ลูกเป็นเด็กหวงของทำยังไงดี

1.สิ่งของที่ลูกหวงจะอยู่กับลูกตลอดเวลา

เพราะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ ลูกจะโอบอุ้ม หิ้วไปไหนมาไหนได้ตลอด ไม่เหมือน พ่อ แม่ คุณครู หรือเพื่อน ที่โรงเรียน ที่ยังไงก็ต้องห่างกันบ้าง

2.รู้สึกอิสระ

เพราะลูกจะทำอะไรกับสิ่งของเหล่านั้นก็ได้ เช่น อุ้มเข้าห้องน้ำ หวีขนตุ๊กตา พูดคุยอะไรกับของรักของตัวเองได้ทุกเรื่องลูกจะแสดงอารมณ์ได้เต็มที่นั้นเองค่ะ

3.ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง

ตอนเด็กๆลูกอาจจะคิดว่าลูกเป็นของคุณแม่ แต่เมื่อโตขึ้นลูกจะรู้ว่าลูกจะมีของ ๆ ตัวเอง และอะไรที่เป็นของตัวเองลูกมักจะหวงทันที “ของหนู ๆ” คำๆนี้คุณพ่อคุณแม่จะได้ยินบ่อยมากแน่นอนค่ะ

การจะแก้ไขไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของไม่ยาก แต่ต้องช่วยกันทั้งบ้าน ว่าอันนี้ของเขานะ ถ้าเขาจะหวงก็อย่าไปดุ หรือ อย่าไปบังคับให้เขาแบ่งของให้คนอื่นถึงเขาจะให้แต่เขาไม่เต็มใจแน่นอนค่ะ

การสอนไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของมากเกินไป

1.คุณแม่จะหยิบของๆเขาควรบอกกับลูกเสียก่อน อย่างเช่น จะเอาน้องหมีเน่าตัวโปรดไปซักก็ควรบอกลูกก่อน ว่าถึงเวลาทำความสะอาดแล้ว น้องหมีเน่าไม่สบายตัวต้องซักแล้วนะคะ อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าคุณแม่แย่งของ ๆ ลูกไป ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดี ๆ อธิบายเหตุผลรับได้ค่ะ

2.ทำสัญลักษณ์ ให้รู้ไปเลยว่าของสิ่งนี้เป็นของลูก ถ้าไม่ใช่ของพวกนี้ ลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง

3.สอนให้รู้ว่าสิ่งของบางอย่างในบ้านใช้ร่วมกันได้ ไม่ได้เป็นของหนูคนเดียว เช่น ถ้าลูกจะดูทีวี ก็ควรดูด้วยกันพร้อมกัน ไม่ควรให้ลูกผูกขาดดูช่องที่อยากดูเท่านั้น ควรแบ่งกันดูถึงจะถูกต้องค่ะ

4.สอนให้ลูกรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่ของลูกต้องบอกให้ชัดเจน แยกของกันอย่างชัดเจนเลยก็ดีค่ะ เพราะอะไรที่อยู่ในบ้านลูกมักคิดว่าเป็นของเขาทั้งหมด

การสอนแบบนี้จะทำให้ลูกเป็นคนรู้จักแบ่งปัน แยกแยะได้ว่าสิ่งไหนเป็นของเขา และลูกยังรู้จักการรอคอยอีกด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่หวงของสุด ๆ แต่เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย อาการหวงของจะค่อย ๆ หายไปเองค่ะ สบายใจได้

กระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องให้ลูกแรกเกิด

ช่วงอายุ แรกเกิด – 4 เดือน

ในช่วงแรกเกิด – 1 เดือน พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่สำคัญ คือ  การชันคอ พออายุได้ประมาณ 2 เดือน – 3 เดือน ลูกจะชันคอได้ และเริ่มพยายามพลิกคว่ำ และหงายด้วยตนเอง

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

ให้ลูกนอนคว่ำบนพื้นไม่อ่อนนุ่มจนเกินไปเพราะอาจเกิดอันตรายทำให้จมูกของลูกจมลงทำให้ลูกขาดอากาศหายใจได้ การนอนคว่ำจะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังและคอแข็งแรงขึ้น แต่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดนะคะ เพื่อความปลอดภัยของทารกน้อย

ช่วงอายุ 4 – 6 เดือน

ในช่วงนี้ลูกน้อยจะเริ่มพลิกคว่ำและหงายได้เอง คุณพ่อคุณแม่สังเกตนะคะ หากลูกคว่ำอยู่จะทำท่าเหมือนพยายามจะว่ายน้ำ ค่อย ๆ คืบไปข้างหน้า สามารถพยุงลูกนั่งได้ด้วยการใช้หมอนหนุนหลังหรือให้มีคนประคองลำตัวกันล้ม

