พัฒนาการเด็กวัย 3-6 ปี ลูกทำอะไรได้บ้าง

พัฒนาการเด็กวัย 3-6 ปี ส่วนใหญ่ก็จะเข้าสู่ระบบการเรียนในชั้นอนุบาล ทำให้ลูกได้เรียนรู้การช่วยเหลือตนเอง การอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ และต้องเรียนรู้การห่างจากพ่อแม่และบ้านมากขึ้น เด็กในช่วงวัยนี้จะมีการพัฒนาการด้านภาษาอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการพูด อ่าน เขียน เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมได้ คุณพ่อคุณแม่มาดูกันค่ะว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการด้านใดบ้าง

พัฒนาการเด็กวัย 3-6 ปี มีดังนี้

พัฒนาการเด็กอายุ 3-4 ปี  กล้ามเนื้อมัดเล็กเริ่มแข็งแรงขึ้น เด็กจะสามารถวาดรูปวงกลมได้ และเริ่มรู้จักจำนวนง่ายๆ  รู้จักสี  สามารถเล่าเรื่องให้คนอื่นเข้าใจได้เกือบทั้งหมด บอกได้เมื่อปวดปัสสาวะและไปห้องน้ำเองได้ สนใจสิ่งแปลกใหม่ และอยากที่จะลองเสมอ มักมีคำถามมากมาย จนเรียกว่า เจ้าหนูจำไม ได้เลยค่ะ  เด็กวัยนี้จากที่ชอบเล่นคนเดียว จะเริ่มเข้ากลุ่มกับเพื่อนได้แล้วนะคะ  โดยสามารถเล่นกับกลุ่มเพื่อนตามกติกาง่ายๆได้ เดินสลับเท้าขึ้น-ลงบันไดได้ และยืนขาเดียวได้ชั่วครู่

พัฒนาการเด็กอายุ 4-5 ปี  เด็กเรียนรู้ที่จะทำความเคารพ การกล่าวขอบคุณ และการขอโทษได้ รู้จักแสดงอารมณ์โกรธ ชอบงอน  เด็กวัยนี้นับว่ามีจินตนาการสูงมาก  ชอบสมมุติตัวเองเป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย พวกเขาสามารถจับดินสอวาดรูปคนแบบง่ายๆได้แล้วนะคะ เข้าใจรูปสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งแปรงฟัน ใส่เสื้อผ้า ติดกระดุมเสื้อเป็นต้น สำหรับกล้ามเนื้อมัดใหญ่จะเริ่มแข็งแรงขึ้นจนสามารถกระโดดขาเดียว ได้เวลานานพอสมควรเลยค่ะ

พัฒนาการเด็กอายุ 5-6 ปี เด็กวัยนี้นับว่าเป็นเด็กโตและรู้เรื่องพอสมควรแล้วค่ะ พวกเขาสามารถช่วยทำงานบ้านได้ และเข้าใจกฏกติกา พร้อมทำตามข้อตกลงค่ะ คุณแม่สามารถมอบหมายงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาช่วยได้แล้วนะคะ เพื่อเป็นการฝึกฝนวินัยไปในตัว เช่น เมื่อทานข้าวเสร็จ ให้ช่วยเก็บจานชามไปล้าง และเช็ดโต๊ะ เป็นต้น  เด็กวัยนี้รู้จัก ซ้าย-ขวา  บน-ล่าง  หน้า-หลัง และสามารถนับจำนวนได้ 1-10 บางคนก็สามารถอ่านเขียนหนังสือและสะกดคำได้แล้วค่ะ   นอกจากนี้พวกเขายังสามารถใช้มือทั้งสองประสานกับประสาทตาได้แล้วนะคะ  เช่น การรับลูกบอลด้วยมือทั้ง 2 ข้าง เป็นต้น

การนอนของลูกวัย 11 เดือน ที่ควรรู้

การนอนของลูกวัย 11 เดือน

1. ลูกอยู่ในช่วงวัยหัดเดินจะนอนเพียงแค่ 13-14 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

2. ในตอนกลางวันลูกจะหลับประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรืองีบหลับบ้างในตอนบ่ายแก่ ๆ แต่จะนอนหลับยาวในตอนกลางคืน ประมาณ 11 ชั่วโมง

