อาหารมื้อแรกของลูก

อาหารมื้อแรกเริ่มได้เมื่อพร้อมแต่ต้องไม่เร็วกว่าอายุ 4 เดือนอาหารมื้อแรกควรต้องได้อย่างเต็มที่เต็มมื้อตั้งแต่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนหนึ่งยังเข้าใจไม่ถูกต้องคือปริมาณอาหารที่เหมาะสมต่ออายุนั้นๆค่ะเพราะบางบ้านเด็กอายุ 1 ขวบกินอาหาร 3 มื้อก็จริงแต่กินมื้อละ 3 ถึง 5 คำแบบนี้เรียกว่าเต็ม 3 มื้อแต่ไม่เต็มที่ค่ะ แบบนี้เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและทำให้การเจริญเติบโตเกิดปัญหาได้ คำว่าเต็มมื้อ คือการกินปริมาณให้เหมาะสมกับวัยและน้ำหนักค่ะ

สรุปง่ายๆ ก็คือ

อายุ 6 เดือนรับประทาน 5 ช้อนโต๊ะ 1 มื้อ

อายุ 7 เดือนรับประทาน 6-8 ช้อนโต๊ะ 1 มื้อ

อายุ 8-9 เดือนรับประทาน 7-9 ช้อนโต๊ะ 2 มื้อ

อายุ 10-12 เดือนรับประทาน 10-12 ช้อนโต๊ะ 3 มื้อ

สิ่งที่สำคัญอีกประการหลังจากเริ่มกินอาหารเป็นมื้อคือนมค่ะ ยังแนะนำให้กินนมแม่นะคะหรือนมผง หากไม่มีนมแม่ให้จัดการเรื่องการกินนม 2 อย่างคือ

1 งดนมมื้อดึกให้ได้หลังอายุ 6 เดือนค่ะ เพราะทำให้เด็กหลับยาวและกินอาหารตอนกลางวันได้มากขึ้น ทั้งยังไม่ทำให้ฟันผุด้วยเนื่องจากหลัง 6 เดือนเด็กจะเริ่มมีฟันน้ำนมซี่แรกงอกออกมาแล้วค่ะ

2เพิ่มปริมาณนมต่อมื้อหากกินนมสต๊อกหรือนมผงให้ได้ 6-8 ออนต่อมื้อ เพื่อฝึกขยายปริมาณกระเพาะอาหารของเด็กให้ใหญ่ขึ้นและลดจำนวนมื้อลงเป็น 3-4 มื้อต่อวัน บางบ้านไม่ยอมเพิ่มปริมาณนมยังคงกินทีละ 4 ออนทำให้หิวบ่อยอิ่มง่ายและสุดท้ายทำให้กินข้าวต่อมื้อได้น้อย

อาหารสำหรับลูกควรต้องมีทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และกากใยอาหารนะคะ ดังนั้นต้องพยายามทำให้ลูกได้รับอาหารครบ 5 หมู่ทุกครั้งทุกมื้อ ในอดีตคนไทยนิยมให้อาหารมื้อแรกเป็นกล้วยขูดซึ่งมีแต่คาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก + วิตามินอีกเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ พอโตขึ้นหน่อยก็เอากล้วยไปบดกับข้าวแล้วกินเป็นมื้อสิ่งที่ตามมาคือกินแต่แป้งแต่คาร์โบไฮเดรตไม่มีไขมันไม่มีกากใยอาหาร และที่สำคัญไม่มีอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเด็กจะเริ่มซีดจากการขาดธาตุเหล็กส่งผลต่อพัฒนาการได้นะคะ

คาร์โบไฮเดรตได้จากข้าวเป็นหลักสำหรับคนไทย หากเลี้ยงลูกแบบฝรั่งหน่อยหรือคีนัวหากมีความเก๋ไก๋ในการเตรียมอาหาร แนะนำว่าช่วงแรกบดให้ละเอียดและเริ่มบดหยาบหลังอายุ 8-9 เดือนได้ค่ะ

โปรตีนและไขมันได้จากเนื้อสัตว์เป็นหลักค่ะ แนะนำให้เริ่มจากตับและเนื้อที่มีสีแดงเช่นเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเนื่องจากเป็นเนื้อที่มีปริมาณธาตุเหล็กสูงจากนั้นอาจเริ่มสลับด้วยเนื้อไก่และเนื้อปลาได้ค่ะ

กากใยอาหารได้จากผักและผลไม้เป็นหลัก แนะนำให้เริ่มกินผักใบเขียวก่อนนะคะแล้วค่อยเริ่มผักสีสันอื่นๆเพิ่มเข้าไปเช่นใบตำลึงผักโขมบล็อคโคลี่แครอทและอื่นๆตามสะดวกได้เลยส่วนผลไม้นั้นเริ่มที่กล้วยน้ำว้าสุกมะละกอแล้วค่อยๆเพิ่มเข้าไปอีกไม่ควรปรุงแต่งรสชาติอาหารเลยนะคะ

