คำตอบที่คุณจะได้รับเมื่อบอกให้ลูกเก็บของเล่น

ตอนนี้ลูกคุณอายุเท่าไหร่แล้ว โตพอจะทำความสะอาดบ้าน หรือ เก็บข้าวของของตัวเองให้เป็นที่เป็นทางหรือไม่ ปกติ เราจะต้องสอนลูกให้เก็บของเล่นหรือของๆตัวเองตอนประมาณอายุ 18 เดือนขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี้สามารถฟังคำสั่งง่ายๆและเข้าใจในคำสั่งได้แล้วนั่นเอง ถ้าเราเริ่มสอนลูกเร็วลูกจะชินกับการเก็บสิ่งของ แต่ถ้าเริ่มสอนตอนลูกโตแล้วจะกลายเป็นคำสั่งที่ลูกไม่อยากจะทำ เมื่อคุณสั่งให้ลูกทำความสะอาดหรือเก็บของเล่นคุณจะเจอกับพฤติกรรมหรือคำพูดแบบไหนบ้างนะ?

  1. การต่อรอง “หนูขอเก็บของเล่น หลังกินข้าวเย็นได้ไหม ตอนนี้หนูเหนื่อยเหลือเกิน” นี่คือการต่อรอง และสุดท้ายก็ไม่เก็บ
  2. รอก่อน “รอให้หนูทำตรงนี้ให้เสร็จก่อน รอให้หนูหายเหนื่อยก่อน รอก่อนเดี๋ยวหนูจะกลับมาเล่นอีก”
  3. นิ่งเฉย ไม่เก็บ ไม่ทำ ไม่ปฏิเสธ ทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อไปแบบมึนๆ สุดท้ายคุณแม่รำคาญขี้เกียจรอก็ต้องเก็บเองค่ะ
  4. เดี๋ยวเก็บ สุดท้ายก็ไม่เก็บ ง่วงนอน ขึ้นห้องนอนไปแล้วค่ะ
  5. เล่นอยู่ ถ้าลูกกำลังเล่นของหลายๆอย่างอยู่ อย่าเพิ่งให้ลูกเก็บของเข้าที่ เพราะลูกจะไม่ยอมเก็บของเล่นแน่ๆ เพราะเค้าจะรู้สึกว่ากำลังถูกขัดจังหวะนั้นเองค่ะ
  6. ไม่ (ส่วนมากเป็นเด็กอายุประมาณ 2 ขวบที่พูดคำนี้)คุณจะเจอคำปฏิเสธทันที เพราะเป็นพัฒนาการของเด็กวัยนี้ค่ะ
  7. ขอเล่นให้เสร็จก่อนแล้วจะเก็บ สัญญาว่าจะเก็บให้เรียบร้อยหลังเล่นเสร็จ หรือใช้งานเสร็จ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำค่ะ
  8. มักขอสิ่งแลกเปลี่ยน เช่น ถ้าเก็บของแลกกับไอศกรีม หรือได้นั่งดูการ์ตูนเรื่องโปรด ถ้าเป็นสิ่งเหล่านี้ก็ควรให้ลูกได้ค่ะ ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยน ลูกจะได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาอย่างง่ายๆด้วยค่ะ

ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกรู้จักเก็บของเล่นหรือของใช้ของตัวเองให้เป็นระเบียบ มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องให้คอยบอก คุณแม่ต้องสอนให้ลูกทำตั้งแต่เด็กๆค่ะ เพราะตอนเด็กลูกจะไม่ต่อต้าน ถ้าโตขึ้นมาหน่อยค่อยมาตกลงเงื่อนไขกับเรื่องนี้ หรือใช้สิ่งของไม่ฟุ่มเฟือยหลอกล่อไปก่อนค่ะ ลูกจะรู้สึกว่าชินและจะทำเองโดยไม่ต้องบอกอีกต่อไปค่ะ

สาเหตุที่ลูกดื้อและขี้วีน พร้อมวิธีแก้ไข

สาเหตุที่ลูกดื้อและขี้วีน

ทำไมเด็กจึงดื้อ และมีนิสัยขี้วีนทั้ง ๆ ที่ไม่เคยสอนเขาเลย จุดเริ่มต้นมาจากคุณพ่อคุณแม่นี่แหละค่ะ เมื่อเขาต้องการความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ แล้วพวกคุณไม่ในใจเขา เมื่อลูกได้ลองวีนไปซักครั้งก็สร้างความสนใจกับคุณทั้งคู่ได้แล้ว ก็ย่อมมีครั้งต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเขาเห็นว่า เมื่อวีนปุ๊บ พ่อแม่จะสนใจทันทีเลย หรือบางครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาให้ลูกน้อยเลยเข้าสำนวน “พ่อแม่รังแกฉัน” เลี้ยงดูลูกน้อยด้วยเงินทอง หรือตามใจเสียเคยตัว จนเด็กเข้าใจว่าการที่พ่อแม่รักย่อมมีของที่ลูกต้องการมาให้เสมอ

