคโนโลยีจะเข้ามีบทบาทสำคัญก็ตาม แต่ก็ควรจะเลือกใช้งานให้พอดี เช่น ใช้งานเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน หรือเสริมพัฒนาการของลูก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นตามลำพัง เพราะหากปล่อยให้ลูกเสพติดเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็น ก็จะส่งผลตามมาดังกล่าวได้

5 วิธีเลี้ยงลูกยุคใหม่ ลงโทษอย่างไรโดยไม่ต้องใช้กำลัง

เชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ซึ่งในสมัยก่อนรวมถึงสมัยนี้ พ่อแม่เองมีความเชื่อที่ว่า การใช้ความรุนแรง ช่วยฝึกวินัยของลูกได้ ที่พ่อแม่ตีก็เพราะหวังดี ตีเพื่อสั่งสอน และอยากให้จำ พ่อแม่บางท่านอาจจะคิดว่า เพราะพ่อแม่เองเคยโดนมาแบบนั้น ก็ยังผ่านมาและเป็นคนดีได้ แต่เมื่อเราเป็นพ่อแม่สมัยใหม่ เราก็อยากที่จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี โดยไม่ต้องใช้กำลัง เราจึงมี วิธีเลี้ยงลูกยุคใหม่ ลงโทษอย่างไร ให้เป็นคนดีได้โดยไม่ต้องใช้กำลังมาฝากกันค่ะ

1 Time Out ช่วยได้

หลายต่อหลายครั้งที่เรามักจะเห็นพ่อแม่หลายท่านใช้ความรุนแรงในการลงโทษลูก เพียงเพราะความอารมณ์ร้อน ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ทันยั้งคิด เช่นเมื่อลูกทำของตกแตก ก็ด่าว่าแรงๆ หรือเมื่อลูกไปหยิบจับอะไรที่ไม่ควรจับ ก็โดนพ่อแม่ตีทั้งๆที่เด็กยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงห้าม ก็โดนตีไปก่อนแล้ว ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลร้ายต่อทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก ดังนั้นเราจึงอาจต้องใช้เรื่องของเวลามาช่วย โดยขั้นตอนของการ Time Out มีดังนี้

  • อยู่ห่างจากเด็กๆเพื่อสงบสติอารมณ์สัก 5 นาที
  • อยู่เงียบๆจนกว่าจะเริ่มสงบ จากนั้นจึงเริ่มพูดคุย อย่าเพิ่งดุด่า ให้ถามถึงเหตุผลของเขาก่อน
  • หากยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ให้ลองระบายออกมาด้วยการเขียนสิ่งที่คุณรู้สึก หรือหากลูกยังไม่สงบก็ลองให้เค้าเขียนระบายได้เช่นกัน
  • จากนั้นจึงค่อยๆอธิบายให้ลูกได้คิด ว่าเค้าได้ทำอะไรผิดไป สิ่งที่ถูกเป็นอย่างไร เหตุผลคืออะไร

งดกิจกรรมที่เค้าชอบแทนการตบตี

หากลูกของคุณชอบทำอะไรอยู่เป็นประจำทุกวัน เช่นชอบดูการ์ตูนเรื่องไหน เวลาใดเป็นพิเศษ ชอบออกไปเล่นที่ไหนเป็นประจำ หากเค้าทำผิด ลองลงโทษเค้าโดยการเปลี่ยนให้เค้าทำสิ่งอื่นเช่น ทำการบ้าน หรืออ่านหนังสือในช่วงเวลาที่เค้าต้องดูการ์ตูนหรือออกไปเล่นข้างนอก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีลงโทษที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง มีผลการวิจัยออกมาว่า สำหรับเด็กเล็กๆที่กำลังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น วิธีนี้เป็นวิธีการลงโทษที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงและได้ผลมากที่สุดวิธีหนึ่ง

3 ลงโทษด้วยการเขียน

หากลูกน้อยของคุณมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือทำความผิดอะไรมา แทนที่จะลงโทษเค้าด้วยอารมณ์รุนแรง ดุหรือตี ลองเปลี่ยนมาลงโทษเค้าโดยให้เค้านั่งลงแล้วคัดคำขอโทษ และให้เค้าได้เขียนถึงเหตุผลที่เค้าโดนทำโทษแบบนี้ว่าเป็นเพราะอะไร นอกจากวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ทำให้ไม่ต้องใช้ความรุนแรงในการลงโทษแล้ว ด้วยความที่เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่มีพัฒนาการที่รวดเร็ว การเขียนจึงเป็นการช่วยให้เค้าได้คิด และยังเป็นการฝึกทักษะทางด้านการเขียนไปในตัวอีกด้วย