โดยปกติอาหารทุกชนิดสามารถเริ่มได้พร้อมกันเลยตั้งแต่อาหารมื้อแรกไม่ต้องเริ่มทีละชนิดแต่หากกังวลว่ากลัวจะแพ้อาหารโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีประวัติการแพ้อาหารหลายชนิดของพ่อหรือแม่แนะนำให้เริ่มอาหารทีละชนิดสังเกตอาการแพ้อาหารและเริ่มชนิดใหม่ให้ได้ทุกๆ 3-5 วันค่ะ

อย่าลืมนะคะสารอาหารที่ต้องได้ทุกมื้อก็คือคาร์โบไฮเดรตโปรตีนไขมันและกากใยอาหารค่ะ

 

อาหารมื้อแรกเริ่มแบบมีสติ

 

แน่นอนค่ะว่านมคืออาหารเพียงอย่างเดียวในเด็กเล็ก และองค์การอนามัยโลกก็แนะนำว่าเด็กควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน รวมถึงราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาก็พูดเช่นเดียวกัน แต่คนสมัยก่อนไม่ได้บอกอย่างนั้นบางบ้านกินตั้งแต่อายุ 7 วันเลย บางบ้านเริ่มกล้วยน้ำว้าเท่านั้น กล้วยหอมไม่ได้นะคะเดี๋ยวท้องผูกขึ้นอยู่กับตำราบนหน้าใบลาน บ้านใครกล่าวไว้แบบไหน นี่ยังไม่ได้พูดเรื่องการดื่มน้ำนะคะสุดไปอีกทางเลยใช่ไหมคะ

วันนี้มีข้อมูลมาบอกให้ฟังกันค่ะเกี่ยวกับอาหารมื้อแรกตามข้อมูลทางหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์และโภชนาการที่ถูกต้อง ประเด็นแรกองค์การอนามัยโลกแค่แนะนำไม่ได้บังคับนะคะดังนั้นเปิดใจฟังกันหน่อยค่ะ หากทำได้เด็กทุกคนควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน เหมือนที่องค์การอนามัยโลกบอกเอาไว้ค่ะ เพราะหากินอาหารมื้อแรกเร็วเกินไปจะส่งผลเสียหลายอย่างได้แก่

1 เด็กจะกินนมแม่ลดลงซึ่งนมแม่มีประโยชน์ที่สุดใน 6 เดือนแรกของชีวิต

2 ลำไส้เด็กยังไม่พร้อมที่จะรับอาหารอื่นนอกจากนม หากเริ่มเร็วเกินไปดังนั้นอาจทำให้เกิดท้องผูกได้ บางคนท้องเสียเพราะการติดเชื้อจากอาหารที่กินเข้าไป

3 น้ำหนักเกิน ข้อนี้มีการศึกษาชัดเจนนะคะ

ทำไ มต้องอายุ 6 เดือน

มีเหตุผลหลายอย่างที่บอกว่าควรเริ่มอาหารมื้อแรกที่อายุ 6 เดือนเช่น

1 นมแม่ดีที่สุดและให้สารอาหารเพียงพอในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน

2 เป็นช่วงที่เด็กเริ่มนั่งเองได้หรือต้องช่วยเล็กน้อย

3 เด็กเริ่มชันคอได้ดีตั้งศีรษะได้เองคอแข็ง

4 เริ่มใช้มือหยิบจับอาหารเข้าปากได้ด้วยตัวเอง

ถ้าหากได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวอาจเริ่มเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กหลังอายุ 6 เดือน เพราะในน้ำนมแม่นั้นมีปริมาณธาตุเหล็กต่ำ ต้องได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเพิ่มเติมนั่นคือต้องเริ่มกินอาหารมื้อแรกอย่างอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

คุณแม่บางคนอาจมีคำถามว่าถ้าจะให้ลูกเริ่มอาหารมื้อแรกก่อนอายุ 6 เดือนได้หรือไม่วันนี้เรามาหาคำตอบกันค่ะ

คำตอบคือเริ่มได้นะคะ แต่ต้องเริ่มแบบมีสติและตามหลักการที่ถูกต้องค่ะ วิธีสังเกตเมื่อไหร่ถึงจะพร้อมกินอาหารเสริมก็คือ เมื่อเด็กเริ่มนั่งได้เองหรือชันคอได้ดีตั้งศีรษะได้เองคอแข็งและเริ่มเอาของเข้าปากหรือเริ่มใช้มือหยิบจับอาหารเข้าปากได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องไม่เร็วกว่าอายุ 17 สัปดาห์และไม่ช้ากว่า 26 สัปดาห์นะคะ