วิธีแก้ไขพฤติกรรมดื้อและขี้วีน

ถ้าครอบครัวต้องการปรับพฤติกรรมนี้หากปล่อยจนลูกโตเกินไปถือเป็นเรื่องยากแล้ว เพราะไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แม้จะทำได้แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น และมีสติไม่โมโหหรือโกรธเขา หากครอบครัวที่ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น ควรใส่ใจลูกน้อยมาก ๆ โดยเฉพาะช่วง 2 – 3 ขวบ ลูกน้อยยังเป็นไม้อ่อนที่ฟังและเชื่อเรา การพูดและสอนจะง่ายกว่า

สำหรับเด็กที่โตมากขึ้น วิธีปรับนิสัยคือ คุณแม่ต้องมีสติ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์ฉุนเฉียว และเข้าไปถามลูกด้วยเหตุผลว่า เป็นอะไรหรือเปล่า ต้องการอะไรหรือคะ? หากคู่แม่ลูกอารมณ์ร้อนทั้งคู่ไม่เป็นผลดีต่อใครแน่นอน อาจเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และร่างกายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมถึงจิตใจด้วย

เมื่อเจอคำถามจากลูกน้อย คุณแม่ต้องยกเหตุผลที่เหมาะสมและเข้าใจได้ง่าย ถ้าเป็นการกระทำที่ไม่ดีก็บอกถึงผลเสียที่จะเจอต่อไป หากเด็กมีการต่อต้าน เช่น ดิ้น ขัดขืนการกอดของพ่อแม่แล้ว ปล่อยให้เขาพยศเต็มที่จนกว่าจะเหนื่อยไปเองก่อน จากนั้นค่อยคุยกันดี ๆ ก็ได้ เรื่องการลงโทษด้วยไม้เรียวหรือกักบริเวณดูไม่เหมาะสมตามทฤษฏีเลี้ยงลูกของต่างประเทศ เขาถือว่าเด็กสามารถเรียนรู้ถึงเหตุผลที่เหมาะที่ควรได้แล้ว

สุดยอดอาหารที่ลูกน้อยไม่ควรพลาด

1.ไข่ ไข่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน มีวิตามินดีสูงช่วยดูดซึมแคลเซียม เข้าสู่ร่างกายได้ดี ไข่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยพลังงาน ถ้าคุณแม่มีเวลา ทำเมนูอาหารเช้าที่มีไข่ให้ลูกรักสิคะ

2.ข้าวโอ๊ต มีการวิจัยพบว่าเด็ก ๆ ที่ชอบกินข้าวโอ๊ตจะมีสมาธิสูงและให้ความสนใจตอนเรียน ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีพลังงานสูง และมีไฟเบอร์สูงระบบขับถ่ายก็จะดีไปด้วย

3.ผลไม้ ผลไม้ทุกอย่างดีต่อเด็ก ๆ เพราะอุดมไปด้วยวินตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ผลไม้บางชนิดมีไฟเบอร์สูงช่วยให้เด็กขับถ่ายเป็นปกติ และควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลายเช่น เบอร์รี เมลอน กีวี ส้ม และผลไม้อีกหลายอย่างที่มีประโยชน์ค่ะ

4.ถั่ว ถั่วเป็นแหล่งอาหารที่เป็นประโยชน์ ถั่วจะผลิตไขมันที่ร่างกายต้องการมาเพื่อสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย และดีต่อการทำงานของหัวใจอีกด้วย

5.นม โปรตีนและแคลเซียมมีอยู่มากมายในนม นมเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับการทำงานของสมองและร่างกาย โปรตีนจะช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในสมองของเด็กและแคลเซียมจะทำให้ฟันและกระดูกของเด็ก ๆ แข็งแรง