3. ลูกจะใช้ตารางการนอนหลับนี้ไปจนถึงอายุประมาณ 15-18 เดือน การนอนของลูกถึงจะเปลี่ยนไปอีกเล็กน้อย

ปัญหาการนอนหลับของลูกวัย 11 เดือน

แน่นอนว่าการนอนหลับของเด็กทุกวัยจะมีปัญหาบ้าง อย่างเด็กวัย 11 เดือนนี้อาจจะมีการนอนหลับไม่สนิทนัก เนื่องจากในตอนกลางวัน ใช้แรงและทำให้ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป ปัญหาที่เกิดขึ้นมีดังนี้

  • ตื่นมาร้องไห้กลางดึก หรือ มีอาการละเมอ แต่จะไม่มากนัก ร้องไห้แบบเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือส่งเสียงแปลก ๆ เบา ๆ ไม่มากมายจนน่ากลัวค่ะ
  • เด็กวัย 11 เดือน จะมีแรงมากและอาจนอนหลับไม่สนิท พ่อแม่ต้องคอยลุกขึ้นมาดูบ้างอย่างน้อยคืนละ 1 ครั้งค่ะ
  • ประมาณ 90% เด็กรุ่นนี้จะนอนแต่หัวค่ำ อาจมีตื่นกลางดึกบ้าง และจะตื่นขึ้นมาประมาณ ตี 5 ของทุกวันค่ะ

เด็กในวัยนี้ส่วนมากร่างกายจะตื่นตัว และ นอนหลับได้ไม่ค่อยยาวนัก และมักจะนอนน้อยจนคุณกังวลใจ เพราะการนอนของลูกเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากในการพัฒนาระบบประสาทและสมอง และยังส่งผลทำให้ร่างกายแข็งแรง สามารถออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เด็กรุ่นนี้มักจะมีอาการกระสับกระส่ายนอนไม่สนิทในตอนกลางคืน ถ้าลูกนอนหลับน้อยกว่าตารางที่ให้ไป หรือ หลับน้อยกว่า 13-14 ชั่วโมงต่อวัน แสดงว่าลูกมีอาการพักผ่อนไม่เพียงพอ และถ้าเป็นหลาย ๆ วันติดกันโดยที่กำหนดตารางให้ลูกไม่ได้คุณต้องพาลูกไปหาหมอเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงค่ะ

คุณสามารถกำหนดตารางนอนของลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนี้

1. นอนหลับไปพร้อมกับลูกในตอนกลางคืนเลย ซัก 1-2 ชั่งโมง แล้วค่อยลุกขึ้นไปนอนที่ของคุณเอง มันจะช่วยให้ลูกรู้สึกผูกพันกับคุณมากยิ่งขึ้น

2. ถ้าลูกของคุณในช่วงนี้มีอาการนอนหลับไม่สนิท หรือนอนกระสับกระส่าย ควรช่วยลูกด้วยการห่อลูกนอนด้วยผ้าห่อเด็ก หรือ ใส่ชุดนอนแบบชุดหมี ลูกจะรู้สึกเหมือนอยู่ในมดลูกทำให้นอนหลับสบายมากขึ้น

3. เปิดเพลงบรรเลงให้ลูกนอนทุกครั้ง เพราะลูกจะคุ้นชินกับเสียงนี้ เสียงนี้เหมือนเพลงที่คอยขับกล่อมให้ลูกรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น

4. ในช่วงนี้ถ้าลูกตื่นขึ้นมากลางดึกคุณสามารถอุ้มลูกขึ้นมากอดปลอบ โยกตัวเบา ๆ ได้ เพื่อให้ลูกผ่อนคลาย แล้วลูกก็จะนอนนานเหมือนเดิม

5. ในช่วงนี้จุกนมหรือยางกัดช่วยลูกได้ เพราะไม่ใช่แค่ลูกหัดเดินและทำให้ร่างกายตื่นตัวเท่านั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกตื่นกลางดึก อาจเกิดจาก อาการปวดเหงือก เพราะฟันขึ้นนั่นเองค่ะ

