5 เคล็ดลับดีๆในการทำ อาหารเสริมให้ลูก

1.ก่อนเริ่มทำอาหารให้คุณแม่ตรวจเช็คอุปกรณ์เหล่านี้ก่อนว่ามีพร้อมหรือไม่ เช่น ไมโครเวฟ หม้อนึ่ง เครื่องปั่น เป็นต้น

2.เริ่มต้นด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัย เช่น แครอท มันฝรั่ง อโวคาโด นำมาบดให้ละเอียดก่อนให้ลูกรับประทาน คุณแม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาหารกลุ่มผักก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเป็นพวกผลไม้ เช่น ลูกพีช ลูกแพร์ ส้ม กล้วย แตงโม แอปเปิ้ล อาหารเหล่านี้นำมาล้างน้ำนำเม็ดออกให้ดี และเริ่มทำการบดหรือปั่นได้เลยค่ะ

3.หัดทำน้ำซุป ซุปเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับเด็กที่จะเริ่มกินอาหารเสริม คุณไม่จำเป็นต้องเคี่ยวน้ำซุปทุกวันหรือทั้งคืน เพราะของเหล่านี้คุณแม่สามารถทำเก็บแช่แข็งไว้ได้หลายวัน พอจะให้ลูกทานก็เพียงแค่ใส่ไมโครเวฟอุ่นก็ได้ทานแล้วค่ะ

4.ตอนนี้ลูกยังไม่พร้อมสำหรับการกัด อาหารที่มีลักษณะแข็ง บดหยาบ หรือพวกเครื่องเทศต่าง ๆ ดังนั้นอาหารที่คุณทำให้ลูกทานควรเป็นอาหารที่เป็นรสธรรมชาติจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงใดๆทั้งสิ้น เพราะระบบย่อยอาหารและกระเพาะอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ และเพื่อไม่ให้ลูกติดรสชาติอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปนั้นเองค่ะ

5.เลือกอาหารที่มีโภชนาการให้เหมาะสมกับวัยของลูก เช่น เลือกผักใบเขียวซึ่งมีแคลเซียมสูง หรือ เสริมธาตุเหล็ก ที่มีอยู่มากในตับ และไข่แดง คุณแม่ลองเลือก ๆ ดูนะคะ

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ สำหรับการเริ่มต้นทำอาหารเสริมให้ลูกน้อย ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เยอะ และวัตถุดิบก็หาไม่ยาก ทำง่าย และยังมีประโยชน์สูงสุดจำเป็นสำหรับลูกมาก ๆ เลยค่ะ

สารก่อการแพ้ในเด็ก ที่พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยง

5 สารก่อการแพ้ในเด็ก ที่ควรเลี่ยง

สำหรับสารอันตรายที่ไม่ควรนำมาใช้กับเด็กเป็นอันขาด ก็มีดังนี้

1.Gluten

กลูเตนเป็นสารก่อการแพ้ที่พบได้มากในอาหารจำพวกธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ และทริทีเคลี นอกจากนี้ยังพบกลูเตนได้ในผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กทารกบางยี่ห้ออีกด้วย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับอาบน้ำเด็ก ซึ่งจะทำให้ผิวของลูกเกิดการแพ้ เป็นผื่นแดงขึ้นมาได้ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของลูก โดยจะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ตัวเองได้ง่าย อีกทั้งกลูเตนยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย และอาเจียนได้อีกด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

2.Paraben

พาราเบนเป็นสารกันเสียที่อันตรายต่อเด็กเป็นอย่างมาก โดยพบว่าจะก่อให้เกิดการแพ้ในเด็กและยังเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคร้ายได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ มวลกระดูกลดน้อยลง หรือการส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งจะทำให้เบบี๋มีพัฒนาการช้าทั้งทางด้านร่างกายและสมองได้

3.SLS

SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กหลายยี่ห้อนำมาใช้ เพราะจะช่วยให้เกิดฟองได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นอันตรายต่อผิวเด็กอย่างมาก เพราะผิวเด็กมีความบอบบางจึงมีโอกาสเกิดการแพ้ได้สูง โดยจะทำให้ผิวของลูกแห้งกร้านและมีอาการคัน และหากได้รับสาร SLS เป็นเวลานานก็จะสะสมอยู่ในร่างกายของลูกจนทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ช้าลงและมีปัญหาทางสมองได้อีกด้วย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร SLS แล้วเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สาร SLES (Sodium Laureth Sulfate) แทนดีกว่า เพราะมีความอ่อนโยนและปลอดภัยต่อลูกน้อยมากกว่านั่นเอง