6.บลูเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกายสูง ในบลูเบอร์รี่จะมีพวกวิตามิน C และวิตามิน E อยู่มาก และมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงมาก สารตัวนี้สามารถชะลอความแก่หรือต่อต้านอนุมูลอิสระนั้นเอง และอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็ง  ป้องกันโรคเบาหวาน  โรคหัวใจ แถมรสชาติยังถูกปากเด็ก ๆ อีกด้วย ลองให้เด็ก ๆ กินตอนเช้ากับพวกนมและซีเรียลสิคะ เด็ก ๆ คงจะชอบกันน่าดูค่ะ

7.เต้าหู้ เป็นที่รู้กันว่าถั่วเหลืองเป็นแหล่งอาหารชั้นดีที่มีโปรตีนสูงและยังสามารถป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย หญิงสาวส่วนมากมักเลือกเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลืองมาเป็นอาหารลดความอ้วน เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง คุณแม่ลองนำเต้าหู้มาทำอาหารให้ลูก ๆ ทานดูสิคะ จะเป็นแบบทอด หรือ นำมานึ่งปรุงรสดูก็ได้ค่ะ เป็นอาหารที่ทานง่ายเด็ก ๆ คงจะชอบกันค่ะ

8.มะเขือเทศ ในมะเขือเทศมีสาร ไลโคปีน เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่จะสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่ายกาย สารไลโคปีน นี้จะพบมากในผลไม้ที่มีสีแดงสดเช่น มะเขือเทศ แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง การกินมะเขือเทศวันละ 1-2 ลูกจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงเหงือกและฟัน ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว มะเขือเทศเป็นอาหารที่เหมาะมากที่จะมาทำอาหารให้ลูกน้อยของคุณทานเพราะสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้หลายอย่างที่จะทำให้เด็ก ๆ กินง่ายขึ้นเช่น พาสต้าซอสมะเขือเทศ พิซซ่า หรือของทอดที่กินกับซอสมะเขือเทศ

อยากให้ลูกตื่นเช้าทำอย่างไร?

การปลุกให้ลูกตื่นและเตรียมตัวไปโรงเรียนนั้นอาจทำให้อารมณ์ของคุณและลูกเสียไปทั้งวันได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคุณควรให้ลูกตื่นนอนให้เป็นกิจลักษณะ กิจวัตรการตื่นนอนที่ทำให้คุณไม่ต้องบอกลูกว่า “ลูก เราไม่มีเวลาแล้ว เอารองเท้าไปใส่ในรถ เดี๋ยวแม่จะเอาหมากฝรั่งให้เคี้ยวบนรถเพราะเราไม่มีเวลาแปรงฟัน”

  • ให้ลูกเข้านอนในเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกคืน ลูกคุณจะตื่นนอนได้ง่ายขึ้นหากพวกเขาได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ การทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้กิจวัตรการตื่นนอนตอนเช้าทำได้ง่ายขึ้น แต่ลูกยังจะรู้สึกนอนเต็มอิ่มอีกด้วย นอกจากนี้ การได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งและคิดเรื่องต่าง ๆ ได้ดี มีพลังในการเรียนและสามารถมีสมาธิกับสิ่งที่เขาทำ การที่คุณให้ลูกนอนดึกขึ้นคืนวันศุกร์-เสาร์จะทำให้ลูกตื่นสายขึ้น และจะกลายเป็นวงจรให้ลูกตื่นสายอีกวันไปโรงเรียน

 

  • เตรียมเสื้อผ้าของทั้งคุณและลูกสำหรับวันพรุ่งนี้ การทำเช่นนี้จะช่วยลดเวลาในตอนเช้า และช่วยให้คุณรู้ได้ก่อนว่าเสื้อกระดุมหลุด หรือถุงเท้ายังซักเสร็จไม่ทัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะทำให้คุณมีเวลาได้ออกจากบ้านเร็วขึ้นด้วย

 

  • เตรียมกระเป๋าให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ คงจะดีและลดความเครียดไปได้ไม่ใช่น้อยหากคุณเตรียมกระเป๋าที่ต้องใช้ในวันต่อไปให้พร้อม ดังนั้น คุณควรให้ลูกเตรียมกระเป๋าเรียนของเขาให้พร้อม เอาการบ้านที่เขาทำเสร็จแล้วใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน ฯ

 

หลักการง่ายๆเพียงไม่กี่ข้อเหล่านี้ สามารถเปลี่ยนแปลงลูกให้รู้จักเป็นคนที่มีวินัย เข้านอนและตื่นตรงเวลาได้ดีทีเดียวค่ะ ลองทำกันดูนะคะ