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกคว่ำหงายเองได้โดย

1.เมื่อลูกนอนหงาย ให้คุณแม่ถือของเล่นให้ลูกมองตามไปข้างหนึ่งจนพลิกตัวเพื่อหยิบของเล่น

2.เล่นกับมือ เท้า ขา และแขนของลูก จะได้ออกกำลังกาย

3.ขณะที่ลูกนอนคว่ำอยู่ ใช้ของเล่นล่อให้ลูกมองตามและพยายามหงายกลับมาหยิบของ

4.ดันไหล่และแขนของลูกขณะที่เขานอนหงาย

5.เปลี่ยนให้ลูกนอนคว่ำบ้างหงายบ้าง ขณะที่ลูกตื่น

6.ฝึกให้ลูกออกกำลังขาให้แข็งแรงโดยให้ลูกเตะขา เช่น  ให้ลูกเตะขาในน้ำ

7.ยันขาลูกด้วยมือ ให้เขาออกกำลัง ดัน หรือจับขาลูกขึ้นแล้วปล่อย

ช่วงอายุ 6 – 8 เดือน

นั่งเองได้แต่ไม่นาน หรือเอามือยันพื้นไว้  เมื่ออุ้มอยู่ในท่ายืนลูกสามารถยันขาเพื่อพยายามรับน้ำหนักของตัวเอง

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

1.จับลูกน้อยนั่งแล้วหยิบของเล่นเคลื่อนไหวในระดับสายตา หรือพูดคุยกับลูกด้วย

2.ให้ลูกทรงตัวหรือประคองลูกนั่งแล้วให้เล่นของเล่นเพลิน ๆ

3.ให้นั่งเก้าอี้เด็กเมื่อลูกเริ่มรับประทานอาหารเสริม

4.พยุงลูกเพื่อหัดยืนสิ่งสำคัญต้องรับน้ำหนักตัวลูกไว้ 50 % นะคะ เพราะกระดูกของลูกยังไม่แข็งแรง เพียงเพื่อหัดให้ลูกรู้จักการทรงตัวเท่านั้น

ช่วงอายุ 8 -10 เดือน

ลูกน้อยเริ่มลุกนั่งได้เอง คลานได้ เริ่มเกาะเหนี่ยวรั้งตัวยืนขึ้น และยืนเกาะราวลูกกรงได้

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

1.ชวนลูกให้คลานตามของเล่นที่ขยับได้ หรือคลานหยิบของเล่นทีละชิ้น ในช่วงที่เจ้าหนูเริ่มคลานได้แล้วต้องระวังสิ่งของใกล้ตัว อย่าให้มีชิ้นเล็ก หรือของมีคมที่อันตราย ควรเก็บให้มิดชิดปลอดภัย เพราะลูกจะคลานเล่นไปทั่วและเริ่มหยิบจับของเข้าปาก

2.กระตุ้นให้ลูกเหนี่ยวแขนหรือเกาะยืน ใช้ของเล่นล่อให้ลูกเกาะยืนลุกขึ้น

ช่วงอายุ 10 -12 เดือน

ในช่วงวัยนี้ลูกเริ่มตั้งไข่ได้หรือเดินเกาะไปตามเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน เช่น เกาะโต๊ะ เกาะเก้าอี้ เกะราวบันได เพื่อพยุงตัวขณะเดิน

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

1.วางของเล่นตามโต๊ะเก้าอี้ต่าง ๆ ที่ลูกเกาะเดินได้ให้ลูกหยิบ

2.ฝึกให้ลูกยืนโดยไม่ต้องจับราวหรือที่เกาะ

การฝึกพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว จะช่วยให้ลูกมีกำลังกล้ามเนื้อแขนขาที่แข็งแรง สามารถหยิบจับสิงต่างๆ ได้ รวมถึงเพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเดินต่อไป

ประโยชน์ของการให้ลูกกินนมแม่

หลังคลอดแล้ว 2 – 3 วัน คุณแม่อาจจะมีน้ำนมน้อย หรือ น้ำนมยังไม่มาเท่าที่ควร ถือเป็นเรื่องปกติคุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะ โดยที่น้ำนมในช่วงแรกจะมีสีเหลืองเข้มหรือเรียกว่า น้ำนมเหลืองเป็นน้ำนมที่มีประโยชน์สุด ๆ ค่ะ เพราะช่วยสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคต่าง ๆ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายลูกน้อย ในช่วงนี้หากต้องการให้น้ำนมแม่หลั่งออกมาเร็ว เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอกับเจ้าตัวน้อยดูดนมได้เต็มอิ่ม