4.SOAP

SOAP เป็นสารสบู่ที่จะทำให้ผิวบอบบางของทารกเกิดการระคายเคืองได้ง่าย โดยจะทำให้ผิวแห้ง มีผื่นขึ้นและมีอาการคันร่วมด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงสารชนิดนี้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคจะปลอดภัยจากสาร SOAP มากที่สุด คุณแม่จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเป็นหลัก

5.สารซิลิโคน

สารซิลิโคน จะทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาผิวตามมาได้ โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้กับผิวเด็ก เพราะผิวเด็กมีความบอบบาง แพ้ง่าย และเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะเกิดการสะสมของสารซิลิโคนบนผิวจนก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

5 อาหารแนะนำสำหรับเด็กวัยเริ่มต้นทานอาหารเสริม

ถ้าต้องการให้ลูกมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง พ่อแม่ทุกคนคงต้องคิดถึงเรื่องการกินอาหารเป็นเรื่องแรก ต้องดูแลเรื่องการกินอาหารของลูกให้ถูกต้องตามโภชนาการ และควรเริ่มให้ลูกกินอาหารที่หลากหลายตั้งแต่ยังเด็ก เด็ก ๆ ควรเริ่มกินอาหารเสริมตอนอายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่ก็มีเด็กไม่น้อยที่เริ่มอาหารเสริมเร็วกว่านี้

ถ้าต้องการให้ลูกเริ่มอาหารเสริมตอนไหนต้องดูความพร้อมและระบบการขับถ่ายของลูกเป็นสำคัญ วันนี้เราจะมาแนะนำเมนูอาหารเสริมที่เด็กวัย 6 เดือนขึ้นไปสามารถทานได้  ซึ่งอาหารบางอย่างอาจเริ่มให้ลูกวัย 5 เดือนได้ลองชิมดูก่อนก็ได้ค่ะ

5 อาหารแนะนำสำหรับเด็กวัยเริ่มต้นทานอาหารเสริม

1. ธัญพืชต่าง ๆ:

เช่น ข้าวโอ๊ต, ข้าว อาหารพวกนี้ต้องต้มและนำมาบดให้ละเอียดก่อน ถึงจะให้ลูกกินได้ เน้นต้องต้มให้เละ และบดให้ละเอียดอาจผสมด้วยผักต้ม หรือ ผลไม้ให้เข้ากันได้ ให้ลูกกินแค่ 1-2 ช้อนชาต่อมื้อเท่านั้นค่ะ

2. ผลไม้:

เป็นอาหารที่ควรให้ลูกวัย 5 เดือนของคุณได้ลองชิมดู และเหมือนเดิมผลไม้ที่คุณจะนำมาให้ลูกกินต้องสุก และบดละเอียด อาจจะบดเอาเนื้อมาให้กิน หรือ จะปั่นให้กินแบบน้ำก็แล้วแต่ความเหมาะสมค่ะ แต่เด็ก ๆ ควรได้กินผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามิน และ แร่ธาตุให้กับร่างกาย ผลไม้ที่เหมาะสำหรับเด็กที่เริ่มทานอาหารเสริมคือ กล้วย อะโวคาโด มะม่วงสุก เป็นต้น

3. ผัก:

ผักต้มสุกหรือน้ำต้มผักก็ได้ค่ะ บดละเอียดทานพร้อมกับข้าว หรือจะบดทานเลยก็ได้ค่ะ ผักต้องต้มหรือตุ๋นให้สุกเท่านั้น ห้ามนำผักดิบให้ลูกทานเด็ดขาด ผักที่แนะนำคือ ฟักทอง แครอท บล็อกโคลี่ เป็นต้น

4. โปรตีน:

ความจริงตอนนี้ยังไม่ต้องเน้นโปรตีนมากค่ะ เพราะลูกกินนมอยู่ แต่ถ้าต้องการให้ลูกกินสามารถทำได้ค่ะ โดยให้กินเนื้อสัตว์เช่น ไก่ ปลา ต้มสุกบดละเอียดให้กินน้อย ๆ ก่อนค่ะ ลองให้ทานสัก 3-5 วันเพื่อดูว่าลูกมีอาการแพ้หรือไม่ค่ะ

5. ไข่:

เป็นสุดยอดอาหารเสริม และอาหารหลักสำหรับทารกในครรภ์ และเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต การเริ่มไข่ให้เป็นอาหารเสริมของลูกต้องเริ่มจากไข่แดงก่อน ส่วนไข่ขาวรอให้ลูกมีอายุสัก 1 ขวบค่อยให้เริ่มทานค่ะ เพราะเด็กส่วนมากมักแพ้โปรตีนจากไข่ขาวกันค่ะ อาจให้เริ่มจากไข่แดงต้ม ไข่แดงต้มสุกบดกับข้าว เป็นต้น

เมื่อลูกเริ่มทานอาหารเสริม อาจจะมีการแพ้อาหารบางอย่างได้ ดังนั้น ถ้าต้องการรู้ว่าลูกกินอะไรได้บ้างและแพ้อะไร ต้องให้ลูกกินอาหารชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ 3-5 วันเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าอาหารชนิดนี้กินได้แน่นอน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเมนูอื่น ๆ ค่ะ

ผลของการร้องไห้กลั้นที่ส่งผลต่อลูก

1.ผลจากการตามใจเมื่อถูกขัดใจจะนำไปสู่อารมณ์เครียด เก็บกดในใจ  เด็กบางคนเสดงอาการออกมาด้วยความรุนแรง เช่น กรีดร้อง และตามมาด้วยการกลั้นหายใจ

2.เมื่อลูกกลั้นลมหายใจ ร่างกายจะขาดออกซิเจนชั่วขณะ ส่งผลให้ลำตัวและริมฝีปากเขียวคล้ำ  หากกลั้นหายใจนานเกินไป หนูน้อยอาจสลบไปเองเป็นอัตโนมัติ  เมื่อคลายลมหายใจแล้วการทำงานของร่างกายจะกลับมาปกติดังเดิม

3.การกร้องไห้กลั้นแบบปกติ ไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของสมองและไม่ทำให้เด็กเกิดอันตรายในด้านร่างกาย แต่ส่งผลต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ ซึ่งจำเป็นต้องปรับวิธีการเลี้ยงที่ไม่ควรตามใจลูกจนเกินไป

4.การร้องไห้กลั้นแบบผิดปกติของขั้วหัวใจหรือระบบไหลเวียนโลหิต  คนละประเด็นกันนะคะ  เพราะการร้องไห้กลั้นเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดอันตรายได้  วิธีสังเกตการณ์ร้องไห้กลั้นกรณีมีความผิดปกติทางร่างกาย คือ

  • ขณะที่ร้องไห้กลั้น ลูกจะมีอาการตัวเขียวคล้ำ
  • เวลาปกติหากมีกิจกรรมที่ต้องใช้แรง ลูกมักจะเหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • เวลาที่เกิดอาการไม่สบายหรือเจ็บป่วย ลูกอาจจะมีอาการตัวเขียวคล้ำไม่เฉพาะเวลาที่ร้องไห้เท่านั้น
  • ลูกจะมีพัฒนาการทางร่างกายที่ไม่สมวัย ในด้านน้ำหนัก ส่วนสูง มีปัญหาด้านการเจริญเติบโต หรือร่างกายไม่แข็งแรง
  • เด็กที่มีประวัติโรคลมชัก เวลาร้องไห้มักจะร้องไห้กลั้น ซึ่งเป็นคนละแบบกับการร้องไห้กลั้นปกติ  หากเด็กร้องไห้แล้วสลบไปแต่ยังมีอาการเกร็งกล้ามเนื้อ แบบนี้ไว้ใจไม่ได้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนค่ะ

การเลือกอาหารให้เหมาะสมกับวัย(แรกเกิด-1ขวบ)

อาหารเป็นแหล่งรวบรวมสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย และบำรุงสมอง ทารกแรกเกิด-6 เดือน ควรได้รับน้ำนมจากมารดามากที่สุด เพราะนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก หากเป็นไปได้คุณแม่ควรให้นมแก่ลูกน้อยไปจนครบขวบปีหรือมากกว่าถือเป็นเรื่องดี และถ้าให้ควบคู่กับอาหารสำหรับเด็กตามวัยอย่างเหมาะสมแล้ว เด็กจะมีสุขภาพที่เติบโตสมวัยและมีภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากน้ำนมแม่อีกด้วย

เมื่อทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่ควรเริ่มให้ทานอาหารเสริมเพื่อให้เด็กได้ปรับตัวจากน้ำนมแม่เป็นอาหารเสริม รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดจากอาหารเสริม อาทิ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี วิตามินเอ ไอโอดีน เป็นต้น เพื่อให้ลูกน้อยเจริญเติบโตสมวัย หากให้อาหารเสริมกับลูกช้าเกินไปลูกอาจจะปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารสำหรับคนโตได้ การให้อาหารตามวัยสำหรับทารกที่มีคุณภาพและปริมาณเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพของทารก ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายและสติปัญญาในระยะยาวได้

ปัญหาหนึ่งสำหรับการจัดอาหารสำหรับทารก คือ ภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อที่ผิด และความไม่รู้ของบุคคลในครอบครัว ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง อย่างนมผงสำหรับเด็กที่มีราคาสูงทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถซื้อได้ จึงตัดสินใจผสมนมข้นหวานกับน้ำสะอาดให้เด็กดื่มแทน สารอาหารจากนมผงสำหรับเด็กและนมข้นหวานผสมน้ำสะอาดก็แตกต่างกันมากแล้ว ปริมาณน้ำตาลก็แตกต่างเช่นกัน

การจัดเมนูอาหารสำหรับทารกให้เหมาะสมกับวัย ยกตัวอย่างคือ

  • เด็กช่วงอายุ 6-8 เดือน เป็นช่วงที่ต้องให้ลูกได้ฝึกการบดเคี้ยว อาหารที่จัดให้ลูกได้ทานต้องมีความเหลวใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ แต่ยังสามารถบดเคี้ยวได้บ้าง เช่น ข้าวบดต้มกับไข่แดงและตำลึง
  • เด็กช่วงอายุ 9-11 เดือน อาหารที่จัดเตรียมเริ่มมีลักษณะคล้ายข้าวต้มหรือบดหยาบ ๆ ผสมกับอาหารที่เคี้ยวง่ายอย่างไข่ ตำลึง แครอท เป็นต้น

ควรจัดอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ประมาณ 1 ถ้วยเล็ก ๆ และระหว่างป้อนอาหารพึงระวังว่าเด็กจะสนใจสิ่งรอบข้างมากกว่าจนไม่ยอมทานอาหาร ควรปรับให้เด็กสนใจการทานอาหารที่ละน้อย มีกรณีที่เด็กให้ความสนใจสิ่งอื่นมากกว่าจนทานอาหารเสริมไม่หมด แต่ภายหลังเด็กจะร้องโยเยเพราะยังไม่อิ่ม โดยที่คุณแม่อาจไม่รู้ จึงควรระวังจุดนี้ด้วย

ของเล่น ประเภทที่ดีเหมาะสำหรับเด็ก 1ขวบขึ้นไป

การซื้อของเล่นให้ลูกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะของเล่นถ้าเลือกซื้อให้สมกับวัยของลูก จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกให้เป็นระบบ และยังช่วยในเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อนิ้วมือ การฝึกใช้สายตา และ การใช้สติปัญญา มาดูกันค่ะ ว่าของเล่นแบบไหนเหมาะสำหรับลูกน้อยวัย 1 ขวบขึ้นไปบ้าง

ของเล่น 11 ประเภทที่ดีเหมาะสำหรับเด็ก 1ขวบขึ้นไป

1.ของเล่นที่เป็นรูปทรง:

ของเล่นที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ เป็นของเล่นพื้นฐานที่ลูกควรได้เล่น เพราะไม่ว่าสิ่งของอะไรที่อยู่รอบตัว มักมาจากรูปทรงต่าง ๆ ทั้งนั้น

2.ของเล่นซ้อน จากเล็กไปหาใหญ่ จากใหญ่มาหาเล็ก:

ของเล่นชนิดนี้เหมาะสมกับการใช้สติปัญญาที่สุดค่ะ เพราะสามารถนำมาเล่นได้หลากหลาย

3.รถผลักเดิน:

บอกได้เลยว่าเด็กรุ่นนี้ทุกคน ชอบที่จะจับสิ่งของที่อยู่ระดับอก ผลัก เพื่อเดินไปข้างหน้า ถ้าในบ้านมีตะกร้าผ้า เกาอี้ รับรองเด็ก 1 ขวบขึ้นไปจับมากผลักเดินหมดค่ะ

4.ของเล่นที่เคาะ หรือตี แล้วมีเสียง:

เช่น กลอง ไซโลโฟน(ระนาดฝรั่ง) หม้อ ถัง กะละมัง อย่าปล่อยให้สิ่งของพวกนี้ว่างค่ะ นำมาวางให้ลูกลองตีเล่นดูค่ะ ลูกจะชอบมาก ๆ เลย

5.ของเล่นในอ่างอาบน้ำ:

แค่อาบน้ำก็ทำให้พัฒนาการต่าง ๆ ของลูกพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว คุณแม่ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำลูกให้เสร็จไว ๆ นะคะ ควรปล่อยให้ลูกได้เล่นน้ำในกะละมังและเล่นของเล่นต่าง ๆ ในน้ำ แต่คุณต้องคอยดูลูกตลอดเวลาด้วยนะคะ

6.ของเล่นตอกทุบ:

ของเล่นชิ้นนี้ฝึกกล้ามเนื้อมือได้ดีค่ะ และยังช่วยให้ลูกสนุกเวลาได้เห็นแท่งสีต่าง ๆ ถูกทุบและหายไปด้วยนะคะ

7.โทรศัพท์ของเล่น:

ถ้าคุณซื้อให้ลูกเล่น ลูกจะชอบมันมากค่ะ ยิ่งเป็นแบบที่อัดเสียงเป็นเสียงดนตรีได้ด้วย ลูกยิ่งชอบค่ะ

8.บล็อกสีต่าง ๆ:

ของเล่นชิ้นนี้ลูกสามารถนำมาต่อได้แบบอิสระ สร้างจินตนาการได้ดี ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือและ ฝึกเรื่องสีค่ะ

9.ของเล่นล้อลาก:

ลักษณะจะเป็นล้อมีสายไว้จูงเดินตาม เด็กในวัยหัดเดินจะชอบมากค่ะ

10.ลูกบอลยางเด้งดึ๋ง:

ลูกจะวิ่งตามเล่น เจ้าลูกบอลนี้อย่างสนุกเลยค่ะ ยิ่งเป็นสี ๆ หรือมีไฟอยู่ข้างในลูกก็จะชอบมากเป็นพิเศษค่ะ

11.หนังสือ:

หนังสือที่มีภาพใหญ่ ๆ สังเกตได้ชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กวัยหัดพูดหัดเรียนรู้ค่ะ ควรซื้อไว้ให้ลูกเปิดดูหลายเล่ม เน้นภาพที่สมจริงดีที่สุดค่ะ

5 เคล็ดลับดีๆในการทำ อาหารเสริมให้ลูก อย่างง่าย

5 เคล็ดลับดี ๆ ในการทำ อาหารเสริมให้ลูก อย่างง่าย

1.ก่อนเริ่มทำอาหารให้คุณแม่ตรวจเช็คอุปกรณ์เหล่านี้ก่อนว่ามีพร้อมหรือไม่ เช่น ไมโครเวฟ หม้อนึ่ง เครื่องปั่น เป็นต้น

2.เริ่มต้นด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับวัย เช่น แครอท มันฝรั่ง อโวคาโด นำมาบดให้ละเอียดก่อนให้ลูกรับประทาน คุณแม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาหารกลุ่มผักก่อน จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเป็นพวกผลไม้ เช่น ลูกพีช ลูกแพร์ ส้ม กล้วย แตงโม แอปเปิ้ล อาหารเหล่านี้นำมาล้างน้ำนำเม็ดออกให้ดี และเริ่มทำการบดหรือปั่นได้เลยค่ะ

3.หัดทำน้ำซุป ซุปเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับเด็กที่จะเริ่มกินอาหารเสริม คุณไม่จำเป็นต้องเคี่ยวน้ำซุปทุกวันหรือทั้งคืน เพราะของเหล่านี้คุณแม่สามารถทำเก็บแช่แข็งไว้ได้หลายวัน พอจะให้ลูกทานก็เพียงแค่ใส่ไมโครเวฟอุ่นก็ได้ทานแล้วค่ะ

4.ตอนนี้ลูกยังไม่พร้อมสำหรับการกัด อาหารที่มีลักษณะแข็ง บดหยาบ หรือพวกเครื่องเทศต่าง ๆ ดังนั้นอาหารที่คุณทำให้ลูกทานควรเป็นอาหารที่เป็นรสธรรมชาติจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงใดๆทั้งสิ้น เพราะระบบย่อยอาหารและกระเพาะอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ และเพื่อไม่ให้ลูกติดรสชาติอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปนั้นเองค่ะ

5.เลือกอาหารที่มีโภชนาการให้เหมาะสมกับวัยของลูก เช่น เลือกผักใบเขียวซึ่งมีแคลเซียมสูง หรือ เสริมธาตุเหล็ก ที่มีอยู่มากในตับ และไข่แดง คุณแม่ลองเลือก ๆ ดูนะคะ