4 กำหนดเวลา

หลังจากที่คุณอารมณ์เย็นลงแล้ว ลองนั่งคุยกับลูกพร้อมทั้งอธิบายถึงเหตุผลว่าเพราะอะไร พฤติกรรมที่เค้าทำนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและควรเปลี่ยนแปลง แล้วกำหนดระยะเวลาให้เค้าได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ รวมถึงคอยติดตามพฤติกรรมของลูก ไม่ควรปล่อยปะละเลย เพราะความใส่ใจ ความเป็นห่วงเป็นใย และความรักความอบอุ่น เป็นสิ่งที่เด็กในวัยนี้ต้องการและจะช่วยให้เค้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ไม่ยาก

5 ให้ลูกทำงานบ้าน

หากลูกน้อยของคุณมีพฤติกรรมที่ไม่ดี มีอารมณ์โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว ลองลงโทษเค้าด้วยการให้เค้าได้ทำงานบ้านอย่างเช่น เก็บกวาดถูบ้าน ซักรองเท้า หรือรดน้ำต้นไม้ แม้ว่าเค้าจะไม่ชอบทำงานบ้านก็ตาม แต่การลงโทษด้วยวิธีนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นบทเรียนให้ลูกได้ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องลงไม้ลงมือ แถมยังเป็นการฝึกลูกให้รู้จักหน้าที่ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตัวเด็กเองเมื่อเค้าเติบโตขึ้นครับ

เสียงร้องไห้ผิดปกติของทารก ที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้!

เสียงร้องไห้ของลูกวัยทารกเป็นการสื่อสารของลูกในวัยนี้  นั่นเป็นเพราะลูกต้องการบอกความต้องการของตัวเอง เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้ว่า ตอนนี้หนูรู้สึกเจ็บปวดนะ   ตอนนี้หนูหิวแล้วนะ  หนูไม่ชอบเลยเปียกแฉะแบบนี้ ฯลฯ เพียงแต่การร้องไห้ทั่ว ๆ ไป หิว เปียกแฉะ เมื่อลูกน้อยได้กินนม ได้เปลี่ยนผ้าอ้อม รู้สึกอิ่มและสบายตัวแล้วจะหยุดร้อง แต่ที่ร้อง ร้อง และร้อง โดยที่พ่อแม่เองก็หาสาเหตุไม่ได้นี่สิ คืออะไรกันแน่

การร้องไห้โคลิก (Colic)

การร้องไห้โคลิก คือ การร้องไห้ของลูกที่มักจะเกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 สัปดาห์แรกคลอด ช่วงเวลาที่ลูกร้องมักจะเป็นช่วงเย็น ช่วงหัวค่ำ ถึงตอนดึกก็มี  หากคุณแม่คลำดูที่หน้าท้องของลูก จะรู้สึกว่าหน้าท้องจะแข็งและเกร็งมาก

ลักษณะการร้องไห้ที่สังเกตได้

ลูกจะร้องโยเย  ร้องกวนอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ  ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่หยุดร้อง  การร้องไห้แบบโคลิกเป็นอาการของเด็กแรกเกิดที่คล้ายอาการปวดท้องลำไส้บิดตัวเป็นพัก ๆ ยิ่งร้องไห้มากและร้องดังเท่าไร อากาศจะยิ่งเข้าไปภายในช่องท้องและลำไส้ ท้องก็จะยิ่งแข็งและผายลมออกมามาก อาการโคลิก มักจะเป็นวันละครั้ง มักจะร้องไห้ช่วงเย็นไปจนถึงค่ำ จะร้องอยู่อย่างนั้นประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง

แก้ไขอย่างไร

1.อุ้มลูกพาดไหล่ และลูบหลังเบา ๆ เดินไปเดินมา หรืออุ้มในท่าคว่ำลงบนท่อนแขน การอุ้มท่านี้จะทำให้เค้ารู้สึกสบายท้องมากขึ้น

2.การปวดท้องโคลิกบางครั้งมาจากการแพ้นมวัว สำหรับเด็กทารกที่กินนมแม่อย่างเดียวโดยไม่ได้กินนมวัวตั้งแต่เกิดดังนั้น คุณแม่ควรงดเว้นการดื่มนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวทุกชนิด เช่น  ไอศกรีม เนย  หรือนมเปรี้ยว แล้วให้ลูกกินนมแม่เพียงอย่างเดียว

