ความลับเด็ก2ขวบ สิ่งที่เขาแสดงออกเพื่อบอกกับคุณ

1. ขนของเล่นมากมายเข้าไปนอนด้วย

แต่ก่อนที่ยังเล็กอยู่ลูกสามารถนอนได้ตามปกติ สิ่งที่ลูกต้องการตอนนอนคือคุณเท่านั้น แต่เมื่อโตขึ้นลูกกลับอยากได้สิ่งของหลายๆอย่างเพื่อไปนอนเป็นเพื่อน นั้นแสดงให้เห็นว่าลูกเริ่มใช้จินตนาการได้แล้วคุณควรปล่อยให้ลูกทำไปค่ะ ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับลูกมากมายนักค่ะ

2. ขับถ่ายโดยไม่ยอมบอก

ลูกจะไปซ่อน หลังเฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของ เมื่อขับถ่ายออกมาโดยไม่ยอมบอก ทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้สามารถบอกได้แล้ว จริงๆแล้วเด็กวัยนี้ก็ต้องการความเป็นส่วนตัว จะขับถ่ายทีก็ต้องไปอยู่ในมุมที่คิดว่าสงบ มุมที่เป็นส่วนตัวของตัวเองจริงๆ ดังนั้น คุณควรฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำ ให้ได้ตั้งแต่วัยหัดเดินค่ะ จะได้ไม่เกิดปัญหาเรื่องขับถ่ายไม่เป็นที่

3. ขว้างสิ่งของ อาหาร ของเล่น

ทำลายข้าวของเมื่อไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ หรือพ่อแม่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้ ลูกจะรู้สึกเบื่อ เหนื่อย และอยากได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือ คิดให้ออกว่าทำไมลูกจึงเบื่อ ลูกอยากให้ทำ หรืออยากให้สนใจอะไรเป็นพิเศษ ถ้าคุณแม่รู้ความต้องการนี้ ปัญหาเหล่านี้ก็จะหายไปเองค่ะ

4. ใจร้อน ต้องการเป็นตัวของตัวเอง และต้องการได้รับการตอบสนองจากทุกสิ่ง

เรื่องที่คุณคิดว่าเล็ก แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับลูก ลูกจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณตอบสนองสิ่งที่ต้องการให้เร็วที่สุด จนคุณต้องรีบลนไปด้วย สิ่งที่คุณต้องทำคือ เริ่มทำตั้งแต่ลูกเริ่มหัดเดิน หรือเริ่มตั้งแต่ 1 ขวบ สิ่งที่ต้องทำคือ อย่าตอบสนองสิ่งที่ลูกต้องการเร็วเกินไป เมื่อลูกเรียกร้องไม่จำเป็นต้องรีบตามลูก ควรจะค่อยๆ ทำให้เป็นแค่เรื่องปกติ ลูกจะเข้าใจได้ด้วยตัวเองว่าถ้าต้องการอะไรควรจะทำแบบไหนคุณแม่ถึงจะเข้าใจและทำตามที่ต้องการ

5. กรี๊ดร้องตะโกน และ หวงทุกสิ่งอย่างโดยเฉพาะคุณแม่

ลูกจะคิดว่าคุณต้องให้ความสำคัญกับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น พฤติกรรมการหวงคุณแม่หรือของบางอย่างจะเป็นก็ต่อเมื่อลูกเริ่มรู้สึกว่าคุณกำลังให้ความสำคัญกับเขาไม่เพียงพอ หรือ ไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมกับลูกหรืออยู่กับลูกนั่นเอง สิ่งที่คุณควรจะทำคือ กอด และบอกรักลูกทุกวัน เด็กวัยนี้สามารถรู้เรื่องภาษากายและภาษาพูดได้ดีแล้ว ลูกจะเข้าใจแน่นอนค่ะ

6. กลัวกับบางสิ่งที่คุ้นเคย

ก่อนที่ลูกจะอายุ 2 ขวบลูกอาจจะไม่มีความรู้สึกกลัวอะไรเลย เช่น ตู้เสื้อผ้า เตียง ลิฟท์โดยสาร ห้องนอน แต่เมื่อเริ่มอายุ 2 ขวบ ก็จะกลัวกับอะไรหลายๆอย่าง สิ่งที่คุณต้องทำคือ สร้างความเข้าใจ ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรต้องกลัว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุปกรณ์การใช้งานอย่างหนึ่ง แต่ถ้าลูกไม่เข้าใจก็ควรจะปลอบโยน และค่อยๆพูดไปเรื่อยๆเพื่อให้ลูกเข้าใจในที่สุดค่ะ

