การให้นมลูกจากเต้าไม่ยาก

1. การให้ลูกดูดกระตุ้น

หลังคลอดถ้าเป็นไปได้คุณแม่ควรให้ลูกดูดกระตุ้นน้ำนมภายใน 1-2 ชั่วโมง และ ในช่วง 6 สัปดาห์แรกสำคัญมาก คุณควรให้นมลูกเอง คุณแม่อาจจะเหนื่อยจากการคลอด แต่การให้นมลูกในช่วงแรกก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะ 24 ชั่วโมงแรก ลูกควรได้กินนมจากคุณก่อนการเริ่มกินขวด และก่อนที่คุณจะไปทำงาน ลูกควรได้กินนมจากคุณเท่านั้น แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องกลับไปทำงาน หลังเลิกงานหรือวันหยุดควรให้ลูกดูดกระตุ้นน้ำนมให้ได้มากที่สุดค่ะ

2. ท่าให้นมลูกที่ถูกต้อง

หัดอุ้มลูกให้ถนัดมือก่อน ลักษณะปากลูกจะไม่เม้ม บาน ๆ เหมือนปากปลา คางจะชิดเต้า จมูกไม่ปิด หน้าเชิด ลูกจะอมลานนมด้านล่างมากกว่าด้านบน เมื่อเริ่มดูด แม่จะไม่มีอาการเจ็บเต้านะคะ ถ้าเจ็บเต้าหรือเจ็บหัวนมแสดงว่าลูกดูดผิดท่า น้ำนมจะออกไม่ค่อยดีและคุณแม่จะมีอาการเจ็บหัวนม หัวนมจะแตก

3. กินอาหารช่วย

สำหรับคุณแม่ที่น้ำนมน้อยตั้งแต่แรก ต้องอาศัยการกินอาหารช่วย ดื่มน้ำเยอะ ๆ และ ลดอาหารกลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้น้ำนมอุดตัน เด็กอาจมีอาการแพ้ และอาการท้องเสียได้ ดังนี้

  • ไอศกรีม คัสตาร์ด เค้ก คุกกี้ พาย แพนเค้ก วอฟเฟิล บิสกิท มัฟฟิน โดนัท แฮมเบอร์เกอร์ บราวนี่ ครัวซอง ขนมโตเกียว แยมโรล พุดดิ้ง โรตี มะตะบะ มันบด มายองเนส

4. ปั๊มนมเป็นประจำ

ถ้าคุณไม่ได้เลี้ยงลูกเอง ต้องกลับไปทำงาน ถ้าเป็นไปได้ควรเอาเครื่องปั๊มนม ไปนั่งปั๊มที่ทำงานด้วย ปั๊มทุก ๆ 2 ชั่วโมง หลังเลิกงานกลับมาบ้านควรให้ลูกเข้าเต้าตลอด และในวันหยุดก็ควรให้ลูกเข้าเต้าเท่านั้นค่ะ ยิ่งช่วงที่รู้สึกคัดเต้านม นั่นแสดงว่าเป็นช่วงที่น้ำนมผลิตต้องรีบปั๊มออก หรือให้ลูกเข้าเต้าให้เร็วที่สุดค่ะ

5. หลีกเลี่ยงปัญหา และ สิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด

ความเครียดเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้นมหยุดไหล พยายามอย่าเก็บเรื่องงานมาที่บ้าน และอย่ากังวลหากน้ำนมไม่ไหล ลองหายใจเข้าออกลึก ๆ คิดว่าน้ำนมเป็นเรื่องของธรรมชาติ ร่างกายของคุณผลิตได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเกิดความเครียด ความโกรธ หรือ เจ็บปวด น้ำนมจะหยุดไหลทันที

6. หลีกเลี่ยงยาบางชนิดเมื่อต้องให้นมลูก

คุณแม่บางคนต้องการคุมกำเนิดเลยหลังคลอด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่ายาตัวไหนกินแล้วน้ำนมลูกจะไหลตามปกติ เพราะยาคุมบางตัวควบคุมฮอร์โมนทำให้น้ำนมแห้ง น้ำนมหยุดไหลทันทีหลังกินค่ะ

7. อดทนกับเสียงร้องของลูกให้ได้

จริงอยู่ว่าเด็กทารกบางคนจะร้องตอนเวลาหิว และ น้ำนมไหลไม่ทันใจ แต่คุณแม่ต้องอดทน จับลูกเข้าเต้าให้ได้ อย่ายอมแพ้ส่งขวดนมให้ลูกเพราะเพียงได้ยินเสียงร้องให้หนัก ๆ ของลูก