ขอให้มั่นใจว่าไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บอกชัดว่าการเริ่มที่อายุ 4-6 เดือนมีผลเสียหรือไม่ดีกว่ากันเริ่มที่อายุ 6 เดือน และที่สำคัญหากลองไปอ่านรายละเอียดในคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในหัวข้อที่เขียนโดยสภาอาหารเขาบอกว่าเขายังสนับสนุนการเริ่มอาหารเสริมที่อายุ 4-6 เดือนค่ะ แต่หากอ่านในหัวข้อของการให้นมแม่จะบอกว่าเริ่มถึง 6 เดือน

คุณแม่คนไหนเริ่มมึนงงกับสิ่งที่ได้อ่านวันนี้บ้างคะ สรุปสั้นๆแบบนี้เลยนะคะอาหารมื้อแรกเริ่มได้เมื่อพร้อมแต่ต้องไม่เร็วกว่าอายุ 4 เดือนและต้องไม่ช้าไปกว่าอายุ 6 เดือนครึ่งเพราะข้อมูลพบว่ายิ่งเริ่มอาหารมื้อแรกช้าจะเพิ่มโอกาสในการแพ้อาหารมากขึ้นค่ะ

แล้วเมื่อไหร่ที่เรียกว่าเด็กพร้อมก็ตามที่เขียนว่า 6 เดือนนั่นแหละค่ะ เพราะตามปกติ 6 เดือนจะเป็นช่วงที่เด็กได้นั่งได้เองคอแข็งและเริ่มเอาของเข้าปากได้ ซึ่งบางคนมีความพร้อมก่อน 6 เดือนก็เริ่มได้เลยและต้องไม่เร็วไปกว่าอายุ 4 เดือนซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเด็กที่ไหนจะเริ่มนั่งได้ก่อนอายุ 4 เดือนคะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่จะเลี้ยงลูกแบบอเมริกันเท่ๆหรือยุโรปชิคชิคไปเลย แต่ท่องไว้ว่าอาหารเริ่มเมื่อพร้อม นมแม่ดีที่สุดสำหรับเด็กในช่วง 6 เดือนแรกนะคะ

ดังนั้นหยุดไปให้ความเห็นกับการเลี้ยงลูกของบ้านอื่นนะคะ ยกเว้นก่อนหน้าอายุ 17 สัปดาห์ห้ามกินอาหารอื่นโดยเด็ดขาดค่ะ ใครเห็นคนป้อนอาหารอื่นก่อนอายุ 17 สัปดาห์หรือ 4 เดือนแรกเดินเข้าไปเตือนทันทีนะคะ เพราะเกิดอันตรายต่อเด็กมากเห็นแก่ชีวิตเด็กนะคะช่วยกันดึงสิพ่อแม่ที่ไม่รู้เรื่องแบบนี้ด้วยค่ะ เพราะมีเด็กเล็กเสียชีวิตจากการถูกป้อนอาหารก่อนวัยอันควรทุกปีสลดใจ และสลดใจกว่าเวลาได้ยินคนพูดว่าเขาก็ทำกันมานานแล้วไม่เห็นมีใครเป็นอะไร ต้องถือว่าโชคดีจังที่รอดชีวิตมาได้ค่ะ ธรรมชาติคัดสรรกันไป

และหากเริ่มก่อนอายุ 6 เดือนต้องมั่นใจนะคะว่าการกินอาหารมื้อแรกก่อนอายุ 6 เดือนนั้นต้องไม่ทำให้นมแม่แห้งเขื่อนนะคะ ควรต้องสังเกตลักษณะของอีกด้วยหากกินอาหารแล้วท้องผูกท้องอืดก็ควรงดไปก่อนค่อยไปเริ่มตอนอายุ 6 เดือนจะดีกว่าค่ะปลอดภัยกว่านะคะ

เพราะเราคือคุณแม่เชิงบวกหรือพร้อมบวกกันแน่

   

                      การเลี้ยงลูกเชิงบวกเป็นการเลี้ยงลูกที่พิสูจน์แล้วว่า เหมาะสมตามพัฒนาการของสมองของลูกที่จะช่วยหล่อหลอมพัฒนาการที่สมวัย โดยเฉพาะความคิดการแก้ปัญหาและการดำรงชีวิตประจำวันได้

แต่การเลี้ยงลูกนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะครอบครัวเราเท่านั้น หลายครั้งที่เราและลูกน้อยต้องออกไปเผชิญกับโลกภายนอก ที่ไม่ได้สวยงาม ประการแรกที่เราต้องเจอก่อนเลยคือลูกและแม่คนอื่นๆซึ่งพร้อมจะมาบวกกับลูกเราเสมอ

