อาการท้องแข็งแบบต่าง ๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์

1.ท้องแข็ง จากมดลูกบีบตัวก่อนกำหนด

โดยทั่วไปอาการท้องแข็งลักษณะนี้  จะเป็นอาการท้องแข็งจากมดลูกบีบตัวก่อนกำหนด มักพบบ่อยที่สุดในช่วงอายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ เป็นช่วงที่ลูกในครรภ์จะดิ้นมากที่สุด การที่ลูกดิ้นมาก ๆ ก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มการกระตุ้นทำให้มดลูกบีบตัวบ่อยขึ้น

ซึ่งหลังจากช่วงอายุครรภ์ 32-34 สัปดาห์ไปแล้ว อาการท้องแข็งของคุณแม่จะลดลง คุณแม่บางรายอาจไม่มีอาการเจ็บท้องคลอดจนเลยกำหนดคลอดก็อาจเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็ควรเฝ้าระวังอาการอยู่เสมอ หากพบว่ามีอาการท้องแข็งบ่อย ถี่ขึ้น หรือรู้สึกแข็งมากจนหายใจไม่ออก เมื่อพบอาการลักษณะนี้ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ทันที ซึ่งอาจเป็นสาเหตุการคลอดก่อนกำหนดได้

2. ท้องแข็ง ตามธรรมชาติ (Braxton Hicks Contraction)

อาการท้องแข็งหรือมดลูกบีบตัวเป็นธรรมชาติของการตั้งครรภ์ ซึ่งหากคุณแม่มีอาการบีบตัวของมดลูกหรือท้องแข็งนิดหน่อย หรือที่เรียกว่า ท้องแข็งตามธรรมชาติ  Braxton Hicks Contraction ซึ่งลักษณะท้องแข็งแบบนี้ถือเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างไร

3.ท้องแข็งจากการโก่งตัวของลูกในท้อง 

อาการท้องแข็งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เจอกันบ่อย คือแบบท้องแข็งที่เกิดจากการโก่งตัวของลูกน้อยในครรภ์ ที่ลูกในท้องดิ้น และการโก่งตัวโดยอวัยวะของลูกในท้อง เช่น ศอก ไหล่ หัว เข่าหรือก้น อาการท้องแข็งแบบนี้ไม่มีอันตราย

4.ท้องแข็งจากการกินของแม่ตั้งครรภ์ที่อิ่มมาก

อาการท้องแข็งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่กินข้าวเสร็จ รู้สึกแน่นและอึดอัดท้อง สามารถแก้ไขอาการท้องแข็งได้ด้วยการนั่งพัก แล้วยืดตัวยาว เหยียดขาให้ดูสบาย ผ่อนคลาย สักพักอาการจะผ่อนคลายและดีขึ้นตามลำดับ ควรเลือกทานอาหารที่อ่อน ๆ จะช่วยให้การย่อยได้ง่ายขึ้น ไม่แน่นท้องและช่วยให้การขับถ่ายของคุณแม่ดีขึ้น

การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เมื่อเกิดอาการท้องแข็งของคุณแม่ตั้งครรภ์

  1. ควรรับประทานอาหารแต่ละมื้ออย่างพอเหมาะและพอควร ไม่อิ่มมากจนเกินไป
  2. เมื่อปวดปัสสาวะให้เข้าห้องน้ำทันที ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อย
  3. ช่วงใกล้คลอดของไตรมาสสุดท้าย ควรงดการมีเพศสัมพันธ์
  4. หากคุณแม่มีอาการท้องแข็งมากและบ่อยขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกในครรภ์

เมื่อเรียนรู้และเข้าใจอาการท้องแข็งของคุณแม่ตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่สามารถสังเกตอาการได้อย่างใกล้ชิดและถูกต้อง เพื่อสามารถดูแลและเตรียมตัวได้อย่างระมัดระวังปลอดภัยทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

เลี้ยงลูกวัยก่อนเข้าโรงเรียน ให้ได้ดีมีดังนี้

1. เริ่มต้นเร็ว

คุณควรกำหนดความคาดหวัง ว่าจะเลี้ยงลูกไปทิศทางไหน ให้ตรงกับพฤติกรรมที่คุณสามารถทำและควบคุมเด็ก เด็กเล็ก ๆ จะสังเกตจากการเลี้ยงดู และความเคยชิน มากกว่าการพูด แต่ในขณะเดียวกัน ควรเป็นไปตามธรรมชาติและไม่กดดัน เลี้ยงในแบบของคุณแต่ต้องตรงไปในทางที่ลูกต้องการ ลูกจะทำหรือไม่ทำอยู่ที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ

2. การกำหนดค่าใช้จ่าย

เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ ว่ามีลูกต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เด็กวัยนี้ยังใหม่กับโลก เมื่อเขาเห็นสิ่งแปลกใหม่มักจะอยากได้อยากลอง อยากเล่น สิ่งเหล่านี้มักจะทำให้พ่อแม่หลายคนหลงกล เมื่อคุณใช้จ่ายเงินไปกับของพวกนี้ให้ลูกเห็นบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คุณต้องควบคุมตัวเอง และกำหนดขอบเขตการใช้เงินกับลูกตั้งแต่ยังเด็กค่ะ

3. การพูดจี้ หรือ พูดเรื่องไม่ดีช้ำ ๆ กับลูกเป็นสิ่งไม่ดี

ไม่ต้องไปย้ำคิดย้ำทำกับลูก การจู้จี้กับลูกไม่ได้ทำให้เกิดผลดี การพูดคุยกับลูกเพื่อให้ลูกแสดงเหตุผลออกมาจะได้ผลดีกว่า และไม่ต้องพูดกันเรื่องเดิม บ่อย ๆ ด้วยค่ะ

4. สอนความอดทนให้กับลูก

ลูกไม่ได้เป็นเด็กป่วยตลอดเวลา พวกเขาสามารถรับอาการผิดหวัง หรือ อารมณ์หงุดหงิดได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ต้องพยายามหลอกล่อเพื่อให้กลับมาอารมณ์ดีในทันที ลูกควรรู้จักอดทนและเรียนรู้ในบางเรื่องด้วยตัวเอง การฝึกความอดทนของลูกเป็นสิ่งที่ลูกไม่ชอบ และ ไม่คาดหวังในตอนนี้ แต่จะมีผลดีกับลูกมากในอนาคต เวลาที่ลูกต้องไปโรงเรียน ทำกิจกรรม หรือ เข้าสังคมกับเพื่อนหมู่มาก ถ้าลูกมีความอดทน และ จะสามารถควบคุมตัวเองได้ดี เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับเด็กทุกคนที่ควรจะได้รับการฝึกเรื่องนี้ค่ะ

5. ฝึกตัวเองให้ใจเย็น

ถ้าพ่อแม่มีอารมณ์ร้อน อารมณ์เสียใจ มีแนวโน้มว่าเด็กจะอารมณ์เสียได้ง่ายดาย จากการศึกษาวิจัยเด็กในครอบครัวกว่า 350 ครอบครัว เมื่อผู้ปกครองแสดงพฤติกรรมแบบไหนเด็กมักจะทำและแสดงพฤติกรรมแบบเดียวกันในทันที หรือ เก็บไว้ในใจก่อนแล้วแสดงออกมาในเวลาไม่นาน ถ้าพ่อแม่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี เด็กจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีเช่นกันค่ะ

9 อาหารที่แม่ให้นมลูกควรหลีกเลี่ยง

9 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

1. คาเฟอีน

คุณแม่บางคนชอบดื่มชา หรือ กาแฟ เป็นประจำ เพราะบางคนอาจต้องทำงาน ถ้าลูกมีอายุ 1-2 เดือน ไม่แนะนำให้ทานค่ะ เพราะทารกในช่วงวัยนี้ยังกำจัดสารคาเฟอีนเองไม่ได้ แต่ถ้าพ้น 3 เดือนไปแล้วสามารถทานได้ไม่เกินวันละ 2 แก้วค่ะ

2. ปลาทะเลน้ำลึก

คุณไม่จำเป็นต้อง งดทานปลา หรือไม่กินปลาไปเลย เพราะปลาต่างชนิดกันมีปริมาณปรอทไม่เท่ากัน อีกทั้งในปลามีสารอาหารเยอะ เพียงแต่ปลาทะเลน้ำลึกบางชนิดมีสารปรอทเยอะ และไม่สามารถตรวจสอบได้นั่นเองค่ะ

3. ช็อคโกแลต

ช็อคโกแลตบางยี่ห้อมีสารคาเฟอีน หรือ มีแอลกอฮอล์ ดังนั้นในช่วง 1-3 เดือนของการให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงไปก่อนดีกว่าค่ะ

4. บล็อดโคลี และ กระหล่ำปลี

ผัก ทั้ง 2 อย่างนี้อาจทำให้เกิดก๊าชในกระเพาะของเด็กทารกได้ อาจทำให้ทารกมีอาการท้องอืด หรือปวดท้องได้