การนอนของลูกวัย 11 เดือน จะมีความแตกต่างกับเดือนที่ผ่าน ๆ มาเล็กน้อย เพราะกิจกรรมในตอนกลางวันที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายใช้งานมากขึ้น เมื่อพ้นช่วงนี้ไปแล้วเด็ก ๆ จะกลับมานอนหลับดีเหมือนเดิมค่ะ

วิธีเตรียมพร้อม เมื่อลูกน้อยจะเข้าโรงเรียน

วิธีเตรียมพร้อม เมื่อลูกน้อยจะเข้าโรงเรียน

1. ให้เขารู้จักเข้าสังคมในเบื้องต้น

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยเล่นอยู่แต่กับบ้าน ควรพาเขาไปเดินเล่น ไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ที่สนามเด็กเล่นบ้าง ซึ่งจะช่วยลดอาการตื่นกลัวคนแปลกหน้าและรู้จักที่จะเข้ากับผู้อื่นมากขึ้น

2. ให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นโดยที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่มาช่วย

ในระยะแรกเด็กอาจจะร้องไห้และโวยวาย คุณพ่อคุณแม่ต้องอาศัยความใจแข็งเพื่อฝึกฝนเขาให้รู้จักอดทน

3. ให้เขาฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา

เมื่อเด็กอยู่ที่บ้านอยู่กับพ่อกับแม่อยากจะถ่ายอยากจะเข้าห้องน้ำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เมื่อลูกน้อยไปโรงเรียนแล้วไม่ใช่ อย่างน้อยควรปรับเปลี่ยนเวลาขับถ่ายของเขาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนที่จะไปโรงเรียน

4. กรณีที่ลูกของเราค่อนข้างมีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว

ควรพาไปฉัดวัคซีนป้องกันเพิ่มเติมและเข้ารับการปรึกษาจากคุณหมอ เพราะเขากำลังออกไปเผชิญโลกกว้างที่ไกลหูไกลตาเรา อาจจะไปแพร่เชื้อหรือติดเชื้อโรคเมื่อไปโรงเรียนได้

อย่าลืมเล่าให้เขาฟังว่าที่โรงเรียนมีครูมีเพื่อนใหม่และมีของเล่นใหม่ๆ รอให้เขาเข้าไปเรียนรู้ สร้างความตื่นเต้นให้แก่เขา หากมีเวลาให้พาเขาไปสัมผัสกับโรงเรียนในเบื้องต้นเพื่อสร้างความคุ้นเคย หากสอนให้เขารู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมในเบื้องต้น เขาก็จะไม่เกิดอาการตื่นกลัวหรืองอแงเมื่อต้องไปพบปะเพื่อนฝูงหรือสถานที่แปลกใหม่อย่างที่พ่อแม่หลาย ๆ คนกังวลอย่างแน่นอน

การฝึกนั้นสามารถฝึกฝนลูกได้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 ขวบ โดยไม่ต้องรอให้ถึงเกณฑ์เข้าอนุบาลแล้วค่อยฝึกเขา เพราะเด็กและคนมีพัฒนาการและการเรียนรู้ช้าเร็วที่ต่างกันค่ะ

ลูกเป็นเด็กหวงของทำยังไงดี (วัย 2-3 ขวบ)

การที่ลูกเป็นเด็กหวงสิ่งของ เป็นเรื่องปกติที่เด็กส่วนใหญ่มักเป็นกันค่ะ เด็กบางคนหวงของขนาดคุณพ่อกับคุณแม่ยังจับสิ่งของ ๆ เขาไม่ได้เลยก็มีค่ะ สิ่งที่เด็ก ๆ มักจะหวงกันคือ ตุ๊กตาตัวโปรด ของเล่นชิ้นโปรด ใครจะมาหยิบจับไม่ได้ หนูน้อยจะไม่ยอมและพร้อมจะทำสงครามกับคนที่มาจับของ ๆ ตัวเองทันที

สาเหตุที่ลูกเป็นเด็กหวงของ

1.สิ่งของที่ลูกหวงจะอยู่กับลูกตลอดเวลา

เพราะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ ลูกจะโอบอุ้ม หิ้วไปไหนมาไหนได้ตลอด ไม่เหมือน พ่อ แม่ คุณครู หรือเพื่อน ที่โรงเรียน ที่ยังไงก็ต้องห่างกันบ้าง