เมื่อลูกของเราต้องไปเจอกับเด็กที่ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญด้านการเข้าสังคม และการรอคอยตลอดจนมารยาททางสังคมที่เหมาะสมซักเท่าไหร่ คุณพ่อคุณแม่คงเคยเห็นตามหน้าเพจต่างๆ และอาจจะได้ประสบกับตัวเองมาไม่มากก็น้อย จนเกิดวลีที่น่ารักว่า ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน และไม่น่าแปลกใจคุณพ่อคุณแม่ของเด็กน้อยเหล่านี้ก็ไม่ต่างกับลูกสักเท่าไหร่พฤติกรรมที่มักทำให้เกิดวลีที่ว่านี้ก็จำแนกได้ไม่กี่อย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแย่งของเล่นคนอื่นหน้าตาเฉย แซงคิว ร้องรุนแรงร้องดิ้นเวลาถูกขัดใจ ละเมิดสิทธิของผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแกล้งคนอื่นแล้วไม่มีผลอะไร ด้วยข้ออ้างสุดคลาสสิคที่ว่าเขาก็เป็นเด็กจะเอาอะไรนักหนา

การเลี้ยงลูกเชิงบวกนั้นส่วนใหญ่เด็กน่ารักมาก น่าเอ็นดูมีเหตุมีผล สามารถบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ ซึ่งดีงามในแง่ของพัฒนาการและความมั่นใจในตนเอง

ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เราพาลูกน้อยไปเล่นของเล่นในสถานที่ที่เด็กทั่วไปมาทำกิจกรรมร่วมกัน และเกิดมีเด็กคนนึงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ตรงปีกเข้ามาแล้วดึงของเล่นแย่งของเล่นไปจากมือลูกเราเฉยๆอย่างดื้อๆ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแน่นอนในใจของคุณแม่บางส่วนนั้นนางมารได้ลงประทับไปเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเท้าสะเอวพูดกับตัวเองในใจว่าเดี๋ยวแม่จัดให้ จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปจัดการกับเด็กที่บังอาจมาแย่งของเล่นลูกเรา ถ้าเป็นแบบนี้ลูกอาจจะมีความสับสนและเกิดความสับสนทางการสั่งสอนได้ ลูกอาจจะมองว่าจริงๆแล้วหนูควรแย่งคืนมาหรือเปล่า ครั้งต่อไปหนูควรจะเดินไปเบิร์ดกะโหลกไอ้เจ้าคนที่แย่งของเล่นฉันเหมือนคุณแม่ดีไหม

แต่ในอีกทางนึงก็ต้องมานั่งคิดอีกทีค่ะว่า หากลูกคิดบวกมากไปในสังคมสมัยนี้ บางทีลูกก็อาจจะโตมาแบบเสียเปรียบคนอื่นตลอดหรือไม่ เด็กไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรเพราะไม่เคยถูกสั่งสอนมาก่อนเลยในชีวิต สิ่งสำคัญอีกประการคือ เราต้องรักษาสิทธิ์ของลูกเราเช่นเดียวกันไม่ให้เป็นฝ่ายถูกกระทำและถูกเอาเปรียบไปตลอด หลายครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นคุณแม่หลายคนเลือกที่จะอุ้มลูกเดินหนีไปเลย อันนี้เหมือนกันหนีปัญหานะคะ เมื่อเกิดเหตุคุณแม่ตั้งสติให้ดีค่ะทำตามสเต็ป ง่ายๆดังนี้

เริ่มจากหายใจลึกๆ ท่องในใจเบาๆว่า เด็กเขาไม่รู้วิธีขอของเล่นที่ถูกต้อง จากนั้นค่อยๆเดินไปหาเด็กคนนั้นอย่างเมตตาแล้วบอกว่า น้องเขาเล่นอยู่ก่อนนะคะ ขอคืนนะคะ พูดด้วยน้ำเสียงราวกับพี่ปุ๋ยพรทิพย์ที่รักเด็กมาก หลังจากนั้นหันไปถามลูกของเราว่า เพื่อนเขาอยากเล่นด้วย เล่นด้วยกันไหมคะ แล้วปล่อยให้ลูกเป็นคนตัดสินใจเอง หากลูกเราตัดสินใจไม่แบ่งให้ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่จ ริงๆนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาค่ะ แต่นี่ก็เป็นโอกาสที่เราจะสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันได้เลยนะคะ ถ้าเราอยากได้ของคนอื่นแต่หากเขาไม่แบ่งก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน ห้ามไปแย่งของคนอื่น นี่คือสิ่งที่เราควรต้องสอนลูกของเราให้รู้ค่ะ