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ สำหรับการเริ่มต้นทำอาหารเสริมให้ลูกน้อย ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เยอะ และวัตถุดิบก็หาไม่ยาก ทำง่าย และยังมีประโยชน์สูงสุดจำเป็นสำหรับลูกมาก ๆ เลยค่ะ

อาการติดสิ่งของ ของลูกวัยซน

อาการติดผ้าห่มหรือผ้าขนหนูนั้นถือเป็นอาการปกติ ก็คล้าย ๆ กับอาการปัสสาวะรดที่นอนค่ะ เมื่อลูกโตขึ้นแล้ว  อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง  ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในเด็กที่อายุระหว่าง 2-6 ปี จะเห็นเด็กบางคนหอบหิ้วน้องเน่าไปโรงเรียนอนุบาลด้วยก็มีมาก นั่นเป็นเพราะ…

1.สร้างความอบอุ่น ความมั่นคงทางจิตใจให้กับลูก เด็กที่มีอายุช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เขากำลังปลีกตัวออกห่างจากคุณแม่ อยากที่จะทำอะไรเอง ไม่อยากพึ่งคุณแม่สักเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นผ้าห่มผ้าขนหนูหรือตุ๊กตานั้นก็เปรียบเหมือนสิ่งที่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับเขาเปรียบเหมือนเป็นตัวแทนของคุณแม่

2. ความรู้สึกความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับผ้าผืนนั้นหรือตุ๊กตาตัวนั้นอย่างเช่น  อาจจะเป็นตุ๊กตาตัวแรกของเขา เขาก็เลยรักมากเป็นพิเศษ เป็นผ้าที่เขาใช้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เค้าก็เลยรู้สึกผูกพันไม่อยากทิ้งมัน

3.สำหรับสาเหตุข้อที่ 3 นี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตตนเองแล้วค่ะว่า  พ่อแม่ไม่ค่อยให้ความสนใจลูกเท่าที่ควรหรือไม่  เพราะเด็กบางคนรู้สึกว่า ตนเองขาดความอบอุ่น ผ้าห่ม ผ้าขนหนูหรือตุ๊กตาเก่า ๆ ก็อาจจะเปรียบได้กับตัวพ่อแม่ที่ลูกรู้สึกอยากจะกอด เด็กอาจจะไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากใครเลย เพราะฉะนั้นก็เลยต้องอาศัยกอดตุ๊กตากอดผ้าแทนความอบอุ่นที่ควรจะได้รับจากพ่อแม่

การป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมนี้

จริง ๆ แล้วพฤติกรรมติดสิ่งของของลูกวัยซนนั้น ไม่ต้องกังวลมากนักหรอกค่ะ เพราะเมื่อเจ้าตัวน้อยโตขึ้นอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเอง  แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเลิกพฤติกรรมติดน้องเน่าเร็ว ๆ สามารถทำได้ ดังนี้ค่ะ

1.ลองให้ลูกเข้านอนโดยไม่ต้องใช้ผ้าห่ม ผ้าขนหนู หรือตุ๊กตาเก่า ๆ ดูบ้าง สังเกตว่าลูกเข้านอนได้ไหม ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ลูกนอนหลับยากหรือเปล่า ถ้าลูกไม่มีปัญหาอะไรก็ค่อยฝึกลูกไปเรื่อย ๆ โดยช่วงแรกอาจหาหมอนข้างมาให้เค้ากอดแทนจนเขาสามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องอาศัยผ้าหรือตุ๊กตา

2. หาสิ่งของบางอย่างมาทดแทนอาจจะเป็นผ้าผืนใหม่ ตุ๊กตาตัวใหม่ หรือของเล่นชิ้นใหม่ ถ้าเขายังไม่สามารถเลิกกอดสิ่งเหล่านี้

3.แน่ใจว่าพ่อแม่ได้ให้ความรักความอบอุ่นกับลูกเพียงพอ ในวันหนึ่ง ๆ พ่อแม่ควรหาเวลาคุยกับลูกบ้าง อาจจะเป็นช่วงก่อนนอนก็ได้ กอดเขา หอมแก้มเขา ให้เขารู้สึกว่าลูกได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพ่อแม่เขาจะได้เลิกกอดผ้าหรือตุ๊กตาแทนการกอดของพ่อแม่

ลองดูนะคะ หากต้องการให้ลูกบ๊าย บาย น้องเน่าเร็ว ๆ แต่จริง ๆ แล้วก็อย่างที่เราได้บอกไปค่ะ ว่าเป็นไปตามวัย เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะเลิกติดไปเอง

เมื่อลูกโมโหร้าย หงุดหงิด อาละวาด ทำไงดี

อารมณ์ของลูกน้อย

เด็กน้อยวัย 3 ปีขึ้นไป จะมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ชัดเจนมาก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร ชอบอะไร หรือไม่พอใจอะไร

แน่นอนว่าบางครั้งเด็กน้อยที่อยู่ในวัยนี้ต้องมีอารมณ์โมโห หงุดหงิด ยามไม่ได้ดั่งใจกันแน่ๆ ซึ่งหากเมื่อลูกอาละวาดหรือลงไปชักดิ้นชักงอ สิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ควรทำมากที่สุดคือ ห้ามแสดงอาการโกรธลูก ทำสีหน้าแสดงความไม่พอใจ หรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่ให้คุณพ่อและคุณแม่พยายามสูดหายใจเข้า-ออก ลึกๆ ใจเย็นๆ นับ 1-10 เอาไว้

พยายามค่อยๆ ทำให้ลูกอารมณ์สงบลง อาจปลอบโยนลูกด้วยวิธีที่คุณพ่อและคุณแม่ถนัดก็ได้แต่ห้ามตามใจในสิ่งที่ลูกเรียกร้องเด็ดขาด เด็กวัยนี้เค้าพูดเข้าใจแล้ว ให้กอดลูกไว้และมองตาเค้า พูดกับลูกอย่างจริงจังถึงพฤติกรรมที่ลูกทำออกมาว่าไม่น่ารัก ไม่ต้องอธิบายอะไรยาวๆ หรือลงลึกรายละเอียดอะไรเยอะแยะ บอกลูกแค่สั้นๆ แต่เป็นคำพูดที่อ่อนโยนและไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกตำหนิ แต่เป็นการสอนและการตักเตือนไม่ให้ลูกทำพฤติกรรมแบบนี้อีก

คุณพ่อและคุณแม่ต้องเหนื่อยกันนิดนึงนะคะ เวลารับมือกับลูกตอนมีน้ำโห ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ยิ่งทำท่าทีไม่พอใจหรือแสดงอารมณ์โมโหกลับ ลูกของเราจะกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์และเกรี้ยวกราดง่ายติดเป็นนิสัย ไม่ดีแน่ๆ ค่ะ

เรื่องจริง หรือคิดไปเอง “นมแม่ไม่พอ” สำหรับทารก

ทำความเข้าใจ : ขนาดกระเพาะของทารก

ทารกน้อยตัวเล็กกระจิริดของคุณพ่อคุณแม่นั้น ไม่ได้มีขนาดของกระเพาะอาหารที่ใหญ่โตมโหฬารอะไรเลย  กระเพาะอาหารของทารกมีขนาดเท่ากำปั้นของตัวลูกเท่านั้นเองค่ะ ความจุเต็มที่ ประมาณ 30 – 40 cc.

คุณแม่ไม่ต้องให้ลูกกินนมจนเต็มกระเพาะอาหารด้วยความกลัวว่าลูกจะไม่อิ่มนะคะ แบบนี้ไม่ถูกต้องแน่ ๆ   ที่สำคัญลูกจะกินนมได้เต็มที่ประมาณ 2 ใน 3 ของกระเพราะหรือประมาณ 20 cc. เท่านั้นค่ะ

เรื่องจริง หรือคิดไปเอง “นมแม่ไม่พอ” สำหรับทารก

หลังจากคลอดแล้วประมาณ 2 – 3 วัน คุณแม่จะเริ่มมีน้ำนมออกมาให้ลูกได้กิน  แต่ในช่วงแรกน้ำนมของคุณแม่หลังคลอด ร่างกายจะสร้างรอไว้ประมาณ 25 – 75 cc. / วัน

และจะถูกสร้างมากขึ้นหากได้รับการดูดกระตุ้นจากลูกน้อย  ภายหลังคลอดในหนึ่งสัปดาห์น้ำนมของคุณแม่จะเพิ่มมากขึ้นเป็น 125 ,250 และ 850 cc. / วัน ตามลำดับ   มาถึงตอนสำคัญกันว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำนมแม่เพียงพอสำหรับทารกหรือไม่  อ่านต่อเลยค่ะ

รู้ได้อย่างไรน้ำนม “พอ” หรือ “ไม่พอ” สำหรับทารก

คุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกอิ่มหรือไม่อิ่ม  ต้องดูที่ลูกนะคะ  ไม่ใช่ที่ความรู้สึกของแม่ วิธีการสังเกต มีดังนี้