ถ้าหากลูกยังอาการไม่ดีขึ้นคุณแม่ทดลองงดอาหารทะเลและไข่เพิ่มเติมนะคะ หากทดลองแล้วยังไม่หายอีก  แบบนี้ต้องถึงมือคุณหมอแล้วค่ะ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

นมแม่ สารพัดประโยชน์

สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่อาจจะยังไม่ทราบว่าในน้ำนมแม่มีสารอาหารอะไรบ้าง วันนี้มาลองดูกันคะ

  1. น้ำนมแม่ช่วยในการมองเห็นและบำรุงสมอง – เพราะในนมแม่มีไขมันไม่อิ่มตัวอย่าง DHA เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของไขมันในสมอง โดยไขมันนี้ก็คือโครงสร้างของเซลล์สมองและจอประสาทตา อีกทั้งในน้ำนมแม่ยังมีส่วนประกอบของสารทอรีน ซึ่งทอรีนเป็นสารที่ช่วยในเรื่องของการพัฒนาของทารก ทำให้เด็กทารกจะมีสภาพร่างกายแข็งแรงและมีสติปัญญาที่ดี
  2. น้ำนมแม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ – ในน้ำนมแม่เหมือนเป็นปราการด้านแรกที่มีสารป้องกันเชื้อโรคของลูกน้อย ด้วยสารแลคโตเฟอร์รินเป็นสารประเภทโปรตีน ที่มีความสามารถในการย่อยง่ายกว่าโปรตีนในนมชนิดอื่น และยังมีคุณสมบัติที่ช่วยดักจับพวกแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารของลูกน้อย นอกจากนั้นยังมีไลโซไซม์ ที่เป็นเอนไซม์ตัวสำคัญทำหน้าที่ช่วยย่อยสลายเชื้อแบคทีเรียได้ดีและไม่สามารถพบได้ที่น้ำนมอื่น นอกจากน้ำนมแม่
  3. น้ำนมแม่ช่วยป้องกันโรคทางเดินหายใจและภูมิแพ้ – ถ้าสังเกตุช่วงแรกที่น้ำนมแม่หลังคลอดประมาณ 2-3 วัน หลั่งออกมาจะมีสีออกเหลือง หรือที่เรียกกันว่าช่วงนมเหลือง โดยลักษณะนี้เกิดจากสารคัดหลั่ง “โคลอสตรัม” สารที่ว่านี้คือสารสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด โดยเด็กที่ได้รับน้ำนมแม่ในช่วงนี้จะไม่ค่อยเกิดอาการโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หูน้ำหนวก รวมไปถึงโรคท้องร่วงด้วย
  4. น้ำนมแม่ช่วยในการขับถ่าย – สารที่อยู่ในน้ำนมแม่มีส่วนช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อให้เกิดโรค โดนจุลินทรีย์ตัวนี้จะไปกระตุ้นการบีบรัดของลำไส้ให้เกิดการขับถ่าย แล้วยังไปช่วยยับยั้งการเกิดเชื้อโรคในลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องเสียอีกด้วย ถือได้ว่าในนมแม่สามารถแก้ท้องผูกและท้องเสียได้นั่นเอง
  5. น้ำนมแม่เพิ่ม EQ ให้ลูกน้อย – การที่เด็กได้ดื่มน้ำนมจากอกของแม่ก็เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะได้สัมผัสกลิ่น รสชาติ และฝึกการใช้อวัยวะในช่องปากซึ่งเป็นก้าวแรกของพัฒนาการเด็กวัยทารก นอกจากนั้นการโอบ กอด สบตาขณะให้นมลูกจะช่วยทำให้เด็กอารมณ์ดี มีความสุข และยังเสริมความมั่นคงทางอารมณ์หรือ EQ ได้เป็นอย่างดี

เมื่อลูกนอนยาก มีวิธีจัดการอย่างไร

 