1.เมื่อลูกได้ดูดนมแม่ จะเกิดการกระตุ้นทางสมองและระบบประสาทอย่างรวดเร็ว คุณแม่สังเกตได้จากลักษณะของลูกขณะที่ดูดนมแม่ ลูกจะได้มองหน้า มือจะไขว่คว้า ขากระดิกดุ๊กดิ๊กไปมา และเล่นโต้ตอบกับแม่ ถือเป็นการกระตุ้นพัฒนาการทางอ้อม อีกทั้งลูกได้รับความอบอุ่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกอีกด้วย

2.ลูกจะได้รับภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อจากน้ำนมแม่ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงและโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ

3.นมแม่มีภูมิคุ้มกันโรคภูมิแพ้

4.นมแม่ย่อยง่าย

5.นมแม่ให้สารอาหารและพลังงาน เกลือแร่  วิตามิน  และน้ำอย่างเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของลูกน้อย

6.ปริมาณน้ำนมแม่จะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายลูกในช่วงแรก ทำให้ทารกมักจะไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป และมีสุขภาพที่แข็งแรง

7.เด็กที่ดูดนมแม่ มีแนวโน้มที่จะไม่มีปัญหาด้านช่องปากและฟัน อีกทั้งการจัดเรียงตัวของฟันมักจะอยู่ในสภาพปกติอีกด้วย

นมแม่ถือเป็นอาหารมหัศจรรย์สำหรับการเริ่มต้นชีวิตของลูกน้อยจริงๆ นะคะ  ดังนั้นคุณแม่มือใหม่ทุกท่านอย่าพลาดโอกาสที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นะคะ

อยากให้ลูกตื่นเช้าทำได้ไม่ยาก

เด็ก ๆ ตื่นได้แล้ว ได้เวลาไปโรงเรียนแล้ว! เรารู้ว่าในแต่ละเช้าคุณแม่เหนื่อยแค่ไหนหากลูกไม่อยากตื่นนอนเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน ถ้าลูกของคุณชอบตื่นสายเรามาดูบทความนี้กันดีกว่าค่ะ ว่ามีวิธีหลอกล่อให้ลูกตื่นนอนตอนเช้าได้อย่างไรบ้าง?

การปลุกให้ลูกตื่นและเตรียมตัวไปโรงเรียนนั้นอาจทำให้อารมณ์ของคุณและลูกเสียไปทั้งวันได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคุณควรให้ลูกตื่นนอนให้เป็นกิจลักษณะ กิจวัตรการตื่นนอนที่ทำให้คุณไม่ต้องบอกลูกว่า “ลูก เราไม่มีเวลาแล้ว เอารองเท้าไปใส่ในรถ เดี๋ยวแม่จะเอาหมากฝรั่งให้เคี้ยวบนรถเพราะเราไม่มีเวลาแปรงฟัน”

  • ให้ลูกเข้านอนในเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกคืน ลูกคุณจะตื่นนอนได้ง่ายขึ้นหากพวกเขาได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ การทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้กิจวัตรการตื่นนอนตอนเช้าทำได้ง่ายขึ้น แต่ลูกยังจะรู้สึกนอนเต็มอิ่มอีกด้วย นอกจากนี้ การได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งและคิดเรื่องต่าง ๆ ได้ดี มีพลังในการเรียนและสามารถมีสมาธิกับสิ่งที่เขาทำ การที่คุณให้ลูกนอนดึกขึ้นคืนวันศุกร์-เสาร์จะทำให้ลูกตื่นสายขึ้น และจะกลายเป็นวงจรให้ลูกตื่นสายอีกวันไปโรงเรียน

 

  • เตรียมเสื้อผ้าของทั้งคุณและลูกสำหรับวันพรุ่งนี้ การทำเช่นนี้จะช่วยลดเวลาในตอนเช้า และช่วยให้คุณรู้ได้ก่อนว่าเสื้อกระดุมหลุด หรือถุงเท้ายังซักเสร็จไม่ทัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะทำให้คุณมีเวลาได้ออกจากบ้านเร็วขึ้นด้วย

 

  • เตรียมกระเป๋าให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ คงจะดีและลดความเครียดไปได้ไม่ใช่น้อยหากคุณเตรียมกระเป๋าที่ต้องใช้ในวันต่อไปให้พร้อม ดังนั้น คุณควรให้ลูกเตรียมกระเป๋าเรียนของเขาให้พร้อม เอาการบ้านที่เขาทำเสร็จแล้วใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน ฯ

 