ลูกเป็นเด็กหวงของทำยังไงดี

1.สิ่งของที่ลูกหวงจะอยู่กับลูกตลอดเวลา

เพราะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ ลูกจะโอบอุ้ม หิ้วไปไหนมาไหนได้ตลอด ไม่เหมือน พ่อ แม่ คุณครู หรือเพื่อน ที่โรงเรียน ที่ยังไงก็ต้องห่างกันบ้าง

2.รู้สึกอิสระ

เพราะลูกจะทำอะไรกับสิ่งของเหล่านั้นก็ได้ เช่น อุ้มเข้าห้องน้ำ หวีขนตุ๊กตา พูดคุยอะไรกับของรักของตัวเองได้ทุกเรื่องลูกจะแสดงอารมณ์ได้เต็มที่นั้นเองค่ะ

3.ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง

ตอนเด็กๆลูกอาจจะคิดว่าลูกเป็นของคุณแม่ แต่เมื่อโตขึ้นลูกจะรู้ว่าลูกจะมีของ ๆ ตัวเอง และอะไรที่เป็นของตัวเองลูกมักจะหวงทันที “ของหนู ๆ” คำๆนี้คุณพ่อคุณแม่จะได้ยินบ่อยมากแน่นอนค่ะ

การจะแก้ไขไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของไม่ยาก แต่ต้องช่วยกันทั้งบ้าน ว่าอันนี้ของเขานะ ถ้าเขาจะหวงก็อย่าไปดุ หรือ อย่าไปบังคับให้เขาแบ่งของให้คนอื่นถึงเขาจะให้แต่เขาไม่เต็มใจแน่นอนค่ะ

การสอนไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของมากเกินไป

1.คุณแม่จะหยิบของๆเขาควรบอกกับลูกเสียก่อน อย่างเช่น จะเอาน้องหมีเน่าตัวโปรดไปซักก็ควรบอกลูกก่อน ว่าถึงเวลาทำความสะอาดแล้ว น้องหมีเน่าไม่สบายตัวต้องซักแล้วนะคะ อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าคุณแม่แย่งของ ๆ ลูกไป ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดี ๆ อธิบายเหตุผลรับได้ค่ะ

2.ทำสัญลักษณ์ ให้รู้ไปเลยว่าของสิ่งนี้เป็นของลูก ถ้าไม่ใช่ของพวกนี้ ลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง

3.สอนให้รู้ว่าสิ่งของบางอย่างในบ้านใช้ร่วมกันได้ ไม่ได้เป็นของหนูคนเดียว เช่น ถ้าลูกจะดูทีวี ก็ควรดูด้วยกันพร้อมกัน ไม่ควรให้ลูกผูกขาดดูช่องที่อยากดูเท่านั้น ควรแบ่งกันดูถึงจะถูกต้องค่ะ

4.สอนให้ลูกรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่ของลูกต้องบอกให้ชัดเจน แยกของกันอย่างชัดเจนเลยก็ดีค่ะ เพราะอะไรที่อยู่ในบ้านลูกมักคิดว่าเป็นของเขาทั้งหมด

การสอนแบบนี้จะทำให้ลูกเป็นคนรู้จักแบ่งปัน แยกแยะได้ว่าสิ่งไหนเป็นของเขา และลูกยังรู้จักการรอคอยอีกด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่หวงของสุด ๆ แต่เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย อาการหวงของจะค่อย ๆ หายไปเองค่ะ สบายใจได้

อาการท้องแข็งแบบต่าง ๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์

1.ท้องแข็ง จากมดลูกบีบตัวก่อนกำหนด

โดยทั่วไปอาการท้องแข็งลักษณะนี้  จะเป็นอาการท้องแข็งจากมดลูกบีบตัวก่อนกำหนด มักพบบ่อยที่สุดในช่วงอายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ เป็นช่วงที่ลูกในครรภ์จะดิ้นมากที่สุด การที่ลูกดิ้นมาก ๆ ก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มการกระตุ้นทำให้มดลูกบีบตัวบ่อยขึ้น

ซึ่งหลังจากช่วงอายุครรภ์ 32-34 สัปดาห์ไปแล้ว อาการท้องแข็งของคุณแม่จะลดลง คุณแม่บางรายอาจไม่มีอาการเจ็บท้องคลอดจนเลยกำหนดคลอดก็อาจเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็ควรเฝ้าระวังอาการอยู่เสมอ หากพบว่ามีอาการท้องแข็งบ่อย ถี่ขึ้น หรือรู้สึกแข็งมากจนหายใจไม่ออก เมื่อพบอาการลักษณะนี้ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ทันที ซึ่งอาจเป็นสาเหตุการคลอดก่อนกำหนดได้

2. ท้องแข็ง ตามธรรมชาติ (Braxton Hicks Contraction)