ถ้าอยากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต้องมีความอดทน มีความสม่ำเสมอในการให้นม และควรจะเริ่มการให้นมตัวเองอย่างเต็มที่ก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยพึ่งนมผงค่ะ ไม่ใช่ว่านมผงไม่ดีนะคะ เพราะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกไม่ได้จริง ๆ หรือเด็กทารกมีปัญหาเรื่องสุขภาพจนคุณหมอต้องสั่งให้ทานนมผงชนิดพิเศษค่ะ

ของเล่นที่ดีเหมาะสำหรับเด็ก 1ขวบขึ้นไป

1.ของเล่นที่เป็นรูปทรง

ของเล่นที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ เป็นของเล่นพื้นฐานที่ลูกควรได้เล่น เพราะไม่ว่าสิ่งของอะไรที่อยู่รอบตัว มักมาจากรูปทรงต่าง ๆ ทั้งนั้น

2.ของเล่นซ้อน จากเล็กไปหาใหญ่ จากใหญ่มาหาเล็ก

ของเล่นชนิดนี้เหมาะสมกับการใช้สติปัญญาที่สุดค่ะ เพราะสามารถนำมาเล่นได้หลากหลาย

3.รถผลักเดิน

บอกได้เลยว่าเด็กรุ่นนี้ทุกคน ชอบที่จะจับสิ่งของที่อยู่ระดับอก ผลัก เพื่อเดินไปข้างหน้า ถ้าในบ้านมีตะกร้าผ้า เกาอี้ รับรองเด็ก 1 ขวบขึ้นไปจับมากผลักเดินหมดค่ะ

4.ของเล่นที่เคาะ หรือตี แล้วมีเสียง

เช่น กลอง ไซโลโฟน(ระนาดฝรั่ง) หม้อ ถัง กะละมัง อย่าปล่อยให้สิ่งของพวกนี้ว่างค่ะ นำมาวางให้ลูกลองตีเล่นดูค่ะ ลูกจะชอบมาก ๆ เลย

5.ของเล่นในอ่างอาบน้ำ

แค่อาบน้ำก็ทำให้พัฒนาการต่าง ๆ ของลูกพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว คุณแม่ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำลูกให้เสร็จไว ๆ นะคะ ควรปล่อยให้ลูกได้เล่นน้ำในกะละมังและเล่นของเล่นต่าง ๆ ในน้ำ แต่คุณต้องคอยดูลูกตลอดเวลาด้วยนะคะ

6.ของเล่นตอกทุบ

ของเล่นชิ้นนี้ฝึกกล้ามเนื้อมือได้ดีค่ะ และยังช่วยให้ลูกสนุกเวลาได้เห็นแท่งสีต่าง ๆ ถูกทุบและหายไปด้วยนะคะ

7.โทรศัพท์ของเล่น

ถ้าคุณซื้อให้ลูกเล่น ลูกจะชอบมันมากค่ะ ยิ่งเป็นแบบที่อัดเสียงเป็นเสียงดนตรีได้ด้วย ลูกยิ่งชอบค่ะ

8.บล็อกสีต่าง ๆ

ของเล่นชิ้นนี้ลูกสามารถนำมาต่อได้แบบอิสระ สร้างจินตนาการได้ดี ลูกจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือและ ฝึกเรื่องสีค่ะ

9.ของเล่นล้อลาก

ลักษณะจะเป็นล้อมีสายไว้จูงเดินตาม เด็กในวัยหัดเดินจะชอบมากค่ะ

10.ลูกบอลยางเด้งดึ๋ง

ลูกจะวิ่งตามเล่น เจ้าลูกบอลนี้อย่างสนุกเลยค่ะ ยิ่งเป็นสี ๆ หรือมีไฟอยู่ข้างในลูกก็จะชอบมากเป็นพิเศษค่ะ

11.หนังสือ

หนังสือที่มีภาพใหญ่ ๆ สังเกตได้ชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กวัยหัดพูดหัดเรียนรู้ค่ะ ควรซื้อไว้ให้ลูกเปิดดูหลายเล่ม เน้นภาพที่สมจริงดีที่สุดค่ะ

อาหารลูกน้อยควรเริ่มต้นด้วยอะไร

การเริ่มต้นให้ลูกทานอาหารที่มีลักษณะข้นขึ้น ไม่เป็นน้ำใส ๆ เหมือนนม คุณแม่จำเป็นต้องมีความชำนาญและเข้าใจว่าลูกควรเริ่มกินอาหารแบบไหนเป็นอย่างแรก และควรเริ่มกินอาหารเสริมเมื่อไหร่ ในแต่ละวัยควรให้ทานอะไรดี เรามีคำแนะนำดังนี้ค่ะ