ลูกนอนยาก ลูกไม่ยอมนอน เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านหนักใจอยู่ไม่น้อย “คุณแม่ขา หนูยังไม่ง่วง” “คุณพ่อครับ ผมอยากเล่นต่ออีก!” “หนูหิว หนูอยากไปห้องน้ำ!” คุณพ่อคุณแม่คงจะคุ้นกับประโยคพวกนี้กันดี ประโยคพวกนี้อาจเป็นสิ่งที่ลูกของคุณพูดกับคุณคืนแล้วคืนเล่า เพราะยังไม่อยากเข้านอน เมื่อลูกนอนยาก เขาจะสามารถคิดหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาอ้าง ตั้งแต่เรื่องแมวน้อยยันชุดนอนที่คันคะเยอ แม้ว่าคุณอาจทำให้ลูกเข้านอนได้แล้ว แต่ไม่นานลูกก็สามารถหาเหตุลุกขึ้นมาจากเตียงได้หลังจากเวลาผ่านไปแค่ห้านาทีต่อมา เรามาดูวิธีกล่อมให้ลูกหลับง่าย ๆ ด้วยวิธีเหล่านี้กันดีกว่า วิธีกล่อมลูกให้หลับ เมื่อลูกนอนยาก จะมีอะไรบ้าง ไปติดตามพร้อมกันเลย

1. ยึดกับเวลาเข้านอนให้เป็นกิจวัตร 

การวางแผนและทำตามแผนการให้เป็นประจำทุกคืน จะทำให้ลูกคุณรู้ว่าลูกต้องทำอะไร การทำแบบเดิม ๆ ทุก ๆ คืนจะทำให้ลูกรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้น ๆ ของวัน ซึ่งเด็กเล็ก ๆ จะได้ประโยชน์มากจากวิธีการนี้ เพราะลูกจะคาดเดากิจวัตรได้

คุณแม่ท่านหนึ่งแบ่งปันประสบการณ์ให้เราฟังว่า สำหรับครอบครัวของเธอ กิจวัตรยามเย็นเริ่มต้นหลังจากมื้อเย็นด้วยการอาบน้ำ จากนั้นก็เป็นการเล่านิทานก่อนนอน ปิดไฟ แล้วคุณพ่อหรือคุณแม่จะอยู่กับลูกชายต่ออีกราวห้านาทีจนลูกเริ่มนิ่ง แล้วก็จะบอกกับลูกว่า “ พ่อ/แม่รักลูกนะ หลับฝันดีนะจ๊ะ” คุณแม่ท่านนี้เล่าว่า ทำแบบนั้นกันตั้งแต่ลูกอายุได้เก้าเดือน และเริ่มนอนหลับตลอดทั้งคืนอย่างได้ผล

2. เมื่อลูกต่อต้าน ขอให้คุณนุ่มนวลแต่มั่นคง

หากลูกลุกขึ้นมาจากเตียง คุณก็ควรฟังเหตุผลของลูกก่อน รับรู้เหตุผลนั้น ๆ แล้วส่งลูกกลับห้องนอนแล้วบอกลูกว่า ลูกไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นมา หากลูกชอบลุกขึ้นมาโดยบอกว่าตัวเองหิวน้ำ คุณก็วางแก้วน้ำ หรือขวดน้ำไว้ที่โต๊ะข้างเตียงให้ลูกเลย อย่าลืมให้ลูกเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน ลูกจะได้ไม่ต้องอ้างว่าลุกขึ้นมาเพื่อเข้าห้องน้ำ คุณควรคิดเผื่อว่าไว้เลยว่าลูกจะใช้ข้ออ้างทำนองไหนบ้าง

3. ให้ลูกทำสิ่งต่าง ๆ ให้เสร็จก่อนเข้านอน

ก่อนเข้านอน ให้ถามลูกเป็นประจำว่าลูกอยากได้อะไร หรือต้องทำอะไรก่อนนอนเปล่า เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกับลูกเรื่องการเข้านอน ถามลูกว่าลูกอยากได้อะไรจากในครัวรึเปล่า ก่อนที่คุณจะปิดประตูครัว ถามลูกว่าลูกอยากเข้าห้องน้ำรึเปล่า ก่อนเข้านอน หากลูกปฏิเสธว่าไม่อยากได้อะไรแล้ว แต่ยังคงลุกขึ้นมาจากเตียงตอนกลางคืนล่ะก็ ส่งลูกกลับไปที่เตียงนอนเสีย คุณพ่อคุณแม่บางคนใช้มาตรการบางอย่างกับลูกที่ลุกขึ้นมาจากเตียงตอนกลางคืน เช่น การให้ลูกงด หรือลดเวลาดูโทรทัศน์ในวันรุ่งขึ้น เป็นต้น