5. ถั่วลิสง

มีคนจำนวนมากที่แพ้ถั่ว ดังนั้น ช่วงให้นมลูก 1-6 เดือนแรกควรหลีกเลี่ยงการกินถั่วไปก่อน เพราะลูกอาจแพ้ถั่วได้ค่ะ

6. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือ ยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้มีผลเสียกับระบบพัฒนาการของทารก และ ทำลายเซลล์สมองของทารกโดยตรง ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด

7. ข้าวสาลี

เด็กทารก 1-6 เดือนจะมีอาการแพ้อาหารง่าย แล้วก็มีหลายกรณีที่เด็กมีอาการแพ้แป้ง หรือ ข้าวสาลีนั่นเอง

8. ผลไม้บางอย่าง

เช่น มะนาว สัปปะรด หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของทารก ยังไม่สามารถรับรสอาหารพวกนี้ได้ ถ้าเผลอกินเข้าไปอาจทำให้ทารกมีอาการปวดท้องได้ค่ะ

9. กระเทียม

เป็นเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นแรง ถ้าคุณกินเข้าไป อาจทำให้น้ำนมมีกลิ่นเปลี่ยนไป ทารกอาจจะไม่ยอมกินนมก็ได้ค่ะ

ลูกไม่ยอมกินผัก ฝึกลูกกินผักยังไงดี

วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ หลายแบบ มาให้คุณแม่และคุณพ่อเลือกนำไปใช้ เพื่อให้ลูกกลับมากินผัก ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ฝึกให้ลูกกินผักแบบต้มให้เปื่อย เพราะจะกินได้ง่ายกว่าการให้ลูกเริ่มกินผักสด ทุกอย่างต้องต้มเปื่อยเพื่อการกินที่สะดวกและปลอดภัยค่ะ

2. ให้ลูกกินผักที่เหมาะสมกับวัยของลูก ควรเริ่มจากผักที่นิ่ม ๆ เช่น ฟักทอง ตำลึง แครอทต้มเปื่อย ผักเหล่านี้ง่ายต่อการกินสำหรับเด็ก ควรเริ่มจากผักพวกนี้ก่อนค่ะ

4. คุณพ่อคุณแม่ควรกินผักให้ลูกเห็นบ่อย ๆ หรือ ควรมีเมนูอาหารผัก บนโต๊ะอาหารทุกครั้ง เพื่อให้ลูกคุ้นชินกับการกินอาหารที่หลากหลาย

5. ควรให้ลูกนั่งกินอาหารพร้อมพ่อแม่ และให้ลูกตักอาหารทานเอง ลูกจะได้ตักกินได้เองทุกอย่าง อย่าไปเลือกอาหารให้ลูกกินค่ะ

6. ถ้าไปกินอาหารนอกบ้าน ควรสั่งอาหารให้ลูกกินแบบปกติ ไม่ต้องบอกคนทำว่า ของเด็ก ไม่ต้องใส่ผักมานะ ควรสั่งแบบปกติแต่ขอแบบไม่เผ็ด เพื่อความถูกต้องในการกินอาหารของเด็กจนโตค่ะ

7. หัดให้ลูกกินผัก จากปริมาณน้อย ๆ ไปหามาก เช่น สัปดาห์แรกเริ่มจาก 1 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็น 2 ช้อนโต๊ะ เป็นต้น

คุณแม่ที่กำลังเจอปัญหาลูกเลือกกิน ไม่ยอมกินผัก ก็ลองนำเทคนิคต่าง ๆ ที่เราแนะนำไปลองปรับใช้กับเจ้าตัวน้อยดูนะคะ ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้ลูก ๆ ที่น่ารักกลับมากินผัก ได้อีกครั้งเพื่อสุขภาพที่ดี คุณพ่อคุณแม่สู้ ๆ นะคะ

วิธีรับรู้อารมณ์ของลูกในครรภ์ และการกระตุ้นพัฒนาการ

1. ให้เข้าใจว่าลูกสามารถได้ยินเสียงเราได้อย่างไร

เด็กทารกในครรภ์สามารถได้ยินเสียงแม่และสิ่งรอบข้างได้ตอน 23 สัปดาห์ และ สมองสามารถกลั่นกรองความคิดได้เองตั้งแต่ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป จะเห็นว่าเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดประมาณ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป ถ้ารอดชีวิตก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพราะสมองและการรับรู้ต่าง ๆ สมบูรณ์แล้ว ติดแค่เรื่องการหายใจ ที่ยังไม่สามารถหายใจได้เองเท่านั้น