อาการท้องแข็งหรือมดลูกบีบตัวเป็นธรรมชาติของการตั้งครรภ์ ซึ่งหากคุณแม่มีอาการบีบตัวของมดลูกหรือท้องแข็งนิดหน่อย หรือที่เรียกว่า ท้องแข็งตามธรรมชาติ  Braxton Hicks Contraction ซึ่งลักษณะท้องแข็งแบบนี้ถือเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างไร

3.ท้องแข็งจากการโก่งตัวของลูกในท้อง 

อาการท้องแข็งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เจอกันบ่อย คือแบบท้องแข็งที่เกิดจากการโก่งตัวของลูกน้อยในครรภ์ ที่ลูกในท้องดิ้น และการโก่งตัวโดยอวัยวะของลูกในท้อง เช่น ศอก ไหล่ หัว เข่าหรือก้น อาการท้องแข็งแบบนี้ไม่มีอันตราย

4.ท้องแข็งจากการกินของแม่ตั้งครรภ์ที่อิ่มมาก

อาการท้องแข็งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่กินข้าวเสร็จ รู้สึกแน่นและอึดอัดท้อง สามารถแก้ไขอาการท้องแข็งได้ด้วยการนั่งพัก แล้วยืดตัวยาว เหยียดขาให้ดูสบาย ผ่อนคลาย สักพักอาการจะผ่อนคลายและดีขึ้นตามลำดับ ควรเลือกทานอาหารที่อ่อน ๆ จะช่วยให้การย่อยได้ง่ายขึ้น ไม่แน่นท้องและช่วยให้การขับถ่ายของคุณแม่ดีขึ้น

การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เมื่อเกิดอาการท้องแข็งของคุณแม่ตั้งครรภ์

  1. ควรรับประทานอาหารแต่ละมื้ออย่างพอเหมาะและพอควร ไม่อิ่มมากจนเกินไป
  2. เมื่อปวดปัสสาวะให้เข้าห้องน้ำทันที ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อย
  3. ช่วงใกล้คลอดของไตรมาสสุดท้าย ควรงดการมีเพศสัมพันธ์
  4. หากคุณแม่มีอาการท้องแข็งมากและบ่อยขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกในครรภ์

เมื่อเรียนรู้และเข้าใจอาการท้องแข็งของคุณแม่ตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่สามารถสังเกตอาการได้อย่างใกล้ชิดและถูกต้อง เพื่อสามารถดูแลและเตรียมตัวได้อย่างระมัดระวังปลอดภัยทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

เลี้ยงลูกวัยก่อนเข้าโรงเรียน ให้ได้ดีมีดังนี้

1. เริ่มต้นเร็ว

คุณควรกำหนดความคาดหวัง ว่าจะเลี้ยงลูกไปทิศทางไหน ให้ตรงกับพฤติกรรมที่คุณสามารถทำและควบคุมเด็ก เด็กเล็ก ๆ จะสังเกตจากการเลี้ยงดู และความเคยชิน มากกว่าการพูด แต่ในขณะเดียวกัน ควรเป็นไปตามธรรมชาติและไม่กดดัน เลี้ยงในแบบของคุณแต่ต้องตรงไปในทางที่ลูกต้องการ ลูกจะทำหรือไม่ทำอยู่ที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ

2. การกำหนดค่าใช้จ่าย

เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ ว่ามีลูกต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เด็กวัยนี้ยังใหม่กับโลก เมื่อเขาเห็นสิ่งแปลกใหม่มักจะอยากได้อยากลอง อยากเล่น สิ่งเหล่านี้มักจะทำให้พ่อแม่หลายคนหลงกล เมื่อคุณใช้จ่ายเงินไปกับของพวกนี้ให้ลูกเห็นบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คุณต้องควบคุมตัวเอง และกำหนดขอบเขตการใช้เงินกับลูกตั้งแต่ยังเด็กค่ะ

3. การพูดจี้ หรือ พูดเรื่องไม่ดีช้ำ ๆ กับลูกเป็นสิ่งไม่ดี

ไม่ต้องไปย้ำคิดย้ำทำกับลูก การจู้จี้กับลูกไม่ได้ทำให้เกิดผลดี การพูดคุยกับลูกเพื่อให้ลูกแสดงเหตุผลออกมาจะได้ผลดีกว่า และไม่ต้องพูดกันเรื่องเดิม บ่อย ๆ ด้วยค่ะ