4. ให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมดีสม่ำเสมอ

เพื่อเลี่ยงการรบกับลูกเรื่องการเข้านอน บางครั้งการให้รางวัลก็ได้ผลเหมือนกัน หากลูกนอนกับเตียงไม่ลุกไปไหนเลยในคืนแรก คุณก็อาจให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือให้คำชมก็ได้ เช่น “ลูกนอนกับเตียงทั้งคืนเลย เก่งมาก!” หากคุณอยากให้ลูกได้รู้ว่าลูกจะได้รางวัลเมื่อไหร่ คุณจะสร้างตารางขึ้นมาเพื่อติดตามพัฒนาการของลูกก็ได้ รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรใหญ่โต แค่สติ๊กเกอร์หรือรูปหน้ายิ้มปั๊มที่หลังมือก็เพียงพอแล้ว

 

5 วิธีเลี้ยงลูก พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์

1.หาแรงจูงใจของลูกให้เจอ

เด็กแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน คุณสามารถช่วยลูกหาแรงบันดาลใจได้โดยให้ลูกลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้ลูกพัฒนาด้านสังคม อารมณ์ และสติปัญญาผ่านการทำกิจกรรมเหล่านั้น โดยคุณต้องแน่ใจว่า กิจกรรมต่างๆ ที่ให้ลูกทำนั้น ลูกมีความสุขที่ได้ทำ ไม่ใช่ถูกบังคับให้ทำ

2. สอนลูกให้ลูกจักวิธีแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม

เด็กบางคนไม่รู้วิธีที่จะแสดงความรู้สึกออกมา บางครั้งแสดงออกมาเกินไป แต่บางครั้งก็แสดงออกมากเกินไป คุณสามารถช่วยลูกได้ด้วยการสอนให้เขาแสดงความรู้สึกออกมาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้วิธีการที่ใช้นั้นอาจต่างกันไปในเด็กแต่ละคน เช่น หากลูกกำลังโกรธ ลองช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะระบายอารมณ์ และแสดงความโกรธอย่างเหมาะสม หากลูกไม่อยากแสดงความรู้สึก คุณอาจต้องลองหลายๆ วิธีที่จะให้เขาแสดงความรู้สึกและอารมณ์ออกมา ไม่ควรปล่อยให้ลูกเก็บความรู้สึกอัดอั้นในภายใน เพราะอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ในอนาคตได้

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์4 578x384.jpg 5 วิธีเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์ พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์

3. หาให้เจอว่าลูกต้องพัฒนาในจุดไหน

หาให้เจอว่าลูกต้องพัฒนาด้านสติปัญญา หรือต้องพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์กันแน่ ทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญ และไม่อาจมองข้ามได้ทั้งคู่ เมื่อคุณหาเจอ คุณจะสามารถพัฒนาลูกน้อยในส่วนที่เขาขาด ซึ่งจะทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน ทั้งฉลาดด้านสติปัญญาและสามารถจัดการอารมณ์ได้ดีด้วย

4. อย่ากลัวความล้มเหลว

เด็กที่เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง เขาจะได้เรียนรู้ว่าความล้มเหลวสำคัญอย่างไร ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่ามันสอนให้เรารู้จักปรับปรุงในสิ่งที่เราทำผิดพลาดไป อย่างไรก็ตาม เด็กเก่งๆ อาจมองว่าความล้มเหลวเป็นสิ่งที่น่ากลัว คุณจำเป็นต้องสอนเขาให้รู้จักรับมือกับความล้มเหลว หรือการถูกปฏิเสธ และสอนให้เขารู้จักใช้ประโยชน์จากความล้มเหลวนั้น

5. ปลูกฝังเอกลักษณ์ส่วนตัวของลูก

เด็กจะไม่สามารถที่จะพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ ถ้าเขาไม่ได้พัฒนาตัวตนของเขา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ถ้าคุณยังไม่รู้จักหรือไม่สนใจความรู้สึกของตัวเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ปกครองที่ต้องการที่จะเลี้ยงลูกให้มีความรอบรู้ทั้งสติปัญญาและอารมณ์พยายามที่จะการปลูกฝังเอกลักษณ์ส่วนตัวของลูก ด้วยให้พวกเขาเป็นตัวของตัวเอง และค้นหาสิ่งที่ลูกรักที่สุด สิ่งที่ลูกฝันอยากเป็น สิ่งที่ลูกสนใจมากที่สุด พ่อแม่คือกำลังใจที่ดีที่สุดที่จะช่วยลูกไปถึงเป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่มือใหม่ ต้องหยุดทำเมื่อเลี้ยงลูก