อาหารต้องห้าม ยามลูกเป็นไข้

เมื่อลูกเป็นไข้ห้ามกินอะไร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความร้อนให้แก่ร่างกาย หรือทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ได้แก่

  • อาหารย่อยยาก ได้แก่ อาหารที่มีแป้งมาก มีไขมันมาก อาหารทอด อาหารมัน อาหารไม่สุก อาหารที่มีลักษณะแข็ง เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญมาก ยิ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงมากขึ้น และอาจทำให้ชักได้
  • อาหารที่มีกำมะถันเยอะๆ เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย เป็นการเพิ่มความร้อนในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น
  • อาหารที่มีโซเดียมมากๆ ได้แก่ อาหารเค็ม อาหารที่ใส่ผงชูรสมากๆ เวลาเป็นไข้หรือร้อนใน ไตจะต้องทำงานหนักเพื่อเก็บน้ำไว้ปรับอุณหภูมิในร่างกาย หากเรากินของเค็ม ไตก็จะยิ่งทำงานหนักเป็นสองเท่า ด้วยเหตุนี้ อาหารคนป่วยจึงมักเป็นอาหารอ่อน และมีรสจืด
  • เครื่องดื่มคาเฟอีน ชา กาแฟ รวมถึง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มประเภทนี้จะทำให้ปัสสาวะบ่อย ร่างกายสูญเสียน้ำ

อาหารที่คนเข้าใจผิดคิดว่ากินไม่ได้ ยามเป็นไข้

ของแสลงที่บอกกันต่อๆ มาว่า ห้ามกินยามเป็นไข้ เพราะกินแล้วจะยิ่งทำให้ไข้สูง เช่น ห้ามกินหน่อไม้ ห้ามกินอาหารทะเล ห้ามกินฝรั่ง ห้ามกินน้ำเย็น ฯลฯ อาหารเหล่านี้ห้ามกินตอนเป็นไข้จริงหรือ?  นพ. กฤษดา ศิรามพุช อธิบายไว้ดังนี้

  • หน่อไม้ กินได้ แต่ที่ไม่ควรกินคือหน่อไม้ดอง เพราะเป็นอาหารรสเค็ม มีโซเดียม ตามที่กล่าวไปข้างต้น
  • อาหารทะเล กินได้ และควรกิน เพราะอาหารทะเลมีไอโอดีนช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
  • ฝรั่ง กินได้ ถ้าไม่ได้มีไข้สูงและไม่ได้เป็นโรคไต เพราะฝรั่งมีวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย แต่เนื่องจากฝรั่งมีโพแทสเซียมสูง คนที่มีไข้สูงและเป็นโรคไตด้วยไม่ควรกิน เพราะอาจทำให้ชักได้ ถ้าไม่ได้เป็นโรคไตสามารถกินฝรั่งได้ไม่เกิน 5 มิลลิอีควิวาเลนท์ต่อวัน หรือประมาณ  2 กิโลกรัมขึ้นไปซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครกินฝรั่งมากขนาดนั้นอยู่แล้ว
  • กล้วย ส้มโอ กินได้ แม้จะเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ถ้ารับประทานไม่ถึง 2 กิโลกรัมขึ้นไป ไม่เป็นอันตรายเช่นเดียวกับฝรั่ง
  • น้ำเย็น น้ำแข็ง กินได้ ไม่เป็นอันตราย เวลาเป็นไข้ควรดื่มน้ำให้มากๆ เข้าไว้ โดยดื่มครั้งละน้อยๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ ซึ่งจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไข้ลงช้า
  • ฟัก แฟง แตงกวา แตงโม  กินได้ เพราะการกินผัก ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เป็นการเพิ่มน้ำให้กับร่างกายในช่วงที่เหงื่อออกมาก อาหารรสเย็น จะเข้าไปช่วยลดความร้อนในร่างกาย

ลูกเป็นเด็กหวงของทำยังไงดี

1.สิ่งของที่ลูกหวงจะอยู่กับลูกตลอดเวลา

เพราะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ ลูกจะโอบอุ้ม หิ้วไปไหนมาไหนได้ตลอด ไม่เหมือน พ่อ แม่ คุณครู หรือเพื่อน ที่โรงเรียน ที่ยังไงก็ต้องห่างกันบ้าง

2.รู้สึกอิสระ

เพราะลูกจะทำอะไรกับสิ่งของเหล่านั้นก็ได้ เช่น อุ้มเข้าห้องน้ำ หวีขนตุ๊กตา พูดคุยอะไรกับของรักของตัวเองได้ทุกเรื่องลูกจะแสดงอารมณ์ได้เต็มที่นั้นเองค่ะ