4. สอนความอดทนให้กับลูก

ลูกไม่ได้เป็นเด็กป่วยตลอดเวลา พวกเขาสามารถรับอาการผิดหวัง หรือ อารมณ์หงุดหงิดได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ต้องพยายามหลอกล่อเพื่อให้กลับมาอารมณ์ดีในทันที ลูกควรรู้จักอดทนและเรียนรู้ในบางเรื่องด้วยตัวเอง การฝึกความอดทนของลูกเป็นสิ่งที่ลูกไม่ชอบ และ ไม่คาดหวังในตอนนี้ แต่จะมีผลดีกับลูกมากในอนาคต เวลาที่ลูกต้องไปโรงเรียน ทำกิจกรรม หรือ เข้าสังคมกับเพื่อนหมู่มาก ถ้าลูกมีความอดทน และ จะสามารถควบคุมตัวเองได้ดี เป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับเด็กทุกคนที่ควรจะได้รับการฝึกเรื่องนี้ค่ะ

5. ฝึกตัวเองให้ใจเย็น

ถ้าพ่อแม่มีอารมณ์ร้อน อารมณ์เสียใจ มีแนวโน้มว่าเด็กจะอารมณ์เสียได้ง่ายดาย จากการศึกษาวิจัยเด็กในครอบครัวกว่า 350 ครอบครัว เมื่อผู้ปกครองแสดงพฤติกรรมแบบไหนเด็กมักจะทำและแสดงพฤติกรรมแบบเดียวกันในทันที หรือ เก็บไว้ในใจก่อนแล้วแสดงออกมาในเวลาไม่นาน ถ้าพ่อแม่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี เด็กจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีเช่นกันค่ะ

9 อาหารที่แม่ให้นมลูกควรหลีกเลี่ยง

9 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

1. คาเฟอีน

คุณแม่บางคนชอบดื่มชา หรือ กาแฟ เป็นประจำ เพราะบางคนอาจต้องทำงาน ถ้าลูกมีอายุ 1-2 เดือน ไม่แนะนำให้ทานค่ะ เพราะทารกในช่วงวัยนี้ยังกำจัดสารคาเฟอีนเองไม่ได้ แต่ถ้าพ้น 3 เดือนไปแล้วสามารถทานได้ไม่เกินวันละ 2 แก้วค่ะ

2. ปลาทะเลน้ำลึก

คุณไม่จำเป็นต้อง งดทานปลา หรือไม่กินปลาไปเลย เพราะปลาต่างชนิดกันมีปริมาณปรอทไม่เท่ากัน อีกทั้งในปลามีสารอาหารเยอะ เพียงแต่ปลาทะเลน้ำลึกบางชนิดมีสารปรอทเยอะ และไม่สามารถตรวจสอบได้นั่นเองค่ะ

3. ช็อคโกแลต

ช็อคโกแลตบางยี่ห้อมีสารคาเฟอีน หรือ มีแอลกอฮอล์ ดังนั้นในช่วง 1-3 เดือนของการให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงไปก่อนดีกว่าค่ะ

4. บล็อดโคลี และ กระหล่ำปลี

ผัก ทั้ง 2 อย่างนี้อาจทำให้เกิดก๊าชในกระเพาะของเด็กทารกได้ อาจทำให้ทารกมีอาการท้องอืด หรือปวดท้องได้

5. ถั่วลิสง

มีคนจำนวนมากที่แพ้ถั่ว ดังนั้น ช่วงให้นมลูก 1-6 เดือนแรกควรหลีกเลี่ยงการกินถั่วไปก่อน เพราะลูกอาจแพ้ถั่วได้ค่ะ

6. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือ ยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้มีผลเสียกับระบบพัฒนาการของทารก และ ทำลายเซลล์สมองของทารกโดยตรง ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด

7. ข้าวสาลี

เด็กทารก 1-6 เดือนจะมีอาการแพ้อาหารง่าย แล้วก็มีหลายกรณีที่เด็กมีอาการแพ้แป้ง หรือ ข้าวสาลีนั่นเอง

8. ผลไม้บางอย่าง

เช่น มะนาว สัปปะรด หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของทารก ยังไม่สามารถรับรสอาหารพวกนี้ได้ ถ้าเผลอกินเข้าไปอาจทำให้ทารกมีอาการปวดท้องได้ค่ะ

9. กระเทียม

เป็นเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นแรง ถ้าคุณกินเข้าไป อาจทำให้น้ำนมมีกลิ่นเปลี่ยนไป ทารกอาจจะไม่ยอมกินนมก็ได้ค่ะ

ลูกไม่ยอมกินผัก ฝึกลูกกินผักยังไงดี

วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ หลายแบบ มาให้คุณแม่และคุณพ่อเลือกนำไปใช้ เพื่อให้ลูกกลับมากินผัก ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ฝึกให้ลูกกินผักแบบต้มให้เปื่อย เพราะจะกินได้ง่ายกว่าการให้ลูกเริ่มกินผักสด ทุกอย่างต้องต้มเปื่อยเพื่อการกินที่สะดวกและปลอดภัยค่ะ