การให้นมลูกจากเต้าไม่ยาก

1. การให้ลูกดูดกระตุ้น

หลังคลอดถ้าเป็นไปได้คุณแม่ควรให้ลูกดูดกระตุ้นน้ำนมภายใน 1-2 ชั่วโมง และ ในช่วง 6 สัปดาห์แรกสำคัญมาก คุณควรให้นมลูกเอง คุณแม่อาจจะเหนื่อยจากการคลอด แต่การให้นมลูกในช่วงแรกก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะ 24 ชั่วโมงแรก ลูกควรได้กินนมจากคุณก่อนการเริ่มกินขวด และก่อนที่คุณจะไปทำงาน ลูกควรได้กินนมจากคุณเท่านั้น แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องกลับไปทำงาน หลังเลิกงานหรือวันหยุดควรให้ลูกดูดกระตุ้นน้ำนมให้ได้มากที่สุดค่ะ

2. ท่าให้นมลูกที่ถูกต้อง

หัดอุ้มลูกให้ถนัดมือก่อน ลักษณะปากลูกจะไม่เม้ม บาน ๆ เหมือนปากปลา คางจะชิดเต้า จมูกไม่ปิด หน้าเชิด ลูกจะอมลานนมด้านล่างมากกว่าด้านบน เมื่อเริ่มดูด แม่จะไม่มีอาการเจ็บเต้านะคะ ถ้าเจ็บเต้าหรือเจ็บหัวนมแสดงว่าลูกดูดผิดท่า น้ำนมจะออกไม่ค่อยดีและคุณแม่จะมีอาการเจ็บหัวนม หัวนมจะแตก

3. กินอาหารช่วย

สำหรับคุณแม่ที่น้ำนมน้อยตั้งแต่แรก ต้องอาศัยการกินอาหารช่วย ดื่มน้ำเยอะ ๆ และ ลดอาหารกลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้น้ำนมอุดตัน เด็กอาจมีอาการแพ้ และอาการท้องเสียได้ ดังนี้

  • ไอศกรีม คัสตาร์ด เค้ก คุกกี้ พาย แพนเค้ก วอฟเฟิล บิสกิท มัฟฟิน โดนัท แฮมเบอร์เกอร์ บราวนี่ ครัวซอง ขนมโตเกียว แยมโรล พุดดิ้ง โรตี มะตะบะ มันบด มายองเนส

4. ปั๊มนมเป็นประจำ

ถ้าคุณไม่ได้เลี้ยงลูกเอง ต้องกลับไปทำงาน ถ้าเป็นไปได้ควรเอาเครื่องปั๊มนม ไปนั่งปั๊มที่ทำงานด้วย ปั๊มทุก ๆ 2 ชั่วโมง หลังเลิกงานกลับมาบ้านควรให้ลูกเข้าเต้าตลอด และในวันหยุดก็ควรให้ลูกเข้าเต้าเท่านั้นค่ะ ยิ่งช่วงที่รู้สึกคัดเต้านม นั่นแสดงว่าเป็นช่วงที่น้ำนมผลิตต้องรีบปั๊มออก หรือให้ลูกเข้าเต้าให้เร็วที่สุดค่ะ

5. หลีกเลี่ยงปัญหา และ สิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด

ความเครียดเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้นมหยุดไหล พยายามอย่าเก็บเรื่องงานมาที่บ้าน และอย่ากังวลหากน้ำนมไม่ไหล ลองหายใจเข้าออกลึก ๆ คิดว่าน้ำนมเป็นเรื่องของธรรมชาติ ร่างกายของคุณผลิตได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเกิดความเครียด ความโกรธ หรือ เจ็บปวด น้ำนมจะหยุดไหลทันที

6. หลีกเลี่ยงยาบางชนิดเมื่อต้องให้นมลูก

คุณแม่บางคนต้องการคุมกำเนิดเลยหลังคลอด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่ายาตัวไหนกินแล้วน้ำนมลูกจะไหลตามปกติ เพราะยาคุมบางตัวควบคุมฮอร์โมนทำให้น้ำนมแห้ง น้ำนมหยุดไหลทันทีหลังกินค่ะ

7. อดทนกับเสียงร้องของลูกให้ได้

จริงอยู่ว่าเด็กทารกบางคนจะร้องตอนเวลาหิว และ น้ำนมไหลไม่ทันใจ แต่คุณแม่ต้องอดทน จับลูกเข้าเต้าให้ได้ อย่ายอมแพ้ส่งขวดนมให้ลูกเพราะเพียงได้ยินเสียงร้องให้หนัก ๆ ของลูก