2.รู้สึกอิสระ

เพราะลูกจะทำอะไรกับสิ่งของเหล่านั้นก็ได้ เช่น อุ้มเข้าห้องน้ำ หวีขนตุ๊กตา พูดคุยอะไรกับของรักของตัวเองได้ทุกเรื่องลูกจะแสดงอารมณ์ได้เต็มที่นั้นเองค่ะ

3.ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง

ตอนเด็กๆลูกอาจจะคิดว่าลูกเป็นของคุณแม่ แต่เมื่อโตขึ้นลูกจะรู้ว่าลูกจะมีของ ๆ ตัวเอง และอะไรที่เป็นของตัวเองลูกมักจะหวงทันที “ของหนู ๆ” คำๆนี้คุณพ่อคุณแม่จะได้ยินบ่อยมากแน่นอนค่ะ

การจะแก้ไขไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของไม่ยาก แต่ต้องช่วยกันทั้งบ้าน ว่าอันนี้ของเขานะ ถ้าเขาจะหวงก็อย่าไปดุ หรือ อย่าไปบังคับให้เขาแบ่งของให้คนอื่นถึงเขาจะให้แต่เขาไม่เต็มใจแน่นอนค่ะ

การสอนไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของมากเกินไป

1.คุณแม่จะหยิบของๆเขาควรบอกกับลูกเสียก่อน อย่างเช่น จะเอาน้องหมีเน่าตัวโปรดไปซักก็ควรบอกลูกก่อน ว่าถึงเวลาทำความสะอาดแล้ว น้องหมีเน่าไม่สบายตัวต้องซักแล้วนะคะ อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าคุณแม่แย่งของ ๆ ลูกไป ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดี ๆ อธิบายเหตุผลรับได้ค่ะ

2.ทำสัญลักษณ์ ให้รู้ไปเลยว่าของสิ่งนี้เป็นของลูก ถ้าไม่ใช่ของพวกนี้ ลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง

3.สอนให้รู้ว่าสิ่งของบางอย่างในบ้านใช้ร่วมกันได้ ไม่ได้เป็นของหนูคนเดียว เช่น ถ้าลูกจะดูทีวี ก็ควรดูด้วยกันพร้อมกัน ไม่ควรให้ลูกผูกขาดดูช่องที่อยากดูเท่านั้น ควรแบ่งกันดูถึงจะถูกต้องค่ะ

4.สอนให้ลูกรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่ของลูกต้องบอกให้ชัดเจน แยกของกันอย่างชัดเจนเลยก็ดีค่ะ เพราะอะไรที่อยู่ในบ้านลูกมักคิดว่าเป็นของเขาทั้งหมด

การสอนแบบนี้จะทำให้ลูกเป็นคนรู้จักแบ่งปัน แยกแยะได้ว่าสิ่งไหนเป็นของเขา และลูกยังรู้จักการรอคอยอีกด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่หวงของสุด ๆ แต่เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย อาการหวงของจะค่อย ๆ หายไปเองค่ะ สบายใจได้

วิธีดูแลลูกน้อยเมื่อมีอาการคัดจมูก จากมลพิษทางอากาศ

ปัจจุบัน ปัญหาของอากาศที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลให้ฝุ่นละออง แพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด สามารถสะสมเกิดอันตรายต่อร่างกายและยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังได้

อันตรายจากมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพของลูกน้อย

เด็ก ๆ มีความเสี่ยงต่อมลพิษทางอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็ก ๆ ส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้น ทำกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลต่อการหายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด ภูมิแพ้ ไซนัส โรคผิวหนัง ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้น อาการที่พบบ่อย คือ อาการแสบจมูก แสบคอ และอาจเจ็บป่วยจนถึงขั้นเป็นหวัด เรื้อรังหรือเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้

แม้ว่าคุณแม่จะรู้สึกถึงความสะอาดและปลอดภัยภายในบ้าน แต่สำหรับมลพิษทางอากาศมีอนุภาคขนาดเล็กจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมลพิษไม่ได้อยู่เฉพาะนอกบ้าน แต่เป็นอากาศที่อยู่รอบตัวเราทุกที่ ดังนั้นคุณแม่ยุคใหม่ ต้องฉลาดเลือกมองหาวิธีการดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ด้วยวิธีการสร้างสรรค์ธรรมชาติเสมือนให้ลูกน้อยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติภายในบ้านมากที่สุด และหนึ่งในตัวช่วยในการดูแลลมหายใจของลูกน้อย คือ น้ำมันยูคาลิปตัส โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี ส่วนผสมหลักของน้ำมันยูคาลิปตัส 100% เพราะ คุณประโยชน์ของน้ำมันยูคาลิปตัส มีมากมาย ดังนี้

  • ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกที่เกิดจากหวัด หรือเกิดจากภูมิแพ้
  • บรรเทาอาการปวดศีรษะจากหวัดไซนัส
  • ทำให้หายใจโล่ง ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย
  • ช่วยบรรเทาอาการระคายคอ แสบคอ

ลูกไม่ยอมพลิกคว่ำควรทำอย่างไร

หากพ่อแม่จับลูกพลิกคว่ำแล้ว ลูกไม่มีอาการที่จะยกศีรษะขึ้น หรือเล่นได้ไม่นาน คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีเหล่านี้เข้าช่วย

1. ใช้ของเล่นล่อ

ให้พ่อแม่วางของเล่นที่ลูกชอบไว้ข้างหน้า โดยให้มีระยะห่างที่ลูกสามารถเอื้อมไปจับได้ค่ะ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวร่างกาย และฝึกการยกแขนและยกหัวขึ้นด้วย

2.ใช้หนังสือภาพ

ให้คุณพ่อคุณแม่เปิดหนังสือภาพให้ลูกดู พร้อมๆ กับอ่านนิสานหรือพูดคุยกับลูก วิธีนี้จะช่วยดึงดูดความสนใจ และช่วยให้ทารกคว่ำได้นานยิ่งขึ้นค่ะ

3.ใช้กระจก

การใช้กระจกว่างไว้ด้านหน้าของทารกจะช่วยให้น้องเห็นภาพของตัวเองในกระจก และจะเกิดความสนใจเมื่อเห็นภาพตัวเองอยู่ข้างในกระจกค่ะ

4.พูดคุยกับลูก

โดยที่คุณแม่คุณพ่อนอนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลูกในระดับสายตา แล้วลองพูดคุยหรือร้องเพลงให้ลูกน้อยฟัง ระหว่างนั้นอาจจะลูบหลัง หรือจับมือลูกเพื่อให้กำลังลูกน้อยด้วยค่ะ

5.นำลูกมาพาดที่ขา

หากลูกนอนราบที่พื้นแล้วรู้สึกไม่ชอบใจ คุณแม่อาจนำลูกน้อยมาพาดบริเวณขาของตัวเอง แล้วลองลูบที่หลังน้องดูนะคะ หรือจะใช้ผ้าลองเพื่อช่วยพยุงตัวน้องค่ะ

การให้ลูกคว่ำนอกจากจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกายที่ดีแล้ว ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกมีศีรษะที่แบน หรือเบี้ยวด้วยค่ะ หากคุณแม่อยากให้ลูกมีศีรษะที่สวย หัวทุย ต้องจับลูกคว่ำด้วยนะคะ

ลูกเป็นเด็กหวงของทำยังไงดี

1.สิ่งของที่ลูกหวงจะอยู่กับลูกตลอดเวลา

เพราะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ ลูกจะโอบอุ้ม หิ้วไปไหนมาไหนได้ตลอด ไม่เหมือน พ่อ แม่ คุณครู หรือเพื่อน ที่โรงเรียน ที่ยังไงก็ต้องห่างกันบ้าง

2.รู้สึกอิสระ

เพราะลูกจะทำอะไรกับสิ่งของเหล่านั้นก็ได้ เช่น อุ้มเข้าห้องน้ำ หวีขนตุ๊กตา พูดคุยอะไรกับของรักของตัวเองได้ทุกเรื่องลูกจะแสดงอารมณ์ได้เต็มที่นั้นเองค่ะ

3.ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง

ตอนเด็กๆลูกอาจจะคิดว่าลูกเป็นของคุณแม่ แต่เมื่อโตขึ้นลูกจะรู้ว่าลูกจะมีของ ๆ ตัวเอง และอะไรที่เป็นของตัวเองลูกมักจะหวงทันที “ของหนู ๆ” คำๆนี้คุณพ่อคุณแม่จะได้ยินบ่อยมากแน่นอนค่ะ