2. ให้ลูกกินผักที่เหมาะสมกับวัยของลูก ควรเริ่มจากผักที่นิ่ม ๆ เช่น ฟักทอง ตำลึง แครอทต้มเปื่อย ผักเหล่านี้ง่ายต่อการกินสำหรับเด็ก ควรเริ่มจากผักพวกนี้ก่อนค่ะ

4. คุณพ่อคุณแม่ควรกินผักให้ลูกเห็นบ่อย ๆ หรือ ควรมีเมนูอาหารผัก บนโต๊ะอาหารทุกครั้ง เพื่อให้ลูกคุ้นชินกับการกินอาหารที่หลากหลาย

5. ควรให้ลูกนั่งกินอาหารพร้อมพ่อแม่ และให้ลูกตักอาหารทานเอง ลูกจะได้ตักกินได้เองทุกอย่าง อย่าไปเลือกอาหารให้ลูกกินค่ะ

6. ถ้าไปกินอาหารนอกบ้าน ควรสั่งอาหารให้ลูกกินแบบปกติ ไม่ต้องบอกคนทำว่า ของเด็ก ไม่ต้องใส่ผักมานะ ควรสั่งแบบปกติแต่ขอแบบไม่เผ็ด เพื่อความถูกต้องในการกินอาหารของเด็กจนโตค่ะ

7. หัดให้ลูกกินผัก จากปริมาณน้อย ๆ ไปหามาก เช่น สัปดาห์แรกเริ่มจาก 1 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็น 2 ช้อนโต๊ะ เป็นต้น

คุณแม่ที่กำลังเจอปัญหาลูกเลือกกิน ไม่ยอมกินผัก ก็ลองนำเทคนิคต่าง ๆ ที่เราแนะนำไปลองปรับใช้กับเจ้าตัวน้อยดูนะคะ ฝึกบ่อย ๆ จะทำให้ลูก ๆ ที่น่ารักกลับมากินผัก ได้อีกครั้งเพื่อสุขภาพที่ดี คุณพ่อคุณแม่สู้ ๆ นะคะ

วิธีรับรู้อารมณ์ของลูกในครรภ์ และการกระตุ้นพัฒนาการ

1. ให้เข้าใจว่าลูกสามารถได้ยินเสียงเราได้อย่างไร

เด็กทารกในครรภ์สามารถได้ยินเสียงแม่และสิ่งรอบข้างได้ตอน 23 สัปดาห์ และ สมองสามารถกลั่นกรองความคิดได้เองตั้งแต่ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป จะเห็นว่าเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดประมาณ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป ถ้ารอดชีวิตก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพราะสมองและการรับรู้ต่าง ๆ สมบูรณ์แล้ว ติดแค่เรื่องการหายใจ ที่ยังไม่สามารถหายใจได้เองเท่านั้น

2. ใช้เสียงของคุณกระตุ้นเมื่อถึงเวลา

ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกขยับตัว หรือ เคลื่อนไหวไปมาได้ด้วยการกระตุ้นด้วยเสียงของคุณแม่เอง ถ้าคุณแม่รู้จังหวะ และฝึกพูดกับลูกตั้งแต่แรก ๆ คุณแม่สามารถทำให้ลูกดิ้นหรือกระเพื่อมตรงหน้าท้องได้ตอนที่ลูกไม่หลับค่ะ ลองทำดูนะคะ

3. ทารกสามารถรับรู้รสชาติ และตอบสนองต่อแสงได้

นอกจากจะได้ยินเสียงคุณแม่และสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ดีแล้ว เด็กทารกในครรภ์ยังรับรู้เรื่อง รส ของอาหารได้อีกด้วย รสหวาน รสเปรี้ยว รสเผ็ดลูกรับรู้ได้แต่ไม่มากเท่ากับเด็กที่คลอดออกมาแล้ว เพราะยังมีระบบต่าง ๆ ในร่างกายของคุณแม่คอยกลั่นกรองให้ และเมื่ออายุครรภ์ 5 เดือน หรือ 20 สัปดาห์เป็นต้นไป ทารกในครรภ์สามารถรับรู้แสงจากภายนอกและตอบสนองต่อแสงด้วยการกระพริบตาได้แล้วค่ะ

4. คุณแม่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์

อย่างที่นักวิจัยได้กล่าวว่า ความคิดและอารมณ์ของแม่มีอิทธิพลกับชีวิตของลูกและความนึกคิดของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็กจะถูกผูกมัดด้วยอารมณ์ และ ฮอร์โมนของคุณตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แม่ท้องส่วนมากจึงต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งและใช้ชีวิตให้มีความสุขตลอดการตั้งครรภ์ค่ะ

5. ผลวิจัยชี้ชัด อารมณ์ของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ มีผลกับบุคลิกภาพและนิสัยของลูกหลังคลอด