  1. หยุด! เป็นพ่อ-แม่ ยอดมนุษย์ สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ จะมาทำงานหนักหรือมีกิจกรรมรัดตัว เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ คุณต้องรู้จักแบ่งเวลาเพื่อนำมาดูแลลูกน้อย เพราะ 5 ขวบปีแรก เป็นช่วงที่ลูกน้อยจะมีการเรียนรู้และซึมซับสิ่งต่าง ๆ จากพ่อแม่มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อและคุณแม่ต้องให้เวลาและใส่ใจดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี
  2. หยุด! พาลูกไปในที่แออัด ที่แออัดคนเยอะ ฝุ่นเยอะ ไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลยสำหรับวัยเด็ก เพราะยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ หากเกิดอาจจะเจ็บป่วย อาจส่งผลให้ออกอาการรุนแรงกว่าที่เกิดในผู้ใหญ่
  3. หยุด! สร้างความสนุกกับลูกด้วยความตื่นเต้น ทารกและเด็กเล็กยังบอบบาง การเล่นกับเด็กด้วยการโยนลูกขึ้นลง แกว่งไปมา อาจสร้างความหวาดกลัวให้เด็ก และทำให้สมองที่บอบบางของเด็กได้รับแรงสั่นสะเทือน จนอาจเกิดผลกระทบหรือมีอาการบาดเจ็บในสมองได้
  4. หยุด! ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของเด็ก ผิวเด็กบอบบางมาก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ซักผ้า ล้างอุปกรณ์ ควรเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เพื่อความอ่อนโยนต่อผิว และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์แรงและมีสารตกค้างสูง
  5. หยุด! ให้ลูกกินอาหารรสหวานมากเกินไป แม้ความหวานจะไม่เป็นโทษต่อร่างกายของเด็กเท่าผู้ใหญ่ แต่ความหวาน โดยเฉพาะขนมก็ไม่สร้างประโยชน์แก่ร่างกาย เพราะจะทำให้ลูกของคุณเป็นคนติดรสหวานไปจนโต ซึ่งทำให้มีการสะสมน้ำตาลตั้งแต่วัยเด็ก เกิดเป็นต้นเหตุของสารพัดโรค
  6. หยุด! ฝากคนนั้นเลี้ยงลูกที คนนี้เลี้ยงลูกที เข้าใจว่ายุคสมัยนี้ ทั้งพ่อและแม่ต้องช่วยกันทำมาหากิน ทำให้ไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก แต่ผลเสียที่จะเกิดตามมามีมากมายนัก• วัย 0 – 5 ขวบ เป็นช่วงอายุที่เด็กเปิดรับและฝังจำสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ผู้เป็นพ่อแม่จะไม่มีทางรู้เลยว่า ลูกน้อยไปเจอสิ่งใดมา รับสิ่งใดเข้าไป ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ ที่แย่กว่านั้นคือยังควบคุมไม่ได้ หากเด็กมีปัญหา พ่อแม่จะหมดสิทธิ์ช่วยลูกแก้ปัญหาทันที เพราะเด็กจะไม่แสดงออกด้วยการพูดอธิบาย แต่จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่มีทางเดาได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อย • การเปลี่ยนคนดูแลไปเรื่อย ๆ เด็กอาจจะเข้าใจได้ว่าไม่มีคนรัก ไม่มีคนต้องการ กระทั่งพ่อแม่ยังไม่ต้องการเลย เพราะวัยเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล ถ้าไม่มีพ่อแม่หรือคนที่เด็กอยู่ด้วยบ่อย ๆ จนรู้สึกสนิทใจแล้ว เด็กจะรู้สึกเหงาและสร้างกำแพงในใจ ถึงแม้โตแล้วจะเป็นคนร่าเริงแต่ความรักและความสนิทใจที่จะให้กับใครสักคน จะเกิดขึ้นได้ยาก • คนที่พ่อแม่เอาลูกไปฝาก ไม่รู้ว่าจะรักลูกของเราไหม ถ้าไปเจอคนไม่ดี ไม่รัก จะเป็นฝันร้ายที่สุดของเด็กเลยก็ว่าได้
  7. หยุด! ใช้อารมณ์และแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อหน้าเด็ก ความจริงแล้วในข้อนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครและวัยใดทั้งสิ้น ความรุนแรงทำให้เกิดความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับเด็กจะได้รับผลเสียยิ่งกว่านั้น เพราะนอกจากจะบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจแล้ว วัยเด็กยังไม่สามารถแยกดีชั่วได้อย่างผู้ใหญ่ เด็กจะจำพฤติกรรมเหล่านี้ไปใช้ต่อ และมองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม
  8. หยุด! ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเลี้ยงลูก การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เล่นเกมส์จากแท็บเล็ต หรือปล่อยให้รายการโทรทัศน์เลี้ยงลูกของเรา มีผลการวิจัยว่า เด็กอายุ 0-7 ปี ไม่ควรได้รับแสงรังสีจากหน้าจอ LCD เพราะเป็นอันตรายต่อสายตาและสมอง ซ้ำร้ายยังเกิดผลเสียต่อสมาธิและพฤติกรรมของเด็ก เนื่องจากภาพที่แวบไปแวบมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กสมาธิสั้น รายการบันเทิงหรือเกมส์สมัยใหม่ สำเร็จรูปจนเกินไป มีผลลัพธ์เฉลยเด่นชัด ทำให้เด็กไม่ได้ใช้ตรรกะและสมองคิดตาม วัยเด็กที่ควรวิ่งเล่น บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ได้รับลม แสงแดด สีสันจากธรรมชาติ ก็จะได้เพียงการบริหารกล้ามเนื้อนิ้วมือจากการจิ้มแท็บเล็ตในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น
  9. หยุด! ควรคาดหวังให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ พ่อแม่ทุกคนนอกจากอยากให้ลูกน้อยมีความสุขแล้ว คงอยากให้ลูกเป็นคนเก่งด้วย จึงมักวางแผนพาลูกไปเรียนพิเศษด้านต่าง ๆ ด้วยความคิดที่ว่า หากเด็กดูโตและมีความสามารถมากกว่าวัย คือเด็กฉลาด เช่นให้ลูกเรียนพิเศษวิชาการตั้งแต่เล็ก ท่อง a b c ได้ก่อนใคร ๆ พาไปประกวด ให้พบเจอผู้คนมาก ๆ จะได้กล้าแสดงออก ฯลฯ ความจริงแล้ว พ่อแม่มือใหม่ควรเรียนรู้ว่ากระบวนการเติบโตของเด็กเป็นอย่างไร เพราะการพาลูกทำอะไรที่ยังไม่เหมาะสมกับวัยของเขา จะทำให้เขาสูญเสียช่วงวัยเด็กที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย ปล่อยให้ลูกได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ จะทำให้ลูกของเราพัฒนาทั้ง IQ และ EQ ได้ดีกว่าในระยะยาว