ถ้าอยากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต้องมีความอดทน มีความสม่ำเสมอในการให้นม และควรจะเริ่มการให้นมตัวเองอย่างเต็มที่ก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยพึ่งนมผงค่ะ ไม่ใช่ว่านมผงไม่ดีนะคะ เพราะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกไม่ได้จริง ๆ หรือเด็กทารกมีปัญหาเรื่องสุขภาพจนคุณหมอต้องสั่งให้ทานนมผงชนิดพิเศษค่ะ

ของเล่นที่ดีเหมาะสำหรับเด็ก 1ขวบขึ้นไป

1.ของเล่นที่เป็นรูปทรง

ของเล่นที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ เป็นของเล่นพื้นฐานที่ลูกควรได้เล่น เพราะไม่ว่าสิ่งของอะไรที่อยู่รอบตัว มักมาจากรูปทรงต่าง ๆ ทั้งนั้น

2.ของเล่นซ้อน จากเล็กไปหาใหญ่ จากใหญ่มาหาเล็ก

ของเล่นชนิดนี้เหมาะสมกับการใช้สติปัญญาที่สุดค่ะ เพราะสามารถนำมาเล่นได้หลากหลาย

3.รถผลักเดิน

บอกได้เลยว่าเด็กรุ่นนี้ทุกคน ชอบที่จะจับสิ่งของที่อยู่ระดับอก ผลัก เพื่อเดินไปข้างหน้า ถ้าในบ้านมีตะกร้าผ้า เกาอี้ รับรองเด็ก 1 ขวบขึ้นไปจับมากผลักเดินหมดค่ะ

4.ของเล่นที่เคาะ หรือตี แล้วมีเสียง

เช่น กลอง ไซโลโฟน(ระนาดฝรั่ง) หม้อ ถัง กะละมัง อย่าปล่อยให้สิ่งของพวกนี้ว่างค่ะ นำมาวางให้ลูกลองตีเล่นดูค่ะ ลูกจะชอบมาก ๆ เลย

5.ของเล่นในอ่างอาบน้ำ

แค่อาบน้ำก็ทำให้พัฒนาการต่าง ๆ ของลูกพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว คุณแม่ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำลูกให้เสร็จไว ๆ นะคะ ควรปล่อยให้ลูกได้เล่นน้ำในกะละมังและเล่นของเล่นต่าง ๆ ในน้ำ แต่คุณต้องคอยดูลูกตลอดเวลาด้วยนะคะ

6.ของเล่นตอกทุบ

ของเล่นชิ้นนี้ฝึกกล้ามเนื้อมือได้ดีค่ะ และยังช่วยให้ลูกสนุกเวลาได้เห็นแท่งสีต่าง ๆ ถูกทุบและหายไปด้วยนะคะ

7.โทรศัพท์ของเล่น

ถ้าคุณซื้อให้ลูกเล่น ลูกจะชอบมันมากค่ะ ยิ่งเป็นแบบที่อัดเสียงเป็นเสียงดนตรีได้ด้วย ลูกยิ่งชอบค่ะ

8.บล็อกสีต่าง ๆ

ของเล่นชิ้นนี้ลูกสามารถนำมาต่อได้แบบอิสระ สร้างจินตนาการได้ดี ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือและ ฝึกเรื่องสีค่ะ

9.ของเล่นล้อลาก

ลักษณะจะเป็นล้อมีสายไว้จูงเดินตาม เด็กในวัยหัดเดินจะชอบมากค่ะ

10.ลูกบอลยางเด้งดึ๋ง

ลูกจะวิ่งตามเล่น เจ้าลูกบอลนี้อย่างสนุกเลยค่ะ ยิ่งเป็นสี ๆ หรือมีไฟอยู่ข้างในลูกก็จะชอบมากเป็นพิเศษค่ะ

11.หนังสือ

หนังสือที่มีภาพใหญ่ ๆ สังเกตได้ชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กวัยหัดพูดหัดเรียนรู้ค่ะ ควรซื้อไว้ให้ลูกเปิดดูหลายเล่ม เน้นภาพที่สมจริงดีที่สุดค่ะ

อาหารลูกน้อยควรเริ่มต้นด้วยอะไร

การเริ่มต้นให้ลูกทานอาหารที่มีลักษณะข้นขึ้น ไม่เป็นน้ำใส ๆ เหมือนนม คุณแม่จำเป็นต้องมีความชำนาญและเข้าใจว่าลูกควรเริ่มกินอาหารแบบไหนเป็นอย่างแรก และควรเริ่มกินอาหารเสริมเมื่อไหร่ ในแต่ละวัยควรให้ทานอะไรดี เรามีคำแนะนำดังนี้ค่ะ