คุณแม่ส่วนมาก เมื่อตั้งครรภ์จะมีความกังวลในหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับทารกในครรภ์ที่มองไม่เห็น แต่อารมณ์ส่วนนี้ไม่ค่อยส่งผลเสียกับนิสัย และ สุขภาพจิตของลูกหลังคลอดมากนัก อารมณ์ที่ส่งผลเสียกับลูกคือ ความเครียด กดดัน ความทุกข์ ความเศร้า อารมณ์เหล่านี้ส่งผลเสียกับลูกมาก โดยเฉพาะทารกที่ใกล้คลอด จะรับรู้อารมณ์เหล่านี้ได้ไวจนคุณแม่คาดไม่ถึง คุณแม่บางคนที่มีความเครียดมาก ทำให้ตัวเองแท้งมาแล้วก็มีหลายราย หรือ ระหว่างคลอดที่ทารกมีภาวะเครียดก็ทำให้เสียชีวิตได้หลังคลอดทันทีก็มีเช่นกันค่ะ

เด็กแรกเกิด-3 ปี เรียนรู้ภาษาพูด ได้ดีที่สุด

เคล็ดลับฝึกเด็กแรกเกิด-3 ปี เรียนรู้ภาษาพูด ให้ได้ผล

1.สบตาเมื่อพูดคุย

คุณควรนั่งให้อยู่ในระดับสายตาของลูก เวลาพูดควรทำปากและแสดงสีหน้าให้ชัดเจน ลูกจะเลียนแบบและออกเสียงตามได้ง่ายขึ้นค่ะ

2.สื่อสาร 2 ทาง

เมื่อเริ่มพูดกับลูก ต้องพยายามกระตุ้นให้ลูกพูดเลียนแบบเสียงของเราด้วย อย่าให้ลูกเป็นผู้ฟังอย่างเดียว อาจจะแสดงท่าทางประกอบไปด้วยก็ดีค่ะ

3.โต้ตอบกลับเสมอ

เมื่อลูกเริ่มจะพูดเป็นคำออกมา คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มโต้ตอบกลับไปด้วย อาจจะเป็นศัพท์เป็นคำ ๆ ไปค่ะ แต่ต้องชัดเจน เพราะลูกจะจำคำแรกได้อย่างขึ้นใจเลยค่ะ

4.คุยกับลูกบ่อยๆ

การพูดกับลูกบ่อย ๆ จะทำให้พัฒนาการทางด้านการพูดของลูกไปได้เร็วและจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี คุณสามารถพูดกับลูกได้ทั้งวันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ชวนลูกคุยไปเถอะค่ะ ลูกจะชอบเมื่อได้คุยกับคุณด้วยนะคะ

5.ใช้ภาษาพูดปกติ

อย่าใช้ภาษาวิบัติ หรือ คำแปลก ๆ ตามสมัยนิยมเพื่อหลีกเลี่ยงการจดจำภาษาที่ไม่ถูกต้องค่ะ

6.พูดช้า ๆ ชัด ๆ

ถ้าลูกยังเล็กยังไม่ถึง 1 ขวบ ควรพูดช้าๆและออกเสียงชัด ๆ พูดซ้ำ ๆ ไปมาหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้ลูกเริ่มเลียนแบบการพูดตามค่ะ

7.งดการดูสื่อทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ ซีดี วีดีโอ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการสื่อสารทางเดียว และไม่มีการพูดซ้ำแบบช้า ๆ ให้ลูกฟัง ไม่มีการโต้ตอบกับลูก ลูกจะได้แค่ฟังอย่างเดียวจะไม่ได้สื่อสารออกมาค่ะ

8.บางทีลูกก็ต้องการความสงบ

เมื่อลูกเริ่มจะเงียบเสียงลง คุณควรให้เวลาส่วนตัวลูกบ้างไม่จำเป็นต้องพูดทั้งวันก็ได้ค่ะ

ไม่ยากเลยนะคะ สำหรับเคล็ดลับ 8 ข้อ ในการพูดคุยกับลูก อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า เด็กแรกเกิด-3 ขวบนั้น สามารถฝึกเรื่องภาษาได้ดีที่สุด ยิ่งได้รับการกระตุ้นที่ถูกวิธีจะทำให้เด็กเป็นคนที่พูดได้ชัดเจนและเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการสื่อสารได้ค่ะ

รู้เพศลูกในท้อง ด้วยเทคนิคง่าย ๆ

1.รู้เพศลูกในท้องจากการสังเกตสะดือของคุณแม่ตั้งครรภ์

เป็นอีกหนึ่งความเชื่อโบราณตามตำราคนท้อง การดูลักษณะของสะดือของคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วยการสังเกตลักษณะของสะดือด้านบนยื่นออกมาหรือสะดือคว่ำ หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีท้องเป็นทรงกลม ตามตำราโบราณบอกว่าน่าจะได้ลูกสาว