1.ลูกกินนมแล้วนอนหลับไม่ร้องโยเย หรืองอแงเพราะไม่อิ่มนม

2.ในช่วง 2 – 3 เดือนแรก ลูกมักจะกินนมไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ครั้ง

3.ลูกจะถ่ายปัสสาวะมากกว่า 6 – 8 ครั้ง / วัน

4.ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์แรกหลังคลอด ลูกมักจะถ่ายอุจจาระมากกว่า 1 ครั้ง / วัน

5.คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าเต้านมของคุณแม่แฟบลงกว่าตอนที่ให้ลูกกินนม

6.ดูที่น้ำหนักตัวของลูกจะเพิ่มขึ้นนับจาก 3 – 4 วันหลังคลอด

7.สำหรับการร้องไห้หลังกินนมไม่ได้แปลว่า ลูกไม่อิ่ม เพียงอย่างเดียวนะคะ ส่วนหนึ่งอาจมีปัจจัยด้านอื่น ๆ เช่น  ลูกรู้สึกไม่สบายตัว เพราะบางทีเกิดถ่ายอุจจาระขณะกินนมทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเลยร้องโยเยก็มีค่ะ  หรืออิ่มแล้วแต่อยากให้อุ้มต่อ อยากให้พาเดิน หรือลูกตกใจอะไรสักอย่าง เป็นต้น อย่างน้อยให้เค้ากินนมเสร็จแล้วอุ้มไว้ในอ้อมกอดให้ลูกสบายตัวสบายใจก่อนนะคะ ถึงค่อยวางลงบนเตียง

 “นมแม่น้อย”  เพราะอะไร ???

สาเหตุหลัก ๆ ที่นมแม่น้อย เกิดจาก ไม่ได้รับการดูดกระตุ้นมากเท่าที่ควร หรือดูดกระตุ้นไม่เพียงพอ  สิ่งสำคัญคือ ดูดมาก ดูดบ่อย น้ำนมจะมาก นอกจากนี้การดูดที่ “ไม่ถูกต้อง”  เช่น  ลูกดูดนมแม่เพียงแค่หัวนม  หรืออมหัวนมไว้เฉย ๆ หรือปัญหาเกิดจากความวิตกกังวลของคุณแม่นั่นเอง  ความกังวลส่งผลให้กลไกการผลิตน้ำนมลดน้อยถอยลงนะคะ  วิธีแก้ไขหากน้ำนมแม่มาน้อยให้ลูกดูดบ่อย ๆ และดูดให้นานขึ้น สำหรับคุณแม่เองการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลูกหลับ ก็มางีบหลับตาม จิบน้ำอุ่นตลอดวัน  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  รวมไปถึงทานอาหารที่ช่วยบำรุงน้ำนม เป็นต้น

อุ้มลูกกินนมให้ถูกท่า น้ำนมแม่ ไหลมาเทมาแน่นอน

การอุ้มลูกกินนมให้ถูกท่า  มีผลต่อการให้นมแม่  จริงแท้แน่นอนค่ะ  เพราะท่าอุ้มให้นมที่ถูกต้อง คือ ปากต้องอมถึงลานนม  สังเกตริมฝีปากลูกบานถึงลานนม  แก้มจะป่อง และคางชิดเต้านมของคุณแม่ ท้องแนบท้อง ท้องลูกกับท้องแม่หันเข้าหากัน   เรียกว่าท่านี้สบายทั้งแม่และลูก และยังช่วยป้องกันหัวนมแตกได้อีกด้วยค่ะ  เมื่อลูกดูดนมในท่าที่สบายลูกจะดูดได้เยอะ ดูดได้เกลี้ยงเต้า  น้ำนมจะถูกกระตุ้นให้ไหลมาเทมาอย่างแน่นอน

ได้ทราบกันแล้วนะคะว่า  นมแม่นั้นเพียงพอกับลูกหรือไม่  มีข้อสังเกตที่คุณแม่ต้องคอยดูเวลาลูกดูดนม และสิ่งสำคัญที่แม่ไม่ควรพลาด คือ  การดูแล บำรุงรักษาร่างกายของตัวเอง  พยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  ทานอาหารที่มีประโยชน์  ลดความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูกด้วยการหาอะไรทำผ่อนคลาย เช่น  ฟังเพลง  อุ้มลูกเดินเล่น  แทนที่จะจับเค้าอยู่แต่ในบ้าน เมื่อจิตใจสบาย ร่างกายจะดีตามไปด้วยนะคะ เป็นกำลังให้คุณแม่ให้นมทุกคนค่ะ