                   สุดท้ายสิ่งที่เราควรจะต้องสอนลูกคือ เราต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเองด้วยเสมอ รักษาสิทธิ์ด้วยความยุติธรรม ความน่ารักอ่อนโยนไม่ก้าวร้าวรุนแรง เลี้ยงลูกด้วยทฤษฎีเลี้ยงลูกแบบฝรั่งแต่มีความน่ารักแบบเด็กไทย เพราะหากเลี้ยงลูกกลายเป็นฝรั่งไปเลยก็อาจจะไม่น่ารักในสังคมไทยเท่าไรนักนะคะ

 

เมื่อปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงลูกของเรา

 

งานแต่งงานไม่ใช่งานของคนสองคนฉันใดการเลี้ยงลูกก็ไม่ใช่เรื่องของคนสองคนฉันนั้น

               ในอดีตสังคมไทยเป็นแบบครอบครัวรวมค่ะ คืออยู่กันตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดลงไปถึงรุ่นหลาน ดังนั้นปู่ย่าตายายจึงมีอิทธิพลมากในการเลี้ยงดูหลาน ซึ่งก็คือลูกของเรานั่นเอง แต่ในปัจจุบันนี้ สังคมไทยกลายเป็นสังคมของครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น จึงทำให้ปัญหาต่างๆอาทิ ปัญหาของย่ายายในการเลี้ยงลูกลดลงไปพอสมควร ยกเว้นครอบครัวคนจีนค่ะ ที่มักอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ และคุณแม่ก็มักย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านในฐานะสะใภ้มือใหม่ ปัญหามากมักเกิดขึ้นกับคุณลูกสะใภ้ที่เพิ่งแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายชายใหม่ๆ แล้วตั้งครรภ์เลย และก่อกำเนิดเจ้าตัวน้อยออกมา กลายเป็นทั้งสะใภ้มือใหม่และคุณแม่มือใหม่ไปพร้อมกัน

                 ลำพังแค่คลอดลูกเลี้ยงลูกก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับการที่ต้องอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน และจะกระตุ้นหนักมาก จากคุณแม่สามีช่างเจรจาและช่างติเตียน นี่ยังไม่นับคุณพ่อคุณแม่ของเราเองกับการเลี้ยงลูกแบบโบราณนิยม ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ บางอย่างพอย่อนๆทำไปได้แต่บางอย่างมันช่างสวนทางและทำให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยเสียเหลือเกิน

อันจะเถียงไปก็ใช่ที่นั่นก็เพราะแม่สามี อันจะทะเลาะไปก็คงไม่ดีนี่ก็พ่อแม่เราเอง ที่สำคัญอย่างมากไปคงจะอยู่กันอย่างไม่มีความสุข

วันนี้ขอแนะนำหลักวิธีง่ายๆที่ทำให้เราสามารถอยู่ด้วยกันแบบประนีประนอมได้ค่ะ

วิธีประนีประนอมกับปู่ย่าตายาย

1 ค่ะก่อนแล้วค่อยไม่ทำ

บางทีเถียงไปก็ไม่ช่วยอะไร ขอแนะนำว่ายิ้มรับมาก่อนแต่ก็ไม่ต้องทำค่ะ ยกตัวอย่างเช่นคุณย่าบอกว่าให้ลูกกินน้ำสิ ให้ตอบกลับไปว่า ได้ค่ะ แล้วอุ้มลูกเดินถอยออกมาเลย หรือคุณยายบอกว่า นอนคว่ำสิ ให้ตอบกลับไปว่า ค่ะแม่ แล้วอุ้มลูกพาขึ้นห้องเราไปนอนไปเลยค่ะ

2 อะไร อะไรไม่อันตรายจะหย่อน บ้านก็ได้

อย่างที่เคยย้ำเสมอว่า หากการร้องขอหรือคำแนะนำบางอย่างจากคุณย่าคุณยายที่ไม่ได้เป็นอันตรายกับลูก ก็ทำตามไปหน่อยก็คงไม่เสียหายนะคะ ยกตัวอย่างเช่น การดึงดั้ง รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีข้อมูลอะไรบอกว่าช่วยทำให้จมูกโด่ง แต่ก็ดึงดึงเบาๆหลังอาบน้ำก็ได้ค่ะ จะได้เป็นการตัดปัญหาย่ายายมาดึงดั้งแบบฮาร์ดคอร์รุนแรงอีกต่างหาก