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มีลักษณะสะดือด้านล่างยื่นออกมาเป็นสะดือหงาย และท้องเป็นท้องแหลม มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ลูกชาย

2.รู้เพศลูกในท้องจากการดิ้นของลูกในครรภ์

คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ แต่ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกว่าลูกดิ้นเร็วกว่านั้น เชื่อว่าอาจได้ลูกชาย

หากคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นแรงมากกว่าปกติ โดยดิ้นแรง ๆ มีกระตุกหรือเตะท้องจนรู้สึกเจ็บได้ อาจเป็นไปได้จะได้ลูกชายมากกว่าลูกสาว เพราะผู้หญิงนั้นจะดิ้นบ่อยกว่า แต่จะดิ้นเบากว่า

ตามหลักวิทยาศาสตร์ โครโมโซม xx ของทารกเพศหญิงจะมีความคงที่กว่า โครโมโซม xy ของเพศชาย  ดังนั้นลูกดิ้นบ่อยก็เป็นสัญญาณว่าได้ลูกสาว

3.รู้เพศลูกในท้องจากอาการแพ้ท้องของแม่ตั้งครรภ์

คนสมัยก่อนมักมีความเชื่อกันว่าคนท้องที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงจะได้ลูกสาว คนท้องที่มีอาการแพ้ท้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการแพ้ท้องเลยลูกในท้องจะเป็นผู้ชาย

4.รู้เพศลูกในท้องจากสัญชาติญาณคนท้อง

คนสมัยก่อนบอกว่าสัญชาติญาณของผู้หญิงนั้นมักจะมีความแม่นยำสูง โดยมีการบอกต่อกันว่าหากคนท้องมีความคิดและเชื่อมั่นว่า ท้องนี้ได้ลูกเพศไหน โอกาสที่จะเป็นไปตามที่คิดมีความเป็นไปได้ถึง 70% เลยทีเดียว

5. รู้เพศลูกในท้องจากอาการเท้าเย็น

คนสมัยก่อนบอกต่อกันมาว่าหากคนท้องมีอาการเท้าเย็นจะได้ลูกชาย แต่ถ้าคนท้องไม่มีอาการเท้าเย็นคือมีอุณหภูมิปกติหรือเท้าอุ่น แสดงว่าจะได้ลูกสาว

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าคุณแม่ที่ตั้งท้องได้ลูกชาย จะส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ส่วนคุณแม่ที่ตั้งท้องได้ลูกสาวการไหลเวียนของเลือดจะดีกว่านั่นเอง

สำหรับความเชื่อและการคาดเดาจากวิธีการสังเกตเหล่านี้ อาจให้ผลความถูกต้องแม่นยำไม่มากนัก เรียกได้ว่าเอาไว้ทำนายเล่น ๆ ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กลืมตาออกมาดูโลกแล้วกันนะคะ เพราะคุณแม่แต่ละคนก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไป เช่น โรคประจำตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ ความแข็งแรงของร่างกาย สภาพแวดล้อม อายุ รวมถึงการกินอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์แต่ละคนด้วยนั่นเองค่ะ

ปัญหาที่คุณแม่ให้นมลูกต้องเจอ

1.ลูกไม่ยอมดูดเต้า

ปัญหาโลกแตกที่อาจเกิดขึ้นได้  คำถามแรกคือ ลูกเคยดูดนมขวดหรือไม่ ถ้าเคย อาจเกิดจากการติดขวด เพราะดูดเร็ว ดูดง่าย สิ่งสำคัญในช่วง 3 – 4 สัปดาห์แรกหลังคลอดไม่ควรให้ทารกดูดนมจากขวด เพราะจะทำให้เค้าเกิดการติดขวดจนไม่ยอมดูดเต้าของแม่ เพราะไม่ทันใจก็เป็นได้ หรือบางทีดูดนมแม่แล้วแต่ไม่มีน้ำนม แบบนี้ต้องหมั่นให้ลูกน้อยดูดกระตุ้นทุก 2 – 3 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน แม้ไม่มีน้ำนมไหลเพื่อกระตุ้นให้มีน้ำนมไหลออกมามากและเร็วขึ้น

2.ลูกอยากดูดนมตลอดเวลา

ตรงข้ามกับข้อแรกที่ลูกไม่ยอมดูดเต้าเลยนะคะ จริง ๆ แล้วทารกชอบดูดเต้าแม้จะอิ่มแล้ว เพราะเค้ารู้สึกสบายและผ่อนคลาย สังเกตง่าย ๆ ว่าลูกทำท่าดูดนมเฉย ๆ คือ ทำท่าดูดแต่ไม่แรงพอที่จะกลืนนม จังหวะนี้ควรให้ลูกหยุดดูดจะได้ไม่เคยชิน อาจเบี่ยงเบนด้วยวิธีการอุ้ม หรือตบก้นให้ซึ่งก็เป็นการผ่อนคลายเช่นกันค่ะ