3.ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง

ตอนเด็กๆลูกอาจจะคิดว่าลูกเป็นของคุณแม่ แต่เมื่อโตขึ้นลูกจะรู้ว่าลูกจะมีของ ๆ ตัวเอง และอะไรที่เป็นของตัวเองลูกมักจะหวงทันที “ของหนู ๆ” คำๆนี้คุณพ่อคุณแม่จะได้ยินบ่อยมากแน่นอนค่ะ

การจะแก้ไขไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของไม่ยาก แต่ต้องช่วยกันทั้งบ้าน ว่าอันนี้ของเขานะ ถ้าเขาจะหวงก็อย่าไปดุ หรือ อย่าไปบังคับให้เขาแบ่งของให้คนอื่นถึงเขาจะให้แต่เขาไม่เต็มใจแน่นอนค่ะ

การสอนไม่ให้ลูกเป็นเด็กหวงของมากเกินไป

1.คุณแม่จะหยิบของๆเขาควรบอกกับลูกเสียก่อน

อย่างเช่น จะเอาน้องหมีเน่าตัวโปรดไปซักก็ควรบอกลูกก่อน ว่าถึงเวลาทำความสะอาดแล้ว น้องหมีเน่าไม่สบายตัวต้องซักแล้วนะคะ อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าคุณแม่แย่งของ ๆ ลูกไป ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดี ๆ อธิบายเหตุผลรับได้ค่ะ

2.ทำสัญลักษณ์ ให้รู้ไปเลยว่าของสิ่งนี้เป็นของลูก

ถ้าไม่ใช่ของพวกนี้ ลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง

3.สอนให้รู้ว่าสิ่งของบางอย่างในบ้านใช้ร่วมกันได้ ไม่ได้เป็นของหนูคนเดียว

เช่น ถ้าลูกจะดูทีวี ก็ควรดูด้วยกันพร้อมกัน ไม่ควรให้ลูกผูกขาดดูช่องที่อยากดูเท่านั้น ควรแบ่งกันดูถึงจะถูกต้องค่ะ

4.สอนให้ลูกรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่ของลูกต้องบอกให้ชัดเจน

แยกของกันอย่างชัดเจนเลยก็ดีค่ะ เพราะอะไรที่อยู่ในบ้านลูกมักคิดว่าเป็นของเขาทั้งหมด

การสอนแบบนี้จะทำให้ลูกเป็นคนรู้จักแบ่งปัน แยกแยะได้ว่าสิ่งไหนเป็นของเขา และลูกยังรู้จักการรอคอยอีกด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่หวงของสุด ๆ แต่เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย อาการหวงของจะค่อย ๆ หายไปเองค่ะ สบายใจได้

การแก้ไขปัญหาเด็กอารมณ์ร้าย

ในกรณีที่เด็กควบคุมความโกรธไม่ได้นั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  1. เด็กโกรธแบบรับมือได้ คือ พ่อแม่สามารถประคับประคองหรือปลอบประโลมได้ สอนวิธีจัดการความโกรธได้
  2. เด็กโกรธรุนแรงแบบรับมือไม่ได้ คือ เด็กที่โกรธแล้วทำร้ายพ่อแม่ผู้ปกครองหรือคนรอบข้าง เช่น กัดและหยิกจนเป็นแผล

หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถรับมือกับเด็กที่ควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ วิธีการรักษาที่ดีที่สุด คือการปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี ประกอบด้วย

  • ซักประวัติ ตรวจความปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง หากสิ่งแวดล้อมโดยรอบมีความสงบเป็นปกติ แต่เด็กโกรธรุนแรงจนผิดสังเกต เราควรต้องรีบพิจารณาโรคภัยไข้เจ็บของเด็กเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
  • ปรับเปลี่ยนร่วมกับสมาชิกในครอบครัว รู้จุดแข็ง จุดอ่อน จุดเปราะบางของเด็กและพร้อมเปิดใจที่จะปรับเปลี่ยนไปพร้อมกันภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยา หากอาการที่เกิดจากความโกรธของเด็กยังไม่ดีขึ้น การทานยาอาจช่วยให้อาการของเด็กดีขึ้น70 – 80% เว้นแต่พ่อแม่ผู้ปกครองมีอารมณ์และพฤติกรรมที่ส่งผลให้เด็กขาดกำลังใจ ผลของยาจะเหลือเพียง 30 – 40% เท่านั้น