อาหารลูกวัย 4-6 เดือน

จะเริ่มต้นอาหารเสริมให้ลูกตั้งมั่นใจก่อนว่าลูกสามารถนั่งได้แล้ว อาจจะให้ลองนั่งจากเก้าอี้เด็กก่อน อาจจะจัดวางเก้าอี้ตรงโต๊ะกินข้าวเพื่อให้ลูกได้มองเห็นว่าอาหารบนโต๊ะ ไปพร้อม ๆ กับพ่อแม่เลยค่ะ

ควรเริ่มต้นอาหารเสริมของลูกด้วยผัก ก่อน ผลไม้ อาจจะเป็นพวกน้ำผักต้ม หรือผักต้มบดกับข้าวแบบละเอียด ให้เริ่มกินเพียง 1-2 ช้อนชาก่อนค่ะ เพื่อดูว่าลูกกินได้ไหม มีอาการแพ้อาหารหรือไม่ อาหาร 1 ชนิดควรให้กินติดกันซัก 5-7 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าลูกไม่แพ้อาหารชนิดนั้น ๆ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารอย่างอื่น อย่าเพิ่งเริ่มจากถั่วต่าง ๆ เพราะเด็กส่วนหนึ่งมีอาการแพ้ถั่วบ้างชนิดค่ะ

อาหารลูกวัย 6-8 เดือน

เมื่อลูกเริ่มทานอาหารได้ควรใส่ความหลากหลายของอาหารลงไปเช่น เนื้อปลา แซลมอน เนื้อสัตว์ มันบด ถั่ว และ ผักโขม ไข่ ถั่วลันเตา ชีส ผลไม้บางชนิด อาหารทุกชนิดที่ให้ลูกกินช่วงนี้ต้องบดละเอียดเท่านั้น อาหารเสริมที่ให้ลูกกินช่วงนี้ ห้ามใส่เกลือ และ น้ำตาลเด็ดขาดค่ะ

อาหารลูกวัย 8-10 เดือน

ช่วงนี้เด็กบางคนอาจมีฟันขึ้นแล้ว คุณแม่สามารถ สร้างสรรค์เมนูอาหารได้มากขึ้น ให้คุณแม่ลองใส่รสชาติเข้าไปได้เล็กน้อย เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม ผลไม้ เครื่องเทศ หรือ สมุนไพร เป็นต้น ถ้าลูกของคุณแม่มีฟันขึ้นบ้างแล้ว และชอบจะเคี้ยวอาหาร ให้ทำอาหารแบบบดหยาบให้ลองได้ ให้ลูกได้ใช้เหงือกและฟัน เคี้ยวอาหารเพื่อความเพลิดเพลินและลิ้มรสชาติได้เต็มที อย่าลืมใส่รสชาติ หรือ เริ่มอาหารเสริม จากวัตถุดิบที่มีรถชาติให้ลูกได้ลองนะคะ

อาหารลูกวัย 10-12 เดือน

เด็กในช่วงวัยนี้ยังเน้นอาหารนุ่มอยู่ค่ะ แต่คุณแม่อาจหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ลูกได้กัด และ เคี้ยวได้ เน้นพวกโปรตีน จากเต้าหู้ หรือ เนื้อปลา อาหารเหล่านี้แค่ทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลูกจะสามารถหยิบกินเองได้เพราะเป็นอาหารที่นิ่มอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องบดให้ละเอียด ลูกจะได้เลือกอาหารกินเอง และหยิบอาหารกินเองได้ค่ะ

พฤติกรรมเลียนแบบของลูก

พฤติกรรมเลียนแบบ ในวัยเด็ก

คุณพ่อคุณแม่เคยเห็นลูกชอบเอาลิปสติคคุณแม่มาทาปาก และเอารองเท้าคุณแม่หรือคุณพ่อมาใส่เดิน พร้อมทั้งพูดจาแปลกๆ และบางครั้งอาจเป็นคำพูดที่คุณพ่อคุณแม่เคยพูดอยู่บ่อยๆ ใช่มั๊ยคะ พอเห็นลูกทำแบบนี้ทีไรก็อดหัวเราะในความน่ารักไร้เดียงสาน่าเอ็นดูของลูกไม่ได้ แต่ทราบหรือไม่คะ ว่านี่ คือ จุดเริ่มต้นของพฤติกรรมเลียนแบบ