2. ใช้เสียงของคุณกระตุ้นเมื่อถึงเวลา

ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกขยับตัว หรือ เคลื่อนไหวไปมาได้ด้วยการกระตุ้นด้วยเสียงของคุณแม่เอง ถ้าคุณแม่รู้จังหวะ และฝึกพูดกับลูกตั้งแต่แรก ๆ คุณแม่สามารถทำให้ลูกดิ้นหรือกระเพื่อมตรงหน้าท้องได้ตอนที่ลูกไม่หลับค่ะ ลองทำดูนะคะ

3. ทารกสามารถรับรู้รสชาติ และตอบสนองต่อแสงได้

นอกจากจะได้ยินเสียงคุณแม่และสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ดีแล้ว เด็กทารกในครรภ์ยังรับรู้เรื่อง รส ของอาหารได้อีกด้วย รสหวาน รสเปรี้ยว รสเผ็ดลูกรับรู้ได้แต่ไม่มากเท่ากับเด็กที่คลอดออกมาแล้ว เพราะยังมีระบบต่าง ๆ ในร่างกายของคุณแม่คอยกลั่นกรองให้ และเมื่ออายุครรภ์ 5 เดือน หรือ 20 สัปดาห์เป็นต้นไป ทารกในครรภ์สามารถรับรู้แสงจากภายนอกและตอบสนองต่อแสงด้วยการกระพริบตาได้แล้วค่ะ

4. คุณแม่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์

อย่างที่นักวิจัยได้กล่าวว่า ความคิดและอารมณ์ของแม่มีอิทธิพลกับชีวิตของลูกและความนึกคิดของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็กจะถูกผูกมัดด้วยอารมณ์ และ ฮอร์โมนของคุณตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แม่ท้องส่วนมากจึงต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งและใช้ชีวิตให้มีความสุขตลอดการตั้งครรภ์ค่ะ

5. ผลวิจัยชี้ชัด อารมณ์ของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ มีผลกับบุคลิกภาพและนิสัยของลูกหลังคลอด

คุณแม่ส่วนมาก เมื่อตั้งครรภ์จะมีความกังวลในหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับทารกในครรภ์ที่มองไม่เห็น แต่อารมณ์ส่วนนี้ไม่ค่อยส่งผลเสียกับนิสัย และ สุขภาพจิตของลูกหลังคลอดมากนัก อารมณ์ที่ส่งผลเสียกับลูกคือ ความเครียด กดดัน ความทุกข์ ความเศร้า อารมณ์เหล่านี้ส่งผลเสียกับลูกมาก โดยเฉพาะทารกที่ใกล้คลอด จะรับรู้อารมณ์เหล่านี้ได้ไวจนคุณแม่คาดไม่ถึง คุณแม่บางคนที่มีความเครียดมาก ทำให้ตัวเองแท้งมาแล้วก็มีหลายราย หรือ ระหว่างคลอดที่ทารกมีภาวะเครียดก็ทำให้เสียชีวิตได้หลังคลอดทันทีก็มีเช่นกันค่ะ

เด็กแรกเกิด-3 ปี เรียนรู้ภาษาพูด ได้ดีที่สุด

เคล็ดลับฝึกเด็กแรกเกิด-3 ปี เรียนรู้ภาษาพูด ให้ได้ผล

1.สบตาเมื่อพูดคุย

คุณควรนั่งให้อยู่ในระดับสายตาของลูก เวลาพูดควรทำปากและแสดงสีหน้าให้ชัดเจน ลูกจะเลียนแบบและออกเสียงตามได้ง่ายขึ้นค่ะ

2.สื่อสาร 2 ทาง

เมื่อเริ่มพูดกับลูก ต้องพยายามกระตุ้นให้ลูกพูดเลียนแบบเสียงของเราด้วย อย่าให้ลูกเป็นผู้ฟังอย่างเดียว อาจจะแสดงท่าทางประกอบไปด้วยก็ดีค่ะ

3.โต้ตอบกลับเสมอ

เมื่อลูกเริ่มจะพูดเป็นคำออกมา คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มโต้ตอบกลับไปด้วย อาจจะเป็นศัพท์เป็นคำ ๆ ไปค่ะ แต่ต้องชัดเจน เพราะลูกจะจำคำแรกได้อย่างขึ้นใจเลยค่ะ

4.คุยกับลูกบ่อยๆ

การพูดกับลูกบ่อย ๆ จะทำให้พัฒนาการทางด้านการพูดของลูกไปได้เร็วและจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี คุณสามารถพูดกับลูกได้ทั้งวันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ชวนลูกคุยไปเถอะค่ะ ลูกจะชอบเมื่อได้คุยกับคุณด้วยนะคะ