อาหารลูกวัย 4-6 เดือน

จะเริ่มต้นอาหารเสริมให้ลูกตั้งมั่นใจก่อนว่าลูกสามารถนั่งได้แล้ว อาจจะให้ลองนั่งจากเก้าอี้เด็กก่อน อาจจะจัดวางเก้าอี้ตรงโต๊ะกินข้าวเพื่อให้ลูกได้มองเห็นว่าอาหารบนโต๊ะ ไปพร้อม ๆ กับพ่อแม่เลยค่ะ

ควรเริ่มต้นอาหารเสริมของลูกด้วยผัก ก่อน ผลไม้ อาจจะเป็นพวกน้ำผักต้ม หรือผักต้มบดกับข้าวแบบละเอียด ให้เริ่มกินเพียง 1-2 ช้อนชาก่อนค่ะ เพื่อดูว่าลูกกินได้ไหม มีอาการแพ้อาหารหรือไม่ อาหาร 1 ชนิดควรให้กินติดกันซัก 5-7 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าลูกไม่แพ้อาหารชนิดนั้น ๆ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารอย่างอื่น อย่าเพิ่งเริ่มจากถั่วต่าง ๆ เพราะเด็กส่วนหนึ่งมีอาการแพ้ถั่วบ้างชนิดค่ะ

อาหารลูกวัย 6-8 เดือน

เมื่อลูกเริ่มทานอาหารได้ควรใส่ความหลากหลายของอาหารลงไปเช่น เนื้อปลา แซลมอน เนื้อสัตว์ มันบด ถั่ว และ ผักโขม ไข่ ถั่วลันเตา ชีส ผลไม้บางชนิด อาหารทุกชนิดที่ให้ลูกกินช่วงนี้ต้องบดละเอียดเท่านั้น อาหารเสริมที่ให้ลูกกินช่วงนี้ ห้ามใส่เกลือ และ น้ำตาลเด็ดขาดค่ะ

อาหารลูกวัย 8-10 เดือน

ช่วงนี้เด็กบางคนอาจมีฟันขึ้นแล้ว คุณแม่สามารถ สร้างสรรค์เมนูอาหารได้มากขึ้น ให้คุณแม่ลองใส่รสชาติเข้าไปได้เล็กน้อย เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม ผลไม้ เครื่องเทศ หรือ สมุนไพร เป็นต้น ถ้าลูกของคุณแม่มีฟันขึ้นบ้างแล้ว และชอบจะเคี้ยวอาหาร ให้ทำอาหารแบบบดหยาบให้ลองได้ ให้ลูกได้ใช้เหงือกและฟัน เคี้ยวอาหารเพื่อความเพลิดเพลินและลิ้มรสชาติได้เต็มที อย่าลืมใส่รสชาติ หรือ เริ่มอาหารเสริม จากวัตถุดิบที่มีรถชาติให้ลูกได้ลองนะคะ

อาหารลูกวัย 10-12 เดือน

เด็กในช่วงวัยนี้ยังเน้นอาหารนุ่มอยู่ค่ะ แต่คุณแม่อาจหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ลูกได้กัด และ เคี้ยวได้ เน้นพวกโปรตีน จากเต้าหู้ หรือ เนื้อปลา อาหารเหล่านี้แค่ทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลูกจะสามารถหยิบกินเองได้เพราะเป็นอาหารที่นิ่มอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องบดให้ละเอียด ลูกจะได้เลือกอาหารกินเอง และหยิบอาหารกินเองได้ค่ะ

พฤติกรรมเลียนแบบของลูก

พฤติกรรมเลียนแบบ ในวัยเด็ก

คุณพ่อคุณแม่เคยเห็นลูกชอบเอาลิปสติคคุณแม่มาทาปาก และเอารองเท้าคุณแม่หรือคุณพ่อมาใส่เดิน พร้อมทั้งพูดจาแปลกๆ และบางครั้งอาจเป็นคำพูดที่คุณพ่อคุณแม่เคยพูดอยู่บ่อยๆ ใช่มั๊ยคะ พอเห็นลูกทำแบบนี้ทีไรก็อดหัวเราะในความน่ารักไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของลูกไม่ได้ แต่ทราบหรือไม่คะ ว่านี่ คือ จุดเริ่มต้นของพฤติกรรมเลียนแบบ

พฤติกรรมเลียนแบบ จากผู้ใหญ่

เด็กๆ จะมีพฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบเพื่อนและคนรอบตัว เมื่ออายุประมาณ 2-3ขวบ ซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบนี้ มีตั้งแต่การเลียนแบบการพูด ท่าทางต่างๆ การเล่น การกิน และทุกๆอย่าง เด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี และในวัย 4ขวบขึ้นไปเป็นวัยที่เค้าเริ่มมีสังคมแบบเพื่อน อยู่กันเป็นกลุ่มๆในโรงเรียน และมักจะเลียนแบบเพื่อนโดยเฉพาะอะไรใหม่ๆ เด็กมักอยากลองทำตามเพื่อน เห็นเพื่อนทำอะไรก็อยากทำบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมหรือทางอารมณ์