ยังมีเรื่องพึงระวังอีกมาก สำหรับการเลี้ยงลูกเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ควรทำอะไรที่มากหรือน้อยเกินไป คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรไตร่ตรองข้อมูลและปรับใช้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสมกับครอบครัวและสิ่งแวดล้อมของคุณมากกว่า บางอย่างอาจจะปล่อยให้เป็นธรรมชาตินะคะ

อาหารมื้อแรกของลูก

อาหารมื้อแรกเริ่มได้เมื่อพร้อมแต่ต้องไม่เร็วกว่าอายุ 4 เดือนอาหารมื้อแรกควรต้องได้อย่างเต็มที่เต็มมื้อตั้งแต่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนหนึ่งยังเข้าใจไม่ถูกต้องคือปริมาณอาหารที่เหมาะสมต่ออายุนั้นๆค่ะเพราะบางบ้านเด็กอายุ 1 ขวบกินอาหาร 3 มื้อก็จริงแต่กินมื้อละ 3 ถึง 5 คำแบบนี้เรียกว่าเต็ม 3 มื้อแต่ไม่เต็มที่ค่ะ แบบนี้เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและทำให้การเจริญเติบโตเกิดปัญหาได้ คำว่าเต็มมื้อ คือการกินปริมาณให้เหมาะสมกับวัยและน้ำหนักค่ะ