3.ลูกกัดหัวนม

โอ๊ย ๆๆ บอกได้เลยค่ะว่าเจ็บจริง เจ็บจัง แต่คุณแม่ต้องพยายามไม่อุทานเสียงดังจนลูกตกใจนะคะ บอกลูกดี ๆ แต่หนักแน่นว่า “ไม่”  บอกลูกค่ะว่าแม่เจ็บนะ อีกไม่นานเจ้าหนูจะเข้าใจว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะลูก

4.ลูกหลับเวลาที่ควรกินนม

วันแรก ๆ หลังกลับจากโรงพยาบาลทารกจะเอาแต่นอนทั้งวัน เพราะร่างกายยังอยู่ในช่วงการปรับสภาพกับโลกใบใหม่นอกครรภ์ของคุณแม่  ถ้าลูกแข็งแรงดีแต่ไม่ยอมตื่นมาดูดนม ไม่เป็นไรค่ะ รอให้ตื่นก่อนค่อยดูดนมก็ได้ แต่ก็อย่าปล่อยให้หลับนานจนเกินไปนะคะ ควรปลุกให้เข้าเต้าบ้าง ในช่วงที่ลูกหลับอยู่นี้คุณแม่อาจต้องปั๊มนมรอลูกนะคะ เพราะอาจเกิดอาการคัดเต้านมได้

5.ลูกดูดนมเท่าไรจึงจะพอนะ

คุณแม่หลายคนคงจะกังวลว่าลูกจะดูดนมอิ่มหรือไม่ แม่จะมีน้ำนมพอให้ลูกหรือไม่ วิธีสังเกตค่ะ ลูกจะไม่ร้องโยเย ดูดปกติ ดูดไปเรื่อย ๆ พออิ่มทารกจะถอนปากออกมาหรือบางคนก็อมเล่นแบบไม่ดูด  นั่นคืออิ่มแล้ว สบายท้องแล้ว แต่ถ้าน้ำนมไม่พอทารกมักจะร้องไห้โยเยแสดงให้คุณแม่เห็นว่า หนูยังไม่อิ่มนะ หากคุณแม่มีน้ำนมน้อย นอกจากจะให้ลูกดูดกระตุ้นแล้ว ควรปั๊มนมหลังจากที่ลูกอิ่มแล้วอีกข้างละประมาณ 5 นาทีจะช่วยเรียกน้ำนมได้นะคะ

6.ท่อน้ำนมอุดตัน

แบบนี้คุณแม่ต้องปวดใจมากแน่ ๆ เวลาที่ให้นมลูกควรกระตุ้นให้ทากรกน้อยดูดนมจนเกลี้ยงเต้า และสวมใส่เสื้อชั้นในที่พอดีไม่เล็กจนเกินไป และก่อนให้นมควรเช็ดบริเวณเต้านมและหัวนมด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดท่อน้ำนมก่อนการให้นม

7.เต้านมคัดมาก

ปัญหาเต้านมคัด เกิดจากการที่น้ำนมแม่ถูกสร้างขึ้นไว้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการระบายออก คุณแม่อาจปล่อยทิ้งช่วงนานเกินไป หรือไม่มีการปั๊มออกในช่วงที่ลูกไม่ได้ดูด ส่งผลให้เกิดอาการคัด เต้านมจะบวม เจ็บ ลานนมตึงแข็ง ทำให้หัวนมสั้นลงจนลูกดูดไม่ได้ คุณแม่บางคนอาจเป็นไข้ได้เลยค่ะ

เมื่อมีอาการเต้านมคัด ให้คุณแม่ทำการประคบเต้านมด้วยผ้าอุ่นจัด นวดและคลึงเต้านมเบา ๆ จากฐานไปที่หัวนม บีบน้ำนมออกจนกว่าลานหัวนมจะนุ่มลง เพื่อให้ลูกงับลานหัวนมได้ง่ายขึ้น ให้ลูกดูดนมจนเกลี้ยงเต้า ประคบด้วยผ้าเย็นหลังจากให้นมเสร็จแล้ว จะช่วยบรรเทาอาการปวดคัดเต้านมได้เบื้องต้นค่ะ

ปัญหาจุกจิกสารพัดสารพันที่คุณแม่ให้นมส่วนใหญ่ต้องเจออย่างน้อยที่สุดไม่ต่ำกว่า 2 – 3 ข้อแน่ ๆ ได้ทราบแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาแล้วนะคะ  อดทนและตั้งใจให้นมแม่ต่อไปเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยค่ะ