5.ใช้ภาษาพูดปกติ

อย่าใช้ภาษาวิบัติ หรือ คำแปลก ๆ ตามสมัยนิยมเพื่อหลีกเลี่ยงการจดจำภาษาที่ไม่ถูกต้องค่ะ

6.พูดช้า ๆ ชัด ๆ

ถ้าลูกยังเล็กยังไม่ถึง 1 ขวบ ควรพูดช้าๆและออกเสียงชัด ๆ พูดซ้ำ ๆ ไปมาหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้ลูกเริ่มเลียนแบบการพูดตามค่ะ

7.งดการดูสื่อทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ ซีดี วีดีโอ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการสื่อสารทางเดียว และไม่มีการพูดซ้ำแบบช้า ๆ ให้ลูกฟัง ไม่มีการโต้ตอบกับลูก ลูกจะได้แค่ฟังอย่างเดียวจะไม่ได้สื่อสารออกมาค่ะ

8.บางทีลูกก็ต้องการความสงบ

เมื่อลูกเริ่มจะเงียบเสียงลง คุณควรให้เวลาส่วนตัวลูกบ้างไม่จำเป็นต้องพูดทั้งวันก็ได้ค่ะ

ไม่ยากเลยนะคะ สำหรับเคล็ดลับ 8 ข้อ ในการพูดคุยกับลูก อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า เด็กแรกเกิด-3 ขวบนั้น สามารถฝึกเรื่องภาษาได้ดีที่สุด ยิ่งได้รับการกระตุ้นที่ถูกวิธีจะทำให้เด็กเป็นคนที่พูดได้ชัดเจนและเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการสื่อสารได้ค่ะ

รู้เพศลูกในท้อง ด้วยเทคนิคง่าย ๆ

1.รู้เพศลูกในท้องจากการสังเกตสะดือของคุณแม่ตั้งครรภ์

เป็นอีกหนึ่งความเชื่อโบราณตามตำราคนท้อง การดูลักษณะของสะดือของคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วยการสังเกตลักษณะของสะดือด้านบนยื่นออกมาหรือสะดือคว่ำ หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีท้องเป็นทรงกลม ตามตำราโบราณบอกว่าน่าจะได้ลูกสาว

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มีลักษณะสะดือด้านล่างยื่นออกมาเป็นสะดือหงาย และท้องเป็นท้องแหลม มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ลูกชาย

2.รู้เพศลูกในท้องจากการดิ้นของลูกในครรภ์

คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ แต่ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกว่าลูกดิ้นเร็วกว่านั้น เชื่อว่าอาจได้ลูกชาย

หากคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นแรงมากกว่าปกติ โดยดิ้นแรง ๆ มีกระตุกหรือเตะท้องจนรู้สึกเจ็บได้ อาจเป็นไปได้จะได้ลูกชายมากกว่าลูกสาว เพราะผู้หญิงนั้นจะดิ้นบ่อยกว่า แต่จะดิ้นเบากว่า

ตามหลักวิทยาศาสตร์ โครโมโซม xx ของทารกเพศหญิงจะมีความคงที่กว่า โครโมโซม xy ของเพศชาย  ดังนั้นลูกดิ้นบ่อยก็เป็นสัญญาณว่าได้ลูกสาว

3.รู้เพศลูกในท้องจากอาการแพ้ท้องของแม่ตั้งครรภ์

คนสมัยก่อนมักมีความเชื่อกันว่าคนท้องที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงจะได้ลูกสาว คนท้องที่มีอาการแพ้ท้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการแพ้ท้องเลยลูกในท้องจะเป็นผู้ชาย

4.รู้เพศลูกในท้องจากสัญชาติญาณคนท้อง

คนสมัยก่อนบอกว่าสัญชาติญาณของผู้หญิงนั้นมักจะมีความแม่นยำสูง โดยมีการบอกต่อกันว่าหากคนท้องมีความคิดและเชื่อมั่นว่า ท้องนี้ได้ลูกเพศไหน โอกาสที่จะเป็นไปตามที่คิดมีความเป็นไปได้ถึง 70% เลยทีเดียว

5. รู้เพศลูกในท้องจากอาการเท้าเย็น

คนสมัยก่อนบอกต่อกันมาว่าหากคนท้องมีอาการเท้าเย็นจะได้ลูกชาย แต่ถ้าคนท้องไม่มีอาการเท้าเย็นคือมีอุณหภูมิปกติหรือเท้าอุ่น แสดงว่าจะได้ลูกสาว