3 พูดให้เป็น

บางครั้งการผิดศีลข้อ 4 บ้างชีวิตเราและลูกอาจจะง่ายขึ้นเยอะนะคะ ข้อนี้อาจฟังดูไม่ดีนัก แต่บางทีช่วยเราไม่ให้เกิดปัญหาได้เยอะเลยค่ะ เพราะบางบ้านไม่พร้อมจะพูดคุยกันด้วยเหตุผลหรือบางบ้านพยายามเอาเหตุผลล้านแปดมาพูดให้ฟังแต่อีกฝ่ายเขาก็ไม่ฟังนี่สิ ต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมากในการถ้อยทีถ้อยอาศัย ดังนั้นเราต้องมีศิลปะการพูดที่ดีเพื่อให้ครอบครัวเราสมานฉันท์ที่สุด และได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการค่ะ

4 พามาพบหมอเด็กด้วยตอนมารับวัคซีน

ข้อนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลยค่ะ นั่นคือการยืมมือคุณหมอสู้รบปรบมือกับปู่ย่าตายาย หลายบ้านคุณย่าคุณยายชอบพาหลานมาวัคซีนมากค่ะ เพราะถือเป็นกิจกรรมที่พาหลานออกนอกบ้านและได้พูดคุยกับหมอ แต่บางคนก็ไม่ชอบ หากต้องการให้หมอช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาในการดูแลลูก แนะนำให้ถามแบบใสๆ แบบสงสัยใคร่รู้เช่น หมอคะถ้าจะเริ่มกินกล้วยควรเริ่มตอนกี่เดือนดีคะ หรือหมอคะถ้าให้ลูกกินน้ำหลังกินนมจะมีประโยชน์ไหมคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะกับวิธีรับมือกับปู่ย่าตายายแบบง่ายๆที่เราแนะนำในวัน นี้ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะเพื่อครอบครัวที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขค่ะ

 

“เพราะเราสะดวกแบบนี้”

สิ่งมีชีวิตที่น่าพิศวงที่สุดในโลกใบนี้ก็คือป้าข้างบ้านและญาติห่างๆจริงไหมคะ

             เพราะสิ่งมีชีวิตที่กล่าวถึงนี้พร้อมที่จะหยิบยื่นความหวังดีให้เราเสมอ พร้อมกับความใส่ใจที่บางทีสามีหรือพ่อแม่แท้ๆยังไม่สงสัยใคร่รู้ขนาดนี้เลย

             น่าพิศวงกับความอบอุ่นที่ได้รับจริงๆ ซึ่งความอบอุ่นที่ได้รับงานสร้างความเครียดให้คุณแม่ไม่มากก็น้อย การเป็นแม่คนมันมีความเครียดในตัวอยู่แล้ว เหตุไฉนต้องมีคนมาหวังดีกับชีวิตฉันและลูกของฉันขนาดนี้ 

อาทิเช่น คนมาเยี่ยมถามเราว่า นมมาหรือยังแทนที่จะพูดว่าลูกแข็งแรงดีไหม จนเราเองรู้สึกไปว่าเรา เป็นแม่ที่ไม่ดีโดยเฉพาะเมื่อน้ำนมยังมาไม่ดี เข้าใจนะว่าเป็นห่วงแต่พอต้องมานั่งตอบคำถามรอบที่ 20 ก็เครียดเหมือนกันนะ

หรือ เมื่อลูกวัยแบเบาะ ก็ชอบมาถามแกมยัดเยียดเรื่องการกิน กินน้ำหรือยัง กินกล้วยหรือยังกินข้าวหรือยัง ซึ่งส่วนใหญ่ผิดหลักการแพทย์ทั้งนั้น น้ำก็จะให้กินตั้งแต่แรกเกิดกล้วยก็จะเรียกให้ป้อนตั้งแต่อายุเดือนเดียว มันอันตรายนะคะ

เมื่อลูกโตมาอีกหน่อยคนมักถามเราว่าลูกเรียนที่ไหนได้เกรดเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าลูกเราไปโรงเรียนแล้วมีความสุขไหมได้ทำอะไรบ้าง  เพื่อทำให้พ่อแม่ที่ลูกเรียนไม่ดี ต้องตอบก็นั่นไปว่าปานกลางค่ะทั้งที่ในใจคิดไปอีกอย่างแล้วค่ะ

พอลูกโตเข้ามหาวิทยาลัยคนก็ถามอีกว่า เรียนมหาวิทยาลัยอะไรคณะอะไร แทนที่จะถามเราว่าลูกเราชอบอะไรได้เรียนในสิ่งที่ชอบไหม ทำให้คนที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำคณะยอดนิยมรู้สึกไม่ดี

ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าทำไมลูกเราเรียนไม่เก่ง หรือรู้สึกว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีนี่คือความเชื่อที่ถูกยัดเยียดมาจากที่อื่น ไม่ใช่คนที่เราต้องไปแคร์อะไรมากนักทำให้การเลี้ยงลูกมีความสุขลดลง ดัชนีความสุขที่ลดลงย่อมส่งผลถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ซึ่งส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อลูกอยู่แล้ว