ต้นเหตุความรุนแรงควรรู้

 

หลากหลายสาเหตุที่ทำให้เด็กควบคุมความโกรธไม่ได้ส่วนใหญ่มาจากการที่เด็กถูกทารุณ ซึ่งมีสาเหตุมาจาก 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  1. สาเหตุจากภายในครอบครัว ได้แก่ ผู้ปกครองอายุน้อยขาดความอดทนต่อการแสดงออกของเด็ก, ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น, มีปัญหาทางสังคมเศรษฐกิจ, ขาดความรู้ความเข้าใจพฤติกรรมเด็ก, มีปัญหาจิตเวช หวาดระแวง ซึมเศร้า, มีความกดดันและเครียดเกี่ยวกับลูกที่ต้องดูแลตลอดเวลาและขาดการพักผ่อน, ตั้งความหวังกับเด็กสูงเกินไป, ไม่ต้องการเลี้ยงดูเด็ก
  2. สาเหตุจากตัวเด็ก ได้แก่ พื้นฐานอารมณ์เป็นเด็กเลี้ยงยาก, ซนมาก, จิตวิทยาและพัฒนาการไม่สมวัย
  3. สาเหตุจากสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และภาวะวิกฤติ ได้แก่ ความยากจน, สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงในชีวิตประจำวัน, อุปสรรคทางสังคมและเศรษฐกิจนำมาซึ่งการใช้กำลังในครอบครัว, ผลกระทบจากความตึงเครียด และวิกฤติภายในครอบครัว ครอบครัวอยู่ในระบบชุมชนที่มีการช่วยเหลือทางสังคมต่ำ
  4. สาเหตุจากการจัดการศึกษาที่ไม่เหมาะสมในวัยก่อนเรียน ส่งผลให้เกิดความกดดันทางอารมณ์ (Emotional Stress) เช่น การเร่งรัดให้เด็กเรียนมากเกินไปไม่สมวัย

เพราะความโกรธเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยเด็กที่เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ พ่อแม่ผู้ปกครองควรสอนวิธีจัดการความโกรธอย่างถูกต้องเพื่อให้เจ้าตัวเล็กควบคุมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมเติบโตอย่างมีคุณภาพ

วิธีแก้ปัญหา ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

1.ช่วงสัปดาห์แรกควรไปรับ-ไปส่งลูกด้วยตัวเอง

หรือไปรับ-ไปส่งตลอดได้ก็จะดีลูกจะเกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ทิ้งเค้าไปไหนค่ะ

2.อย่าขู่ หรือ บังคับลูก

เพราะเด็ก ๆ จะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปโรงเรียน เด็กบางคนจะคิดว่าพ่อแม่เอามาทิ้ง ดังนั้นไม่ควรบังคับลูกค่ะ

3.พูดคุยทำความเข้าใจให้ตรงกัน

ถ้าลูกเคยไปโรงเรียนแล้ว ร้องไม่อยากไปอีกให้สอบถามว่าปัญหาเกิดจากอะไร เข้ากับเพื่อนหรือคุณครูได้หรือไม่ จะได้แก้ไขปัญหาได้ถูกทางค่ะ

4.ชวนคุย

ตอนแต่งตัวให้ลูกก่อนไปโรงเรียนหรือตอนนั่งทานข้าวด้วยกัน ควรชวนลูกคุยให้เขาได้ผ่อนคลาย แล้วสอบถามเรื่องต่าง ๆ ว่าเมื่อวานทำกิจกรรมอะไรบ้างที่โรงเรียน กินข้าวกลางวันกับอะไร ลูกจะเพลินและเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่โรงเรียนให้ฟัง คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าลูกทำอะไรบ้างในแต่ละวันค่ะ

5.คุณพ่อคุณแม่ควรจะชื่นชมและให้กำลังใจลูก

เมื่อลูกกลับมาจากโรงเรียนและสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง  และพร้อมชี้จุดดีที่ลูกควรไปโรงเรียน อย่างเช่น ลูกเก็บขยะทิ้งลงถังเอง เก็บแก้วน้ำเอง  สิ่งเหล่านี้ถ้าลูกทำอะไรได้เหมือนเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ลูกจะอยากไปโรงเรียนเองค่ะ