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าคุณแม่ที่ตั้งท้องได้ลูกชาย จะส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ส่วนคุณแม่ที่ตั้งท้องได้ลูกสาวการไหลเวียนของเลือดจะดีกว่านั่นเอง

สำหรับความเชื่อและการคาดเดาจากวิธีการสังเกตเหล่านี้ อาจให้ผลความถูกต้องแม่นยำไม่มากนัก เรียกได้ว่าเอาไว้ทำนายเล่น ๆ ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กลืมตาออกมาดูโลกแล้วกันนะคะ เพราะคุณแม่แต่ละคนก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไป เช่น โรคประจำตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ ความแข็งแรงของร่างกาย สภาพแวดล้อม อายุ รวมถึงการกินอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์แต่ละคนด้วยนั่นเองค่ะ

ปัญหาที่คุณแม่ให้นมลูกต้องเจอ

1.ลูกไม่ยอมดูดเต้า

ปัญหาโลกแตกที่อาจเกิดขึ้นได้  คำถามแรกคือ ลูกเคยดูดนมขวดหรือไม่ ถ้าเคย อาจเกิดจากการติดขวด เพราะดูดเร็ว ดูดง่าย สิ่งสำคัญในช่วง 3 – 4 สัปดาห์แรกหลังคลอดไม่ควรให้ทารกดูดนมจากขวด เพราะจะทำให้เค้าเกิดการติดขวดจนไม่ยอมดูดเต้าของแม่ เพราะไม่ทันใจก็เป็นได้ หรือบางทีดูดนมแม่แล้วแต่ไม่มีน้ำนม แบบนี้ต้องหมั่นให้ลูกน้อยดูดกระตุ้นทุก 2 – 3 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน แม้ไม่มีน้ำนมไหลเพื่อกระตุ้นให้มีน้ำนมไหลออกมามากและเร็วขึ้น

2.ลูกอยากดูดนมตลอดเวลา

ตรงข้ามกับข้อแรกที่ลูกไม่ยอมดูดเต้าเลยนะคะ จริง ๆ แล้วทารกชอบดูดเต้าแม้จะอิ่มแล้ว เพราะเค้ารู้สึกสบายและผ่อนคลาย สังเกตง่าย ๆ ว่าลูกทำท่าดูดนมเฉย ๆ คือ ทำท่าดูดแต่ไม่แรงพอที่จะกลืนนม จังหวะนี้ควรให้ลูกหยุดดูดจะได้ไม่เคยชิน อาจเบี่ยงเบนด้วยวิธีการอุ้ม หรือตบก้นให้ซึ่งก็เป็นการผ่อนคลายเช่นกันค่ะ

3.ลูกกัดหัวนม

โอ๊ย ๆๆ บอกได้เลยค่ะว่าเจ็บจริง เจ็บจัง แต่คุณแม่ต้องพยายามไม่อุทานเสียงดังจนลูกตกใจนะคะ บอกลูกดี ๆ แต่หนักแน่นว่า “ไม่”  บอกลูกค่ะว่าแม่เจ็บนะ อีกไม่นานเจ้าหนูจะเข้าใจว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะลูก

4.ลูกหลับเวลาที่ควรกินนม

วันแรก ๆ หลังกลับจากโรงพยาบาลทารกจะเอาแต่นอนทั้งวัน เพราะร่างกายยังอยู่ในช่วงการปรับสภาพกับโลกใบใหม่นอกครรภ์ของคุณแม่  ถ้าลูกแข็งแรงดีแต่ไม่ยอมตื่นมาดูดนม ไม่เป็นไรค่ะ รอให้ตื่นก่อนค่อยดูดนมก็ได้ แต่ก็อย่าปล่อยให้หลับนานจนเกินไปนะคะ ควรปลุกให้เข้าเต้าบ้าง ในช่วงที่ลูกหลับอยู่นี้คุณแม่อาจต้องปั๊มนมรอลูกนะคะ เพราะอาจเกิดอาการคัดเต้านมได้