พฤติกรรมเลียนแบบ จากผู้ใหญ่

เด็กๆ จะมีพฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบเพื่อนและคนรอบตัว เมื่ออายุประมาณ 2-3ขวบ ซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบนี้ มีตั้งแต่การเลียนแบบการพูด ท่าทางต่างๆ การเล่น การกิน และทุกๆอย่าง เด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี และในวัย 4ขวบขึ้นไปเป็นวัยที่เค้าเริ่มมีสังคมแบบเพื่อน อยู่กันเป็นกลุ่มๆในโรงเรียน และมักจะเลียนแบบเพื่อนโดยเฉพาะอะไรใหม่ๆ เด็กมักอยากลองทำตามเพื่อน เห็นเพื่อนทำอะไรก็อยากทำบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมหรือทางอารมณ์

พฤติกรรมเลียนแบบ จากการดูทีวี

พฤติกรรมเลียนแบบในบางครั้งมาจากการดูทีวีของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกรายการที่เหมาะสมให้ลูกดู รายการทีวีบางรายการ มีการใช้ภาษาและภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก เด็กอาจจะลอกเลียนแบบได้เพราะเค้ายังไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด  ดังนั้น ถ้าลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าห่วง แต่ถ้าลูกเลียนแบบสิ่งไม่ดีคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ไขนะคะ

 

ความลับเด็ก2ขวบ สิ่งที่เขาแสดงออกเพื่อบอกกับคุณว่า?

1. ขนของเล่นมากมายเข้าไปนอนด้วย

แต่ก่อนที่ยังเล็กอยู่ลูกสามารถนอนได้ตามปกติ สิ่งที่ลูกต้องการตอนนอนคือคุณเท่านั้น แต่เมื่อโตขึ้นลูกกลับอยากได้สิ่งของหลายๆอย่างเพื่อไปนอนเป็นเพื่อน นั้นแสดงให้เห็นว่าลูกเริ่มใช้จินตนาการได้แล้วคุณควรปล่อยให้ลูกทำไปค่ะ ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับลูกมากมายนักค่ะ

2. ขับถ่ายโดยไม่ยอมบอก

ลูกจะไปซ่อน หลังเฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของ เมื่อขับถ่ายออกมาโดยไม่ยอมบอก ทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้สามารถบอกได้แล้ว จริงๆแล้วเด็กวัยนี้ก็ต้องการความเป็นส่วนตัว จะขับถ่ายทีก็ต้องไปอยู่ในมุมที่คิดว่าสงบ มุมที่เป็นส่วนตัวของตัวเองจริงๆ ดังนั้น คุณควรฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำ ให้ได้ตั้งแต่วัยหัดเดินค่ะ จะได้ไม่เกิดปัญหาเรื่องขับถ่ายไม่เป็นที่

3. ขว้างสิ่งของ อาหาร ของเล่น

ทำลายข้าวของเมื่อไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ หรือพ่อแม่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้ ลูกจะรู้สึกเบื่อ เหนื่อย และอยากได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือ คิดให้ออกว่าทำไมลูกจึงเบื่อ ลูกอยากให้ทำ หรืออยากให้สนใจอะไรเป็นพิเศษ ถ้าคุณแม่รู้ความต้องการนี้ ปัญหาเหล่านี้ก็จะหายไปเองค่ะ

4. ใจร้อน ต้องการเป็นตัวของตัวเอง และต้องการได้รับการตอบสนองจากทุกสิ่ง

เรื่องที่คุณคิดว่าเล็ก แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับลูก ลูกจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณตอบสนองสิ่งที่ต้องการให้เร็วที่สุด จนคุณต้องรีบลนไปด้วย สิ่งที่คุณต้องทำคือ เริ่มทำตั้งแต่ลูกเริ่มหัดเดิน หรือเริ่มตั้งแต่ 1 ขวบ สิ่งที่ต้องทำคือ อย่าตอบสนองสิ่งที่ลูกต้องการเร็วเกินไป เมื่อลูกเรียกร้องไม่จำเป็นต้องรีบตามลูก ควรจะค่อยๆ ทำให้เป็นแค่เรื่องปกติ ลูกจะเข้าใจได้ด้วยตัวเองว่าถ้าต้องการอะไรควรจะทำแบบไหนคุณแม่ถึงจะเข้าใจและทำตามที่ต้องการ

5. กรี๊ดร้องตะโกน และ หวงทุกสิ่งอย่างโดยเฉพาะคุณแม่

ลูกจะคิดว่าคุณต้องให้ความสำคัญกับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น พฤติกรรมการหวงคุณแม่หรือของบางอย่างจะเป็นก็ต่อเมื่อลูกเริ่มรู้สึกว่าคุณกำลังให้ความสำคัญกับเขาไม่เพียงพอ หรือ ไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมกับลูกหรืออยู่กับลูกนั่นเอง สิ่งที่คุณควรจะทำคือ กอด และบอกรักลูกทุกวัน เด็กวัยนี้สามารถรู้เรื่องภาษากายและภาษาพูดได้ดีแล้ว ลูกจะเข้าใจแน่นอนค่ะ