การจะแก้ไขไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของไม่ยาก แต่ต้องช่วยกันทั้งบ้าน ว่าอันนี้ของเขานะ ถ้าเขาจะหวงก็อย่าไปดุ หรือ อย่าไปบังคับให้เขาแบ่งของให้คนอื่นถึงเขาจะให้แต่เขาไม่เต็มใจแน่นอนค่ะ

การสอนไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของมากเกินไป

1.คุณแม่จะหยิบของๆเขาควรบอกกับลูกเสียก่อน อย่างเช่น จะเอาน้องหมีเน่าตัวโปรดไปซักก็ควรบอกลูกก่อน ว่าถึงเวลาทำความสะอาดแล้ว น้องหมีเน่าไม่สบายตัวต้องซักแล้วนะคะ อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าคุณแม่แย่งของ ๆ ลูกไป ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดี ๆ อธิบายเหตุผลรับได้ค่ะ

2.ทำสัญลักษณ์ ให้รู้ไปเลยว่าของสิ่งนี้เป็นของลูก ถ้าไม่ใช่ของพวกนี้ ลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง

3.สอนให้รู้ว่าสิ่งของบางอย่างในบ้านใช้ร่วมกันได้ ไม่ได้เป็นของหนูคนเดียว เช่น ถ้าลูกจะดูทีวี ก็ควรดูด้วยกันพร้อมกัน ไม่ควรให้ลูกผูกขาดดูช่องที่อยากดูเท่านั้น ควรแบ่งกันดูถึงจะถูกต้องค่ะ

4.สอนให้ลูกรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่ของลูกต้องบอกให้ชัดเจน แยกของกันอย่างชัดเจนเลยก็ดีค่ะ เพราะอะไรที่อยู่ในบ้านลูกมักคิดว่าเป็นของเขาทั้งหมด

การสอนแบบนี้จะทำให้ลูกเป็นคนรู้จักแบ่งปัน แยกแยะได้ว่าสิ่งไหนเป็นของเขา และลูกยังรู้จักการรอคอยอีกด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่หวงของสุด ๆ แต่เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย อาการหวงของจะค่อย ๆ หายไปเองค่ะ สบายใจได้

กระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องให้ลูกแรกเกิด

ช่วงอายุ แรกเกิด – 4 เดือน

ในช่วงแรกเกิด – 1 เดือน พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่สำคัญ คือ  การชันคอ พออายุได้ประมาณ 2 เดือน – 3 เดือน ลูกจะชันคอได้ และเริ่มพยายามพลิกคว่ำ และหงายด้วยตนเอง

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

ให้ลูกนอนคว่ำบนพื้นไม่อ่อนนุ่มจนเกินไปเพราะอาจเกิดอันตรายทำให้จมูกของลูกจมลงทำให้ลูกขาดอากาศหายใจได้ การนอนคว่ำจะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังและคอแข็งแรงขึ้น แต่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดนะคะ เพื่อความปลอดภัยของทารกน้อย

ช่วงอายุ 4 – 6 เดือน

ในช่วงนี้ลูกน้อยจะเริ่มพลิกคว่ำและหงายได้เอง คุณพ่อคุณแม่สังเกตนะคะ หากลูกคว่ำอยู่จะทำท่าเหมือนพยายามจะว่ายน้ำ ค่อย ๆ คืบไปข้างหน้า สามารถพยุงลูกนั่งได้ด้วยการใช้หมอนหนุนหลังหรือให้มีคนประคองลำตัวกันล้ม

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกคว่ำหงายเองได้โดย

1.เมื่อลูกนอนหงาย ให้คุณแม่ถือของเล่นให้ลูกมองตามไปข้างหนึ่งจนพลิกตัวเพื่อหยิบของเล่น