จินตนาการเวลาที่มีป้าข้างบ้านหรือคนอื่นๆมาให้ความเห็นกับวิธีการเลี้ยงลูกของเรา ให้เริ่มยิ้มอ่อนๆที่มุมปาก ให้มุมปากยกเล็กน้อยขมวดคิ้วเบาๆทำหน้าคล้ายสงสัยเล็กน้อย แล้วกล่าว ออกไปด้วยเสียงที่ราบเรียบสดใส อ๋อสะดวกแบบนี้อ่ะค่ะ

หากไม่มีกิจธุระให้เสวนาด้วยแล้วก็ให้ถามสั้นๆตอบว่า มีอะไรเพิ่มเติมไหมคะถ้าไม่มีหนูขอตัวนะคะ แล้วเดินสวยๆออกมาได้เลยค่ะลองซ้อมดูนะคะ

บางอย่างแก้ที่คนอื่นไม่ได้เราต้องปรับที่ใจของเราเอง แล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น คิดในใจไว้ว่าช่างมันบ้างค่ะ หากสามารถแสดงได้อย่างเนียนและคล่องแคล่วชีวิตเราจะดี และป้าข้างบ้านจะลดดีกรีความหวังดีลงไม่มากก็น้อยนะคะ

ชีวิตเราจะสงบขึ้นเยอะเพราะไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับป้าให้ปวดตับ หรือเวลามีใครคอมเม้นในเฟสเราเกี่ยวกับอะไรที่เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่าของขึ้นนะคะ แนะนำให้ตอบไปว่าก็สะดวกแบบนี้อ่ะค่ะ

ขอแค่ฝึกพูดประโยคนี้ประโยคเดียวค่ะชีวิตเราจะดีขึ้นทันตาแสดงให้ดูไม่หยิ่งไม่มีอารมณ์โกรธแสดงให้เขาดูว่านี่เป็นเรื่องของฉันจบนะจ๊ะ

ความคิดที่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูก

ในบทนี้เราจะว่ากันด้วยเรื่องการบิดมุมมองและการจัดการกับความคิดที่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูกกันค่ะ

 

1.การเปรียบเทียบกับคนอื่น

คุณแม่หลายคนคงเคยสัมผัสกับการเปรียบเทียบลูกเรากับเด็กคนอื่นมาบ้างใช่ไหมคะ      คุณแม่หลายคนมักชมลูกคนอื่นว่าคนนี้ดีอย่างนั้น คนนั้นดีอย่างนี้ จนบางครั้งลูกเราก็คิดว่าถ้าคนนั้นมันดีนะทำไมไม่เอาไอ้คนนั้นมาเป็นลูกไปเลยล่ะ ดังนั้นเราไม่ควรเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น หากจะสอนให้เขาพัฒนาตัวเองในทางที่ดี ช่วยเขาให้พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ต่อยอดขึ้นไปไม่ใช่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือดีน้อยลงมาคือสอนให้เขามองความพยายามของคนที่ประสบความสำเร็จ มากกว่าไปชื่นชมเฉพาะที่ความสำเร็จของคนคนนั้น ที่จริงแท้คือเด็กแต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกันค่ะ แทนที่จะมองว่าลูกไม่ดี เราควรหาสิ่งที่ดีในตัวของลูกสิ่งที่ลูกชอบ สิ่งที่ลูกเป็นที่ลูกอยากทำและเก่ง แล้วส่งเสริมให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำให้ดีขึ้นอีก  

2.การชมทำให้เหรอเหลิง

ฟังแล้วน่ากลัวนะคะ เป็นเหตุให้พ่อแม่ไม่ชมลูกเวลาลูกทำดี แต่ด่าไฟแลบเวลาลูกทำไม่ดี บางบ้านด่าทีมากันทั้งสวนสัตว์เปิดเลยค่ะ

3.ติเพื่อก่อ

หากรวมกับข้อ 2 จะกลายเป็นประโยคที่คุ้นหูว่า ติเพื่อก่อยอเพื่อทำลาย ซึ่งต้องวิเคราะห์ดีๆนะคะ บ่อยครั้งที่การติดทำเพื่อทำลายมิใช่เพื่อก่อค่ะ หากลองดูคำว่าติเพื่อก่อ ก็จะหมายถึงการติด้วยความเมตตา ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และชี้ให้เห็นสิ่งที่แก้ไขได้ พูดถึงความผิดตัวเองก่อนแล้วจึงพูดถึงความผิดของคนอื่น  ดังนั้นเราจึงต้องชมให้เป็นเย็นให้ได้ซึ่งในหลักการชมลูกมีดังนี้ค่ะ