6. กลัวกับบางสิ่งที่คุ้นเคย

ก่อนที่ลูกจะอายุ 2 ขวบลูกอาจจะไม่มีความรู้สึกกลัวอะไรเลย เช่น ตู้เสื้อผ้า เตียง ลิฟท์โดยสาร ห้องนอน แต่เมื่อเริ่มอายุ 2 ขวบ ก็จะกลัวกับอะไรหลายๆอย่าง สิ่งที่คุณต้องทำคือ สร้างความเข้าใจ ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรต้องกลัว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุปกรณ์การใช้งานอย่างหนึ่ง แต่ถ้าลูกไม่เข้าใจก็ควรจะปลอบโยน และค่อยๆพูดไปเรื่อยๆเพื่อให้ลูกเข้าใจในที่สุดค่ะ

เด็กวัย 2 ขวบจะเป็นช่วงที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวที่สุด เพราะอยู่ในช่วงอายุที่กำลังอยากรู้อยากลอง ชอบท้าทาย และต้องการให้คนรอบข้างตอบสนองในสิ่งที่ต้องการที่สุดค่ะ

วิธีเตรียมพร้อม เมื่อลูกน้อยจะเข้าโรงเรียน

เมื่อลูกน้อยของเราเติบโตพอที่จะเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลได้แล้ว นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะเตรียมหาโรงเรียนที่ดีและเหมาะสมให้กับลูกแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คือกลัวลูกน้อยจะไม่ไปโรงเรียนนี่เอง เมื่อต้องอยู่ไกลคุณพ่อคุณแม่ลูกน้อยอาจจะงอแงและสร้างพฤติกรรมต่อต้านที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หนักใจและกลัวว่าลูกของตนจะไปสร้างปัญหาให้กับเพื่อนและคุณครูที่โรงเรียน เราจึงอยากเสนอวิธีปฏิบัติบางวิธีที่อาจจะทำให้ลูกน้อยยอมไปโรงเรียนได้อย่างง่ายดายค่ะ

4 วิธีเตรียมพร้อม เมื่อลูกน้อยจะเข้าโรงเรียน

1. ให้เขารู้จักเข้าสังคมในเบื้องต้น

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยเล่นอยู่แต่กับบ้าน ควรพาเขาไปเดินเล่น ไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ที่สนามเด็กเล่นบ้าง ซึ่งจะช่วยลดอาการตื่นกลัวคนแปลกหน้าและรู้จักที่จะเข้ากับผู้อื่นมากขึ้น

2. ให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นโดยที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่มาช่วย

ในระยะแรกเด็กอาจจะร้องไห้และโวยวาย คุณพ่อคุณแม่ต้องอาศัยความใจแข็งเพื่อฝึกฝนเขาให้รู้จักอดทน

3. ให้เขาฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา

เมื่อเด็กอยู่ที่บ้านอยู่กับพ่อกับแม่อยากจะถ่ายอยากจะเข้าห้องน้ำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เมื่อลูกน้อยไปโรงเรียนแล้วไม่ใช่ อย่างน้อยควรปรับเปลี่ยนเวลาขับถ่ายของเขาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนที่จะไปโรงเรียน

4. กรณีที่ลูกของเราค่อนข้างมีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงหรือมีโรคประจำตัว

ควรพาไปฉัดวัคซีนป้องกันเพิ่มเติมและเข้ารับการปรึกษาจากคุณหมอ เพราะเขากำลังออกไปเผชิญโลกกว้างที่ไกลหูไกลตาเรา อาจจะไปแพร่เชื้อหรือติดเชื้อโรคเมื่อไปโรงเรียนได้

อย่าลืมเล่าให้เขาฟังว่าที่โรงเรียนมีครูมีเพื่อนใหม่และมีของเล่นใหม่ๆ รอให้เขาเข้าไปเรียนรู้ สร้างความตื่นเต้นให้แก่เขา หากมีเวลาให้พาเขาไปสัมผัสกับโรงเรียนในเบื้องต้นเพื่อสร้างความคุ้นเคย หากสอนให้เขารู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเข้าสังคมในเบื้องต้น เขาก็จะไม่เกิดอาการตื่นกลัวหรืองอแงเมื่อต้องไปพบปะเพื่อนฝูงหรือสถานที่แปลกใหม่อย่างที่พ่อแม่หลาย ๆ คนกังวลอย่างแน่นอน