2.เล่นกับมือ เท้า ขา และแขนของลูก จะได้ออกกำลังกาย

3.ขณะที่ลูกนอนคว่ำอยู่ ใช้ของเล่นล่อให้ลูกมองตามและพยายามหงายกลับมาหยิบของ

4.ดันไหล่และแขนของลูกขณะที่เขานอนหงาย

5.เปลี่ยนให้ลูกนอนคว่ำบ้างหงายบ้าง ขณะที่ลูกตื่น

6.ฝึกให้ลูกออกกำลังขาให้แข็งแรงโดยให้ลูกเตะขา เช่น  ให้ลูกเตะขาในน้ำ

7.ยันขาลูกด้วยมือ ให้เขาออกกำลัง ดัน หรือจับขาลูกขึ้นแล้วปล่อย

ช่วงอายุ 6 – 8 เดือน

นั่งเองได้แต่ไม่นาน หรือเอามือยันพื้นไว้  เมื่ออุ้มอยู่ในท่ายืนลูกสามารถยันขาเพื่อพยายามรับน้ำหนักของตัวเอง

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

1.จับลูกน้อยนั่งแล้วหยิบของเล่นเคลื่อนไหวในระดับสายตา หรือพูดคุยกับลูกด้วย

2.ให้ลูกทรงตัวหรือประคองลูกนั่งแล้วให้เล่นของเล่นเพลิน ๆ

3.ให้นั่งเก้าอี้เด็กเมื่อลูกเริ่มรับประทานอาหารเสริม

4.พยุงลูกเพื่อหัดยืนสิ่งสำคัญต้องรับน้ำหนักตัวลูกไว้ 50 % นะคะ เพราะกระดูกของลูกยังไม่แข็งแรง เพียงเพื่อหัดให้ลูกรู้จักการทรงตัวเท่านั้น

ช่วงอายุ 8 -10 เดือน

ลูกน้อยเริ่มลุกนั่งได้เอง คลานได้ เริ่มเกาะเหนี่ยวรั้งตัวยืนขึ้น และยืนเกาะราวลูกกรงได้

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

1.ชวนลูกให้คลานตามของเล่นที่ขยับได้ หรือคลานหยิบของเล่นทีละชิ้น ในช่วงที่เจ้าหนูเริ่มคลานได้แล้วต้องระวังสิ่งของใกล้ตัว อย่าให้มีชิ้นเล็ก หรือของมีคมที่อันตราย ควรเก็บให้มิดชิดปลอดภัย เพราะลูกจะคลานเล่นไปทั่วและเริ่มหยิบจับของเข้าปาก

2.กระตุ้นให้ลูกเหนี่ยวแขนหรือเกาะยืน ใช้ของเล่นล่อให้ลูกเกาะยืนลุกขึ้น

ช่วงอายุ 10 -12 เดือน

ในช่วงวัยนี้ลูกเริ่มตั้งไข่ได้หรือเดินเกาะไปตามเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน เช่น เกาะโต๊ะ เกาะเก้าอี้ เกะราวบันได เพื่อพยุงตัวขณะเดิน

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

1.วางของเล่นตามโต๊ะเก้าอี้ต่าง ๆ ที่ลูกเกาะเดินได้ให้ลูกหยิบ

2.ฝึกให้ลูกยืนโดยไม่ต้องจับราวหรือที่เกาะ

การฝึกพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว จะช่วยให้ลูกมีกำลังกล้ามเนื้อแขนขาที่แข็งแรง สามารถหยิบจับสิงต่างๆ ได้ รวมถึงเพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเดินต่อไป

ประโยชน์ของการให้ลูกกินนมแม่

หลังคลอดแล้ว 2 – 3 วัน คุณแม่อาจจะมีน้ำนมน้อย หรือ น้ำนมยังไม่มาเท่าที่ควร ถือเป็นเรื่องปกติคุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะ โดยที่น้ำนมในช่วงแรกจะมีสีเหลืองเข้มหรือเรียกว่า น้ำนมเหลืองเป็นน้ำนมที่มีประโยชน์สุด ๆ ค่ะ เพราะช่วยสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคต่าง ๆ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายลูกน้อย ในช่วงนี้หากต้องการให้น้ำนมแม่หลั่งออกมาเร็ว เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอกับเจ้าตัวน้อยดูดนมได้เต็มอิ่ม