สรุปง่ายๆ ก็คือ

อายุ 6 เดือนรับประทาน 5 ช้อนโต๊ะ 1 มื้อ

อายุ 7 เดือนรับประทาน 6-8 ช้อนโต๊ะ 1 มื้อ

อายุ 8-9 เดือนรับประทาน 7-9 ช้อนโต๊ะ 2 มื้อ

อายุ 10-12 เดือนรับประทาน 10-12 ช้อนโต๊ะ 3 มื้อ

สิ่งที่สำคัญอีกประการหลังจากเริ่มกินอาหารเป็นมื้อคือนมค่ะ ยังแนะนำให้กินนมแม่นะคะหรือนมผง หากไม่มีนมแม่ให้จัดการเรื่องการกินนม 2 อย่างคือ

1 งดนมมื้อดึกให้ได้หลังอายุ 6 เดือนค่ะ เพราะทำให้เด็กหลับยาวและกินอาหารตอนกลางวันได้มากขึ้น ทั้งยังไม่ทำให้ฟันผุด้วยเนื่องจากหลัง 6 เดือนเด็กจะเริ่มมีฟันน้ำนมซี่แรกงอกออกมาแล้วค่ะ

2เพิ่มปริมาณนมต่อมื้อหากกินนมสต๊อกหรือนมผงให้ได้ 6-8 ออนต่อมื้อ เพื่อฝึกขยายปริมาณกระเพาะอาหารของเด็กให้ใหญ่ขึ้นและลดจำนวนมื้อลงเป็น 3-4 มื้อต่อวัน บางบ้านไม่ยอมเพิ่มปริมาณนมยังคงกินทีละ 4 ออนทำให้หิวบ่อยอิ่มง่ายและสุดท้ายทำให้กินข้าวต่อมื้อได้น้อย

อาหารสำหรับลูกควรต้องมีทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และกากใยอาหารนะคะ ดังนั้นต้องพยายามทำให้ลูกได้รับอาหารครบ 5 หมู่ทุกครั้งทุกมื้อ ในอดีตคนไทยนิยมให้อาหารมื้อแรกเป็นกล้วยขูดซึ่งมีแต่คาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก + วิตามินอีกเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ พอโตขึ้นหน่อยก็เอากล้วยไปบดกับข้าวแล้วกินเป็นมื้อสิ่งที่ตามมาคือกินแต่แป้งแต่คาร์โบไฮเดรตไม่มีไขมันไม่มีกากใยอาหาร และที่สำคัญไม่มีอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเด็กจะเริ่มซีดจากการขาดธาตุเหล็กส่งผลต่อพัฒนาการได้นะคะ

คาร์โบไฮเดรตได้จากข้าวเป็นหลักสำหรับคนไทย หากเลี้ยงลูกแบบฝรั่งหน่อยหรือคีนัวหากมีความเก๋ไก๋ในการเตรียมอาหาร แนะนำว่าช่วงแรกบดให้ละเอียดและเริ่มบดหยาบหลังอายุ 8-9 เดือนได้ค่ะ

โปรตีนและไขมันได้จากเนื้อสัตว์เป็นหลักค่ะ แนะนำให้เริ่มจากตับและเนื้อที่มีสีแดงเช่นเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเนื่องจากเป็นเนื้อที่มีปริมาณธาตุเหล็กสูงจากนั้นอาจเริ่มสลับด้วยเนื้อไก่และเนื้อปลาได้ค่ะ

กากใยอาหารได้จากผักและผลไม้เป็นหลัก แนะนำให้เริ่มกินผักใบเขียวก่อนนะคะแล้วค่อยเริ่มผักสีสันอื่นๆเพิ่มเข้าไปเช่นใบตำลึงผักโขมบล็อคโคลี่แครอทและอื่นๆตามสะดวกได้เลยส่วนผลไม้นั้นเริ่มที่กล้วยน้ำว้าสุกมะละกอแล้วค่อยๆเพิ่มเข้าไปอีกไม่ควรปรุงแต่งรสชาติอาหารเลยนะคะ

โดยปกติอาหารทุกชนิดสามารถเริ่มได้พร้อมกันเลยตั้งแต่อาหารมื้อแรกไม่ต้องเริ่มทีละชนิดแต่หากกังวลว่ากลัวจะแพ้อาหารโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีประวัติการแพ้อาหารหลายชนิดของพ่อหรือแม่แนะนำให้เริ่มอาหารทีละชนิดสังเกตอาการแพ้อาหารและเริ่มชนิดใหม่ให้ได้ทุกๆ 3-5 วันค่ะ

อย่าลืมนะคะสารอาหารที่ต้องได้ทุกมื้อก็คือคาร์โบไฮเดรตโปรตีนไขมันและกากใยอาหารค่ะ