การฝึกนั้นสามารถฝึกฝนลูกได้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 ขวบ โดยไม่ต้องรอให้ถึงเกณฑ์เข้าอนุบาลแล้วค่อยฝึกเขา เพราะเด็กและคนมีพัฒนาการและการเรียนรู้ช้าเร็วที่ต่างกันค่ะ

อาหารต้องห้าม ยามลูกเป็นไข้

เป็นไข้ห้ามกินอะไร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความร้อนให้แก่ร่างกาย หรือทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ได้แก่

  • อาหารย่อยยาก ได้แก่ อาหารที่มีแป้งมาก มีไขมันมาก อาหารทอด อาหารมัน อาหารไม่สุก อาหารที่มีลักษณะแข็ง เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญมาก ยิ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงมากขึ้น และอาจทำให้ชักได้
  • อาหารที่มีกำมะถันเยอะๆ เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย เป็นการเพิ่มความร้อนในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น
  • อาหารที่มีโซเดียมมากๆ ได้แก่ อาหารเค็ม อาหารที่ใส่ผงชูรสมากๆ เวลาเป็นไข้หรือร้อนใน ไตจะต้องทำงานหนักเพื่อเก็บน้ำไว้ปรับอุณหภูมิในร่างกาย หากเรากินของเค็ม ไตก็จะยิ่งทำงานหนักเป็นสองเท่า ด้วยเหตุนี้ อาหารคนป่วยจึงมักเป็นอาหารอ่อน และมีรสจืด
  • เครื่องดื่มคาเฟอีน ชา กาแฟ รวมถึง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มประเภทนี้จะทำให้ปัสสาวะบ่อย ร่างกายสูญเสียน้ำ

อาหารที่คนเข้าใจผิดคิดว่ากินไม่ได้ ยามเป็นไข้

ของแสลงที่บอกกันต่อๆ มาว่า ห้ามกินยามเป็นไข้ เพราะกินแล้วจะยิ่งทำให้ไข้สูง เช่น ห้ามกินหน่อไม้ ห้ามกินอาหารทะเล ห้ามกินฝรั่ง ห้ามกินน้ำเย็น ฯลฯ อาหารเหล่านี้ห้ามกินตอนเป็นไข้จริงหรือ?  นพ. กฤษดา ศิรามพุช อธิบายไว้ดังนี้

  • หน่อไม้ กินได้ แต่ที่ไม่ควรกินคือหน่อไม้ดอง เพราะเป็นอาหารรสเค็ม มีโซเดียม ตามที่กล่าวไปข้างต้น
  • อาหารทะเล กินได้ และควรกิน เพราะอาหารทะเลมีไอโอดีนช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
  • ฝรั่ง กินได้ ถ้าไม่ได้มีไข้สูงและไม่ได้เป็นโรคไต เพราะฝรั่งมีวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย แต่เนื่องจากฝรั่งมีโพแทสเซียมสูง คนที่มีไข้สูงและเป็นโรคไตด้วยไม่ควรกิน เพราะอาจทำให้ชักได้ ถ้าไม่ได้เป็นโรคไตสามารถกินฝรั่งได้ไม่เกิน 5 มิลลิอีควิวาเลนท์ต่อวัน หรือประมาณ  2 กิโลกรัมขึ้นไปซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครกินฝรั่งมากขนาดนั้นอยู่แล้ว
  • กล้วย ส้มโอ กินได้ แม้จะเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ถ้ารับประทานไม่ถึง 2 กิโลกรัมขึ้นไป ไม่เป็นอันตรายเช่นเดียวกับฝรั่ง
  • น้ำเย็น น้ำแข็ง กินได้ ไม่เป็นอันตราย เวลาเป็นไข้ควรดื่มน้ำให้มากๆ เข้าไว้ โดยดื่มครั้งละน้อยๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ ซึ่งจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไข้ลงช้า
  • ฟัก แฟง แตงกวา แตงโม  กินได้ เพราะการกินผัก ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เป็นการเพิ่มน้ำให้กับร่างกายในช่วงที่เหงื่อออกมาก อาหารรสเย็น จะเข้าไปช่วยลดความร้อนในร่างกาย

สอนลูกอย่างไรให้มีทักษะการเข้าสังคมกับเพื่อนๆได้

พ่อแม่หลายคนคงมีปัญหาเกี่ยวกับลูกที่เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ เล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ไม่เป็น ชอบเล่นอยู่คนเดียว สิ่งนี้เป็นปัญหานะคะ! และเป็นปัญหาที่พ่อแม่ส่วนมากลำบากใจเหลือเกินเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรให้ลูกเข้าสังคม อยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็น แล้วจะสอนลูกอย่างไรให้เข้าสังคมกับเพื่อนคนอื่นๆได้ มีแนวทางให้ดังนี้ค่ะ

ทำไมเด็กต้องรู้จักเข้าสังคม ทำไมต้องรู้จักเล่นกับผู้อื่น?