6.สอนให้ลูกหัดช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เด็ก

เด็กบางคนช่วยเหลือตัวเองได้น้อย อาจเป็นเพราะอายุอ่อนเดือนกว่าเพื่อนร่วมชั้น หรือ ตอนอยู่บ้านอาจจะไม่ค่อยได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เมื่อไปอยู่ร่วมชั้นกันแล้ว ก็จะทำได้ไม่เหมือนเพื่อน ลูกจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น จึงทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ดังนั้นเมื่อลูกอยู่ที่บ้าน อะไรที่ลูกสามารถทำได้ ก็ควรให้ลูกทำเองลูกจะได้ชินแล้วรู้จักช่วยเหลือตัวเองค่ะ

อาการเด็กไม่อยากไปโรงเรียน เป็นเรื่องปกติของเด็กเกือบทุกคน บางคนแสดงออกด้วยการร้องไห้ บางคนเก็บสะสมความเครียดเรื่องไม่อยากไปโรงเรียนจนทำให้ตัวเองเจ็บป่วย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ปวดแขนปวดขา ซึ่งเป็นกลไกการต่อต้านทางร่างกายที่ส่งผลมายังเด็ก คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งไปคิดว่าลูกโกหกหรือแกล้งพูดนะคะ ควรสังเกตลูกดี ๆ และหาทางแก้ไขที่เหมาะสมจะดีกว่าค่ะ

เมื่อลูกไม่ยอมนั่งทานข้าวบนโต๊ะอาหาร

การฝึกให้ลูกกินข้าวที่โต๊ะอาหารให้เรียบร้อยเป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะลูกจะกินข้าวเป็นเวลา มีมารยาทในการทานอาหารร่วมกับผู้อื่น และจะรู้สึกสนุกมีความสุข ทำให้กินอาหารได้มากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ยิ่งเป็นเด็กที่ใกล้จะเข้าเรียนในชั้นอนุบาล พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกทานข้าวที่โต๊ะอาหารให้ได้ก่อน เมื่อลูกไปเรียนจะได้ปรับตัวได้เร็วค่ะ

การสอนเรื่องมารยาทการทานอาหารร่วมกับผู้อื่นก็สำคัญ สิ่งที่ควรสอนเด็กๆมีดังนี้ค่ะ

  1. สอนให้รู้จักล้างมือให้เรียบร้อยก่อนนั่งทานข้าวที่โต๊ะอาหาร
  2. ไม่นำของเล่นมาเล่นบนโต๊ะอาหาร
  3. ไม่ขว้างปาอาหาร ใส่กัน
  4. ไม่คายอาหาร
  5. ไม่ตะโกน หรือวิ่งไปรอบๆโต๊ะอาหาร
  6. ไม่ใช้มือหยิบอาหาร ควรฝึกให้ใช้ช้อนหรือซ้อม เท่านั้น
  7. หลังทานอาหารควรกล่าวขอบคุณสำหรับมื้ออาหารนั้นๆค่ะ

เด็กก่อนวัยเรียนส่วนมากจะมีนิสัยอยากรู้อยากทดลองทำในสิ่งต่างๆอยู่แล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่สอนเรื่องพวกนี้บ่อยๆลูกจะทำตามและทำได้ดีอย่างแน่นอนค่ะ

แต่ก็มีเด็กหลายคนที่ต่อต้านการนั่งทานข้าวที่โต๊ะอาหาร ส่วนหนึ่งอาจจะชินตั้งแต่ตอนยังเล็ก ที่พ่อแม่มักจะพาลูกเดินกินข้าวไปรอบๆบ้าน ซึ่งอาจจะมาจากหลายๆสาเหตุเช่น ลูกเบื่ออาหาร ลูกอมข้าว ลูกป่วยกินอาหารได้น้อย จึงต้องคอยเดินป้อนอาหาร พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้ลูกติดจนไม่อยากนั่งกินอาหารที่โต๊ะ

แต่พฤติกรรมนี้สามารถแก้ไขได้ โดยที่พ่อแม่ควรนั่งทานอาหารที่โต๊ะร่วมกันให้ลูกเห็นบ่อยๆและชักชวนลูกเพื่อนั่งทานอาหารอาจจะเป็นอาหารทานเล่น หรือ ทานอาหารมื้อหลัก และชักชวนพูดคุยในเรื่องที่สนุกสนาน ลูกก็จะรู้สึกมีความสุข และจะเริ่มอยากนั่งทานอาหารที่โต๊ะ และจะเกิดเป็นความเคยชินไปเองค่ะ