1.เมื่อลูกได้ดูดนมแม่ จะเกิดการกระตุ้นทางสมองและระบบประสาทอย่างรวดเร็ว คุณแม่สังเกตได้จากลักษณะของลูกขณะที่ดูดนมแม่ ลูกจะได้มองหน้า มือจะไขว่คว้า ขากระดิกดุ๊กดิ๊กไปมา และเล่นโต้ตอบกับแม่ ถือเป็นการกระตุ้นพัฒนาการทางอ้อม อีกทั้งลูกได้รับความอบอุ่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกอีกด้วย

2.ลูกจะได้รับภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อจากน้ำนมแม่ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงและโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ

3.นมแม่มีภูมิคุ้มกันโรคภูมิแพ้

4.นมแม่ย่อยง่าย

5.นมแม่ให้สารอาหารและพลังงาน เกลือแร่  วิตามิน  และน้ำอย่างเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของลูกน้อย

6.ปริมาณน้ำนมแม่จะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายลูกในช่วงแรก ทำให้ทารกมักจะไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป และมีสุขภาพที่แข็งแรง

7.เด็กที่ดูดนมแม่ มีแนวโน้มที่จะไม่มีปัญหาด้านช่องปากและฟัน อีกทั้งการจัดเรียงตัวของฟันมักจะอยู่ในสภาพปกติอีกด้วย

นมแม่ถือเป็นอาหารมหัศจรรย์สำหรับการเริ่มต้นชีวิตของลูกน้อยจริงๆ นะคะ  ดังนั้นคุณแม่มือใหม่ทุกท่านอย่าพลาดโอกาสที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นะคะ

อยากให้ลูกตื่นเช้าทำได้ไม่ยาก

เด็ก ๆ ตื่นได้แล้ว ได้เวลาไปโรงเรียนแล้ว! เรารู้ว่าในแต่ละเช้าคุณแม่เหนื่อยแค่ไหนหากลูกไม่อยากตื่นนอนเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน ถ้าลูกของคุณชอบตื่นสายเรามาดูบทความนี้กันดีกว่าค่ะ ว่ามีวิธีหลอกล่อให้ลูกตื่นนอนตอนเช้าได้อย่างไรบ้าง?

การปลุกให้ลูกตื่นและเตรียมตัวไปโรงเรียนนั้นอาจทำให้อารมณ์ของคุณและลูกเสียไปทั้งวันได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคุณควรให้ลูกตื่นนอนให้เป็นกิจลักษณะ กิจวัตรการตื่นนอนที่ทำให้คุณไม่ต้องบอกลูกว่า “ลูก เราไม่มีเวลาแล้ว เอารองเท้าไปใส่ในรถ เดี๋ยวแม่จะเอาหมากฝรั่งให้เคี้ยวบนรถเพราะเราไม่มีเวลาแปรงฟัน”

  • ให้ลูกเข้านอนในเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกคืน ลูกคุณจะตื่นนอนได้ง่ายขึ้นหากพวกเขาได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ การทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้กิจวัตรการตื่นนอนตอนเช้าทำได้ง่ายขึ้น แต่ลูกยังจะรู้สึกนอนเต็มอิ่มอีกด้วย นอกจากนี้ การได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งและคิดเรื่องต่าง ๆ ได้ดี มีพลังในการเรียนและสามารถมีสมาธิกับสิ่งที่เขาทำ การที่คุณให้ลูกนอนดึกขึ้นคืนวันศุกร์-เสาร์จะทำให้ลูกตื่นสายขึ้น และจะกลายเป็นวงจรให้ลูกตื่นสายอีกวันไปโรงเรียน

 

  • เตรียมเสื้อผ้าของทั้งคุณและลูกสำหรับวันพรุ่งนี้ การทำเช่นนี้จะช่วยลดเวลาในตอนเช้า และช่วยให้คุณรู้ได้ก่อนว่าเสื้อกระดุมหลุด หรือถุงเท้ายังซักเสร็จไม่ทัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะทำให้คุณมีเวลาได้ออกจากบ้านเร็วขึ้นด้วย

 

  • เตรียมกระเป๋าให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ คงจะดีและลดความเครียดไปได้ไม่ใช่น้อยหากคุณเตรียมกระเป๋าที่ต้องใช้ในวันต่อไปให้พร้อม ดังนั้น คุณควรให้ลูกเตรียมกระเป๋าเรียนของเขาให้พร้อม เอาการบ้านที่เขาทำเสร็จแล้วใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน ฯ