ยังมีพ่อแม่บางคนที่ยังไม่เห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ ลองนึกดูง่ายๆค่ะ ว่าถ้าเด็กอยู่เล่นรวมกันหลายๆคน จะเกิดอะไรขึ้นบ้างเช่น เล่นต่อสู้กัน ทะเลาะกัน ร้องไห้ แย่งของเล่น แบ่งขนมกันกิน สิ่งเหล่านี้เกิดจากอารมณ์ต่างๆทั้งสิ้น ในสังคมปัจจุบันเด็กจะเห็นถึงพฤติกรรมทางด้านการแสดงออกของอารมณ์อีกมากมายหลายแบบ ซึ่งถ้าต้องการฝึกให้ลูกรับรู้ก็ควรฝึกตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อลูกเริ่มได้เล่นกับคนอื่น ก็ลองสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกของลูก ถ้าลูกโตพอจะรู้ภาษาก็ลองสอบถามถึงความรู้สึกของลูกดู ว่ารู้สึกอย่างไร เมื่อถูกแย่งของเล่น หรือ เห็นเด็กคนอื่นร้องให้ เป็นต้นค่ะ

เมื่อลูกเริ่มปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ควรแนะนำลูกให้ดี

เมื่อลูกเริ่มจะเล่นกับคนอื่นได้ และมองดูเด็กแต่ละคนแสดงออก คุณควรแนะนำลูกให้ไปในทางที่ดี ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหน ไม่ควรทำ อธิบายเหตุผลของผลพวงที่จะตามมาจากการกระทำเหล่านั้นเช่น ถ้าหนูไปแย่งของเล่นเพื่อน เพื่อนคนนั้นอาจจะร้องไห้ และถ้ามีคนมาแย่งของเล่นหนู หนูจะรู้สึกอย่างไร

สำหรับการเข้าสังคมของเด็กวัยหัดเดินอาจจะเป็นแค่การได้เล่นร่วมกัน ได้เล่นของเล่น แบ่งของเล่นกันเล่น ยังไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกอะไรมากมายนัก แต่ถ้าเป็นเด็ก ประมาณ 2 ขวบขึ้นไป อาจจะมีการสอนเรื่องการเล่นร่วมกันกับเด็กคนอื่นได้รู้เรื่องมากกว่า แต่อย่างไรแล้วพ่อแม่ควรเริ่มให้ลูกได้เล่นกับคนอื่นตั้งแต่ยังเด็กๆ ตั้งแต่เริ่มคลานหรือหัดเดินเลยนะคะ

ทำไมลูกมักอาเจียนหลังกินนม?

ทำไมลูกมักอาเจียนหลังกินนม

ปัญหาเรื่องลูกอาเจียนหลังกินนม หรือกินอาหารเสริมเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ในทารกที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน หรือ 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 1 ปี ที่มักจะอาเจียนหลังทานอาหารเสริม เกิดขึ้นจากสาเหตุเหล่านี้ค่ะ

1.หูรูดทารกยังไม่แข็งแรง

ทารกในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 เดือนนั้น  หูรูดบริเวณหลอดอาหารที่ต่อกับกระเพาะอาหารยังไม่แข็งแรง และทำงานได้ไม่เต็มที่  ดังนั้น เมื่อลูกดูดนมเข้าจนเต็มกระเพาะแล้วเกิดอาการไอหรือกดทับบริเวณช่องท้อง ทำให้ความดันในท้องเพิ่มขึ้นดันอาหารข้างในจนลูกอาเจียนออกมา

2.ลูกเอามือเข้าปาก

สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ  เกิดจากตัวลูกน้อยจอมซนเอามือหรือนิ้วล้วงคอเล่นก็ทำให้ลูกอาเจียนได้

3.ให้ลูกกินนมมากเกินไป

การให้ลูกกินนมหรือรับประทานอาหารมากเกินไป วิธีคำนวณหรือประมาณคร่าว ๆ ในการให้นมลูกในแต่ละมื้อ ข้อนี้ประมาณจากนมที่ใส่ลงในขวดนะคะ คือ ประมาณ 20 – 25 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ถ้าลูกของคุณมีน้ำหนัก 4 กิโลกรัม ก็ควรให้ลูกกินนมในแต่ละมื้อประมาณ 80 – 100 มิลลิลิตร