ความลับเด็ก2ขวบ สิ่งที่เขาแสดงออกเพื่อบอกกับคุณ

1. ขนของเล่นมากมายเข้าไปนอนด้วย

แต่ก่อนที่ยังเล็กอยู่ลูกสามารถนอนได้ตามปกติ สิ่งที่ลูกต้องการตอนนอนคือคุณเท่านั้น แต่เมื่อโตขึ้นลูกกลับอยากได้สิ่งของหลายๆอย่างเพื่อไปนอนเป็นเพื่อน นั้นแสดงให้เห็นว่าลูกเริ่มใช้จินตนาการได้แล้วคุณควรปล่อยให้ลูกทำไปค่ะ ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับลูกมากมายนักค่ะ

2. ขับถ่ายโดยไม่ยอมบอก

ลูกจะไปซ่อน หลังเฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของ เมื่อขับถ่ายออกมาโดยไม่ยอมบอก ทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้สามารถบอกได้แล้ว จริงๆแล้วเด็กวัยนี้ก็ต้องการความเป็นส่วนตัว จะขับถ่ายทีก็ต้องไปอยู่ในมุมที่คิดว่าสงบ มุมที่เป็นส่วนตัวของตัวเองจริงๆ ดังนั้น คุณควรฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำ ให้ได้ตั้งแต่วัยหัดเดินค่ะ จะได้ไม่เกิดปัญหาเรื่องขับถ่ายไม่เป็นที่

3. ขว้างสิ่งของ อาหาร ของเล่น

ทำลายข้าวของเมื่อไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ หรือพ่อแม่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้ ลูกจะรู้สึกเบื่อ เหนื่อย และอยากได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือ คิดให้ออกว่าทำไมลูกจึงเบื่อ ลูกอยากให้ทำ หรืออยากให้สนใจอะไรเป็นพิเศษ ถ้าคุณแม่รู้ความต้องการนี้ ปัญหาเหล่านี้ก็จะหายไปเองค่ะ

4. ใจร้อน ต้องการเป็นตัวของตัวเอง และต้องการได้รับการตอบสนองจากทุกสิ่ง

เรื่องที่คุณคิดว่าเล็ก แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับลูก ลูกจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณตอบสนองสิ่งที่ต้องการให้เร็วที่สุด จนคุณต้องรีบลนไปด้วย สิ่งที่คุณต้องทำคือ เริ่มทำตั้งแต่ลูกเริ่มหัดเดิน หรือเริ่มตั้งแต่ 1 ขวบ สิ่งที่ต้องทำคือ อย่าตอบสนองสิ่งที่ลูกต้องการเร็วเกินไป เมื่อลูกเรียกร้องไม่จำเป็นต้องรีบตามลูก ควรจะค่อยๆ ทำให้เป็นแค่เรื่องปกติ ลูกจะเข้าใจได้ด้วยตัวเองว่าถ้าต้องการอะไรควรจะทำแบบไหนคุณแม่ถึงจะเข้าใจและทำตามที่ต้องการ

5. กรี๊ดร้องตะโกน และ หวงทุกสิ่งอย่างโดยเฉพาะคุณแม่

ลูกจะคิดว่าคุณต้องให้ความสำคัญกับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น พฤติกรรมการหวงคุณแม่หรือของบางอย่างจะเป็นก็ต่อเมื่อลูกเริ่มรู้สึกว่าคุณกำลังให้ความสำคัญกับเขาไม่เพียงพอ หรือ ไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมกับลูกหรืออยู่กับลูกนั่นเอง สิ่งที่คุณควรจะทำคือ กอด และบอกรักลูกทุกวัน เด็กวัยนี้สามารถรู้เรื่องภาษากายและภาษาพูดได้ดีแล้ว ลูกจะเข้าใจแน่นอนค่ะ

6. กลัวกับบางสิ่งที่คุ้นเคย

ก่อนที่ลูกจะอายุ 2 ขวบลูกอาจจะไม่มีความรู้สึกกลัวอะไรเลย เช่น ตู้เสื้อผ้า เตียง ลิฟท์โดยสาร ห้องนอน แต่เมื่อเริ่มอายุ 2 ขวบ ก็จะกลัวกับอะไรหลายๆอย่าง สิ่งที่คุณต้องทำคือ สร้างความเข้าใจ ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรต้องกลัว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุปกรณ์การใช้งานอย่างหนึ่ง แต่ถ้าลูกไม่เข้าใจก็ควรจะปลอบโยน และค่อยๆพูดไปเรื่อยๆเพื่อให้ลูกเข้าใจในที่สุดค่ะ