พฤติกรรมเลียนแบบ จากการดูทีวี

พฤติกรรมเลียนแบบในบางครั้งมาจากการดูทีวีของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกรายการที่เหมาะสมให้ลูกดู รายการทีวีบางรายการ มีการใช้ภาษาและภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก เด็กอาจจะลอกเลียนแบบได้เพราะเค้ายังไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด  ดังนั้น ถ้าลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าห่วง แต่ถ้าลูกเลียนแบบสิ่งไม่ดีคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ไขนะคะ

 

ความลับเด็ก2ขวบ สิ่งที่เขาแสดงออกเพื่อบอกกับคุณว่า?

1. ขนของเล่นมากมายเข้าไปนอนด้วย

แต่ก่อนที่ยังเล็กอยู่ลูกสามารถนอนได้ตามปกติ สิ่งที่ลูกต้องการตอนนอนคือคุณเท่านั้น แต่เมื่อโตขึ้นลูกกลับอยากได้สิ่งของหลายๆอย่างเพื่อไปนอนเป็นเพื่อน นั้นแสดงให้เห็นว่าลูกเริ่มใช้จินตนาการได้แล้วคุณควรปล่อยให้ลูกทำไปค่ะ ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับลูกมากมายนักค่ะ

2. ขับถ่ายโดยไม่ยอมบอก

ลูกจะไปซ่อน หลังเฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของ เมื่อขับถ่ายออกมาโดยไม่ยอมบอก ทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้สามารถบอกได้แล้ว จริงๆแล้วเด็กวัยนี้ก็ต้องการความเป็นส่วนตัว จะขับถ่ายทีก็ต้องไปอยู่ในมุมที่คิดว่าสงบ มุมที่เป็นส่วนตัวของตัวเองจริงๆ ดังนั้น คุณควรฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำ ให้ได้ตั้งแต่วัยหัดเดินค่ะ จะได้ไม่เกิดปัญหาเรื่องขับถ่ายไม่เป็นที่

3. ขว้างสิ่งของ อาหาร ของเล่น

ทำลายข้าวของเมื่อไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ หรือพ่อแม่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้ ลูกจะรู้สึกเบื่อ เหนื่อย และอยากได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือ คิดให้ออกว่าทำไมลูกจึงเบื่อ ลูกอยากให้ทำ หรืออยากให้สนใจอะไรเป็นพิเศษ ถ้าคุณแม่รู้ความต้องการนี้ ปัญหาเหล่านี้ก็จะหายไปเองค่ะ

4. ใจร้อน ต้องการเป็นตัวของตัวเอง และต้องการได้รับการตอบสนองจากทุกสิ่ง

เรื่องที่คุณคิดว่าเล็ก แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับลูก ลูกจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณตอบสนองสิ่งที่ต้องการให้เร็วที่สุด จนคุณต้องรีบลนไปด้วย สิ่งที่คุณต้องทำคือ เริ่มทำตั้งแต่ลูกเริ่มหัดเดิน หรือเริ่มตั้งแต่ 1 ขวบ สิ่งที่ต้องทำคือ อย่าตอบสนองสิ่งที่ลูกต้องการเร็วเกินไป เมื่อลูกเรียกร้องไม่จำเป็นต้องรีบตามลูก ควรจะค่อยๆ ทำให้เป็นแค่เรื่องปกติ ลูกจะเข้าใจได้ด้วยตัวเองว่าถ้าต้องการอะไรควรจะทำแบบไหนคุณแม่ถึงจะเข้าใจและทำตามที่ต้องการ

5. กรี๊ดร้องตะโกน และ หวงทุกสิ่งอย่างโดยเฉพาะคุณแม่

ลูกจะคิดว่าคุณต้องให้ความสำคัญกับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น พฤติกรรมการหวงคุณแม่หรือของบางอย่างจะเป็นก็ต่อเมื่อลูกเริ่มรู้สึกว่าคุณกำลังให้ความสำคัญกับเขาไม่เพียงพอ หรือ ไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมกับลูกหรืออยู่กับลูกนั่นเอง สิ่งที่คุณควรจะทำคือ กอด และบอกรักลูกทุกวัน เด็กวัยนี้สามารถรู้เรื่องภาษากายและภาษาพูดได้ดีแล้ว ลูกจะเข้าใจแน่นอนค่ะ