แต่เด็กบางคนถ้าให้ตามประมาณที่คำนวณแล้วอาจจะกินไม่หมดหรืออาจจะกินไม่พอก็ได้  แบบนี้ไม่เป็นไรค่ะ  คุณแม่ไม่ต้องเคร่งครัดกับปริมาณนมที่คำนวณไว้จนเกินไป  แต่ให้ดูลูกว่าต้องการนมในปริมาณมากน้อยแค่ไหน วิธีการสังเกตคือ ให้ดูขณะที่เขาดูดนมหมดขวด หากลูกยังคงดูดขวดนมเปล่านั้นแรงและลืมตากว้างหรือร้องกวนเมื่อนมหมดไปคุณอาจเพิ่มปริมาณนมให้ลูกอีกประมาณ 30 – 50 มิลลิลิตร

4.ให้ลูกกินนมถี่เกินไป

สาเหตุอีกข้อที่พบได้ คือ การให้นมลูกในแต่ละมื้อถี่เกินไป เมื่อลูกกินนมอิ่มในมื้อหนึ่งแล้วมื้อต่อไปควรห่างจากมื้อแรกประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ไม่ควรต่ำกว่า 2 ชั่วโมงเพราะในช่วงนี้ยังมีนมของมื้อก่อนอยู่ในกระเพาะ ถ้าให้ลูกกินนมเข้าไปอีกก็จะทำให้กระเพาะมีนมมากเกินไป จะทำให้ลูกอาเจียนได้ค่ะ

ลูกต่อต้านการนั่งทานอาหารบนโต๊ะ

การสอนเรื่องมารยาทการทานอาหารร่วมกับผู้อื่นก็สำคัญ สิ่งที่ควรสอนเด็กๆมีดังนี้ค่ะสอนให้รู้จักล้างมือให้เรียบร้อยก่อนนั่งทานข้าวที่โต๊ะอาหาร

  1. ไม่นำของเล่นมาเล่นบนโต๊ะอาหาร
  2. ไม่ขว้างปาอาหาร ใส่กัน
  3. ไม่คายอาหาร
  4. ไม่ตะโกน หรือวิ่งไปรอบๆโต๊ะอาหาร
  5. ไม่ใช้มือหยิบอาหาร ควรฝึกให้ใช้ช้อนหรือซ้อม เท่านั้น
  6. หลังทานอาหารควรกล่าวขอบคุณสำหรับมื้ออาหารนั้นๆค่ะ

เด็กก่อนวัยเรียนส่วนมากจะมีนิสัยอยากรู้อยากทดลองทำในสิ่งต่างๆอยู่แล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่สอนเรื่องพวกนี้บ่อยๆลูกจะทำตามและทำได้ดีอย่างแน่นอนค่ะ

แต่ก็มีเด็กหลายคนที่ต่อต้านการนั่งทานข้าวที่โต๊ะอาหาร ส่วนหนึ่งอาจจะชินตั้งแต่ตอนยังเล็ก ที่พ่อแม่มักจะพาลูกเดินกินข้าวไปรอบๆบ้าน ซึ่งอาจจะมาจากหลายๆสาเหตุเช่น ลูกเบื่ออาหาร ลูกอมข้าว ลูกป่วยกินอาหารได้น้อย จึงต้องคอยเดินป้อนอาหาร พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้ลูกติดจนไม่อยากนั่งกินอาหารที่โต๊ะ

แต่พฤติกรรมนี้สามารถแก้ไขได้ โดยที่พ่อแม่ควรนั่งทานอาหารที่โต๊ะร่วมกันให้ลูกเห็นบ่อยๆและชักชวนลูกเพื่อนั่งทานอาหารอาจจะเป็นอาหารทานเล่น หรือ ทานอาหารมื้อหลัก และชักชวนพูดคุยในเรื่องที่สนุกสนาน ลูกก็จะรู้สึกมีความสุข และจะเริ่มอยากนั่งทานอาหารที่โต๊ะ และจะเกิดเป็นความเคยชินไปเองค่ะ

การฝึกให้ลูกกินข้าวที่โต๊ะอาหารให้เรียบร้อยเป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะลูกจะกินข้าวเป็นเวลา มีมารยาทในการทานอาหารร่วมกับผู้อื่น และจะรู้สึกสนุกมีความสุข ทำให้กินอาหารได้มากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ยิ่งเป็นเด็กที่ใกล้จะเข้าเรียนในชั้นอนุบาล พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกทานข้าวที่โต๊ะอาหารให้ได้ก่อน เมื่อลูกไปเรียนจะได้ปรับตัวได้เร็วค่ะ