5.ลูกดูดนมเท่าไรจึงจะพอนะ

คุณแม่หลายคนคงจะกังวลว่าลูกจะดูดนมอิ่มหรือไม่ แม่จะมีน้ำนมพอให้ลูกหรือไม่ วิธีสังเกตค่ะ ลูกจะไม่ร้องโยเย ดูดปกติ ดูดไปเรื่อย ๆ พออิ่มทารกจะถอนปากออกมาหรือบางคนก็อมเล่นแบบไม่ดูด  นั่นคืออิ่มแล้ว สบายท้องแล้ว แต่ถ้าน้ำนมไม่พอทารกมักจะร้องไห้โยเยแสดงให้คุณแม่เห็นว่า หนูยังไม่อิ่มนะ หากคุณแม่มีน้ำนมน้อย นอกจากจะให้ลูกดูดกระตุ้นแล้ว ควรปั๊มนมหลังจากที่ลูกอิ่มแล้วอีกข้างละประมาณ 5 นาทีจะช่วยเรียกน้ำนมได้นะคะ

6.ท่อน้ำนมอุดตัน

แบบนี้คุณแม่ต้องปวดใจมากแน่ ๆ เวลาที่ให้นมลูกควรกระตุ้นให้ทากรกน้อยดูดนมจนเกลี้ยงเต้า และสวมใส่เสื้อชั้นในที่พอดีไม่เล็กจนเกินไป และก่อนให้นมควรเช็ดบริเวณเต้านมและหัวนมด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดท่อน้ำนมก่อนการให้นม

7.เต้านมคัดมาก

ปัญหาเต้านมคัด เกิดจากการที่น้ำนมแม่ถูกสร้างขึ้นไว้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการระบายออก คุณแม่อาจปล่อยทิ้งช่วงนานเกินไป หรือไม่มีการปั๊มออกในช่วงที่ลูกไม่ได้ดูด ส่งผลให้เกิดอาการคัด เต้านมจะบวม เจ็บ ลานนมตึงแข็ง ทำให้หัวนมสั้นลงจนลูกดูดไม่ได้ คุณแม่บางคนอาจเป็นไข้ได้เลยค่ะ

เมื่อมีอาการเต้านมคัด ให้คุณแม่ทำการประคบเต้านมด้วยผ้าอุ่นจัด นวดและคลึงเต้านมเบา ๆ จากฐานไปที่หัวนม บีบน้ำนมออกจนกว่าลานหัวนมจะนุ่มลง เพื่อให้ลูกงับลานหัวนมได้ง่ายขึ้น ให้ลูกดูดนมจนเกลี้ยงเต้า ประคบด้วยผ้าเย็นหลังจากให้นมเสร็จแล้ว จะช่วยบรรเทาอาการปวดคัดเต้านมได้เบื้องต้นค่ะ

ปัญหาจุกจิกสารพัดสารพันที่คุณแม่ให้นมส่วนใหญ่ต้องเจออย่างน้อยที่สุดไม่ต่ำกว่า 2 – 3 ข้อแน่ ๆ ได้ทราบแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาแล้วนะคะ  อดทนและตั้งใจให้นมแม่ต่อไปเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยค่ะ

5 วิธีการสอนลูกไม่ให้เป็นเด็กเห็นแก่ตัว

1.ให้ลูกได้เข้าสังคม

คณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกให้รู้จักการเข้าสังคม ได้เล่นกับเพื่อนคนอื่นนอกจากคนในบ้าน ยิ่งเล่นกันหลายๆคนยิ่งเป็นเรื่องดี ลูกจะได้ฝึกเรื่องการแบ่งปัน อดทน และ การรอคอย การเล่นกันหลายๆคน อาจมีบ้างที่เด็กจะแย่งของกันเล่น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งกติกา อย่างเช่น ของเล่นชิ้นนี้เล่นได้คนละกี่นาที และต้องผลัดเปลี่ยนกันเล่น

2.สอนลูกให้เรียนรู้อารมณ์ต่างๆ ของตัวเอง

การที่ลูกได้เล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่มย่อมมีบ้างที่จะทำให้ลูกรู้สึกไม่ได้ดังใจ หงุดหงิด เมื่อไม่ได้ของที่ตัวเองต้องการหรืออยากเล่น หรือ รู้สึกผิดหวังเมื่อเพื่อนนำของเล่นที่อยากเล่นกลับบ้าน เมื่อลูกมีอารมณ์แบบนี้คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกับลูกว่าของสิ่งนั้นไม่ใช่ของของลูก ถ้าอยากเล่นต้องขอยืมเพื่อนไว้ก่อน ลูกจะรู้จักอารมณ์ผิดหวังและรู้จักการขอนุญาติก่อนที่จะหยิบของๆคนอื่น

3.ไม่ควรลงโทษลูกด้วยการตี หรือ ดุด่า

การที่ลูกไม่แบ่งของให้คนอื่น คุณพ่อคุณแม่อย่าตีหรือดำหนิลูกต่อหน้าเพื่อน ควรแสดงความรู้สึกให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่ลูกทำ คุณพ่อคุณแม่ผิดหวังนะ ลูกควรแบ่งของเล่นให้เพื่อนๆด้วย เป็นต้น