6. กลัวกับบางสิ่งที่คุ้นเคย

ก่อนที่ลูกจะอายุ 2 ขวบลูกอาจจะไม่มีความรู้สึกกลัวอะไรเลย เช่น ตู้เสื้อผ้า เตียง ลิฟท์โดยสาร ห้องนอน แต่เมื่อเริ่มอายุ 2 ขวบ ก็จะกลัวกับอะไรหลายๆอย่าง สิ่งที่คุณต้องทำคือ สร้างความเข้าใจ ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรต้องกลัว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุปกรณ์การใช้งานอย่างหนึ่ง แต่ถ้าลูกไม่เข้าใจก็ควรจะปลอบโยน และค่อยๆพูดไปเรื่อยๆเพื่อให้ลูกเข้าใจในที่สุดค่ะ

เด็กวัย 2 ขวบจะเป็นช่วงที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวที่สุด เพราะอยู่ในช่วงอายุที่กำลังอยากรู้อยากลอง ชอบท้าทาย และต้องการให้คนรอบข้างตอบสนองในสิ่งที่ต้องการที่สุดค่ะ

วิธีเตรียมพร้อม เมื่อลูกน้อยจะเข้าโรงเรียน

เมื่อลูกน้อยของเราเติบโตพอที่จะเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลได้แล้ว นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะเตรียมหาโรงเรียนที่ดีและเหมาะสมให้กับลูกแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คือกลัวลูกน้อยจะไม่ไปโรงเรียนนี่เอง เมื่อต้องอยู่ไกลคุณพ่อคุณแม่ลูกน้อยอาจจะงอแงและสร้างพฤติกรรมต่อต้านที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หนักใจและกลัวว่าลูกของตนจะไปสร้างปัญหาให้กับเพื่อนและคุณครูที่โรงเรียน เราจึงอยากเสนอวิธีปฏิบัติบางวิธีที่อาจจะทำให้ลูกน้อยยอมไปโรงเรียนได้อย่างง่ายดายค่ะ

4 วิธีเตรียมพร้อม เมื่อลูกน้อยจะเข้าโรงเรียน

1. ให้เขารู้จักเข้าสังคมในเบื้องต้น

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยเล่นอยู่แต่กับบ้าน ควรพาเขาไปเดินเล่น ไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ที่สนามเด็กเล่นบ้าง ซึ่งจะช่วยลดอาการตื่นกลัวคนแปลกหน้าและรู้จักที่จะเข้ากับผู้อื่นมากขึ้น

2. ให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นโดยที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่มาช่วย

ในระยะแรกเด็กอาจจะร้องไห้และโวยวาย คุณพ่อคุณแม่ต้องอาศัยความใจแข็งเพื่อฝึกฝนเขาให้รู้จักอดทน

3. ให้เขาฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา

เมื่อเด็กอยู่ที่บ้านอยู่กับพ่อกับแม่อยากจะถ่ายอยากจะเข้าห้องน้ำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เมื่อลูกน้อยไปโรงเรียนแล้วไม่ใช่ อย่างน้อยควรปรับเปลี่ยนเวลาขับถ่ายของเขาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนที่จะไปโรงเรียน

4. กรณีที่ลูกของเราค่อนข้างมีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว

ควรพาไปฉัดวัคซีนป้องกันเพิ่มเติมและเข้ารับการปรึกษาจากคุณหมอ เพราะเขากำลังออกไปเผชิญโลกกว้างที่ไกลหูไกลตาเรา อาจจะไปแพร่เชื้อหรือติดเชื้อโรคเมื่อไปโรงเรียนได้

อย่าลืมเล่าให้เขาฟังว่าที่โรงเรียนมีครูมีเพื่อนใหม่และมีของเล่นใหม่ๆ รอให้เขาเข้าไปเรียนรู้ สร้างความตื่นเต้นให้แก่เขา หากมีเวลาให้พาเขาไปสัมผัสกับโรงเรียนในเบื้องต้นเพื่อสร้างความคุ้นเคย หากสอนให้เขารู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมในเบื้องต้น เขาก็จะไม่เกิดอาการตื่นกลัวหรืองอแงเมื่อต้องไปพบปะเพื่อนฝูงหรือสถานที่แปลกใหม่อย่างที่พ่อแม่หลาย ๆ คนกังวลอย่างแน่นอน

การฝึกนั้นสามารถฝึกฝนลูกได้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 ขวบ โดยไม่ต้องรอให้ถึงเกณฑ์เข้าอนุบาลแล้วค่อยฝึกเขา เพราะเด็กและคนมีพัฒนาการและการเรียนรู้ช้าเร็วที่ต่างกันค่ะ