4.สอนให้รู้จักการให้และการรับอย่างเหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น ลูกมีของที่รักมาก ก็ควรบอกลูกไปว่าอันนี้ลูกไม่ต้องแบ่งให้เพื่อนก็ได้ เพราะคนทุกคนมีของที่รักและไม่จำเป็นต้องแบ่งให้ แต่บางอย่างที่รักไม่มาก ชอบไม่มากก็สามารถแบ่งให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวใช้ได้

5.นำของที่ไม่ใช้แล้วนำบริจาค

เมื่อมีเวลาว่างๆควรชวนลูกนั่งเลือกของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ นำมาแยกเพื่อบริจาค ลูกจะรู้จักแยกแยะของที่จำเป็นกับของที่ไม่จำเป็น และยังทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีน้ำใจอีกด้วยค่ะ

เด็กๆควรได้เรียนรู้อารมณ์ที่หลากหลาย เช่น สนุก ดีใจ เสียใจ ผิดหวัง เพื่อให้ลูกได้รู้จักจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกไม่เป็นเด็กเห็นแก่ตัวคือต้องรู้จักแบ่งปัน เมื่อลูกเริ่มรู้จักแบ่งปันแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ คุณพ่อคุณแม่ควรชื่นชมลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกดีและอยากทำต่อไปเรื่อยๆค่ะ

สาเหตุ ลูกชอบอมข้าว และวิธีแก้ปัญหา

1.ลูกชอบอมข้าว เพราะต้องการต่อต้านจากการถูกบังคับ ขู่เข็ญให้ทานอาหาร

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปดุว่ากล่าวลูก หรือบังคับให้ลูกทานข้าวเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้เด็ก รู้สึกว่าช่วงเวลาบนโต๊ะอาหารเขาไม่มีความสุขเลย และแสดงพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น

2.ลูกชอบอมข้าว เพราะบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่น่าเบื่อทำให้เด็กไม่อยากทานอาหาร

คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างบรรยากาศที่ดีบนโต๊ะอาหาร ทำให้เรื่องการทานอาหารเป็นเรื่องสนุกผ่อนคลาย ไม่ควรไปกดดัน คอยจับผิดหรือบีบบังคับยัดเยียดสิ่งต่าง ๆ ที่ลูกไม่ชอบค่ะ

3.ลูกอมข้าว เพราะมีสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจของเด็กๆไปจากโต๊ะอาหาร

ตัดสิ่งรบกวนต่าง ๆ ที่จะดึงดูดความสนใจจากลูกของคุณไปจากโต๊ะอาหาร เช่น การปิดโทรทัศน์ขณะทานข้าว หรือการมีขวดนมที่ชงรอลูกไว้อยู่บริเวณนั้นเมื่อลูกเห็นก็มักจะไม่อยากทานข้าวแล้วเพราะเห็นว่ามีนมรอเค้าอยู่ค่ะ

4.ลูกอมข้าว เพราะขาดการฝึกทานข้าวที่ถูกวิธี หรือขาดแบบอย่างที่ดี

ระหว่างนั่งทานอาหารด้วยกันคุณพ่อคุณแม่ควรเคี้ยวข้าวให้ลูกดูและสอนให้เค้าทำตาม เคี้ยวแล้วกลืน เคี้ยวแล้วกลืนทำอย่างไร บางทีการที่ลูกอมข้าวเพราะกลืนยาก เพราะตอนกลืนนมนั้นไม่ยาก แต่พอต้องมาเริ่มกลืนอาหารแข็งคงยากสำหรับเด็กบางคนค่ะ

5.ลูกของคุณอิ่มแล้วค่ะ ไม่อยากทานต่อแล้วจึงอมข้าวเอาไว้

หากลูกทานไปได้สักพักแล้วเริ่มอมข้าวนั่นอาจเป็นสิ่งที่เค้าต้องการบอกกับคุณว่าหนูอิ่มแล้ว อย่าพยายามหลอกล่อให้เค้าทานต่อเลยนะคะ คุณควรเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ไม่หิว แต่ถูกบังคับให้กินนั้นต้องอึดอัดและลำบากใจขนาดไหน ดังนั้นเมื่อลูกเริ่มอมข้าวแล้ว ก็แสดงว่าเขาคงเริ่มอิ่ม ให้หยุดป้อนหรือหยุดตื้อดีกว่าค่ะ