  • ชมทันทีที่ทำดี
  • ชมที่การกระทำ
  • ชมให้เหมือนออกจากใจ
  • ชมโดยใช้ภาษากาย
  • ไม่ประชดประชัน

           ถ้าเราเป็นเด็กที่ทำดีเราก็อยากได้รับคำชมที่บางทีไม่ต้องพูดก็ได้ เพราะทุกคนอยากเป็นคนสำคัญในสายตาของคนที่เรารักอยู่แล้วใช่ไหมคะ นึกถึงตอนวัยรุ่นของตัวเองสิคะ วันที่คนที่เราแอบชอบส่งข้อความมาหา จำได้ไหมว่าส่วนลึกของจิตใจเราบอกกับตัวเองว่าอะไร เด็กก็อยากเป็นคนสำคัญในสายตาพ่อแม่เหมือนกันค่ะ

         ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือวิธีง่ายๆในการปรับความคิดที่คุณพ่อคุณแม่ควรนำไปใช้ เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูกนะคะ ยังไงลองนำไปใช้กันดูนะคะ 

ทำไมลูกเราไม่เหมือนคนอื่น??

                      มนุษย์แต่ละคนมีลักษณะที่จำเพาะและแตกต่างกันไปตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งเรื่องทางกายภาพเช่น หน้าตา สีผิว ผม และอื่นๆ รวมถึงลักษณะนิสัยอารมณ์และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก แต่สิ่งที่แปลกประหลาดในสังคมคือชอบมีคนมาให้ความเห็นหรือเรียกเป็นภาษาทั่วไปว่าเข้ามายุ่งวุ่นวาย แล้วก็ประโยคที่ถือเป็นประโยคอมตะ ยามที่เห็นคุณแม่เลี้ยงลูกคือ ทำไมลูกเธอไม่เหมือนเด็กคนอื่น  วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะ

 

 

                     นั่นก็เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีความพิเศษในตัวเอง ตามหลักวิทยาศาสตร์พบว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีลักษณะพิเศษเฉพาะไม่เหมือนกัน เช่น เพศ พัฒนาการตามวัย พื้นฐานอารมณ์ พันธุกรรม และการเลี้ยงดู

  1. เพศ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กชายแตกต่างจากเด็กหญิงตั้งแต่แรกเกิดและเพศยังเป็นปัจจัยที่กำหนดลักษณะทางกายภาพภายนอกรวมถึงความสูงและน้ำหนักอีกด้วย
  2. พัฒนาการตามวัย ส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กแต่ละคนทำให้เด็กในวัยต่างๆมีความแตกต่างกัน ดังนั้นพ่อแม่ควรเข้าใจบริบทของพัฒนาการตามวัยของ ลูกเข้าใจในมุมมองของลูก ช่วยให้เขาเรียนรู้และมีพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม เช่นในวัยแบเบาะเขายังบอกความต้องการไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงร้องไห้เมื่อเขาหิว อิ่ม แน่นท้อง ร้อนไป เย็นไป ฉี่ ง่วงนอน นั่นคือการร้องไห้ปกติของเขา พ่อแม่ต้องเข้าใจและหาสาเหตุที่ทำให้ลูกร้อง
  3. พื้นฐานอารมณ์  นี่คือสิ่งที่สำคัญมากที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พื้นอารมณ์เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ที่สำคัญคือทำให้เปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือไปเป็นแบบอื่นไม่ได้ แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านการเลี้ยงดูที่ดีตลอดวัยเด็ก
  4. พื้นอารมณ์สามารถจำแนกผ่านพฤติกรรม 9 ชนิดคือ
  • ความอดอดทนต่อสิ่งกระตุ้น
  • ความรุนแรงของการตอบสนอง
  • ความ Active หรือความซน
  • การเข้าหาหรือถอยหนี
  • กิจวัตรและความสม่ำเสมอ
  • การปรับตัว
  • สมาธิและความทนทาน
  • อารมณ์
  • การวอกแวก

ซึ่งพฤติกรรมทั้ง 9 ประการนี้จะเป็นตัวกำหนดให้เด็กแต่ละคน ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เหมือนกันแตกต่างกันออกไปนั่นเอง

                       5.พันธุกรรม หรือที่คนทั่วไปชอบเรียกว่ากรรมเก่า แก้ยากตัดกรรมไม่ได้ ซึ่งพันธุกรรมส่วนหนึ่งจะส่งมาในรูปแบบของโรคในครอบครัวนั้นเอง

                       6. การเลี้ยงดู  เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆที่จะขัดเกลา หล่อหลอม และปรับเปลี่ยนพื้นอารมณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดให้กลายเป็นบุคลิกอารมณ์ การดำรงชีวิต และวิธีการแก้ปัญหา  การเลี้ยงดูเปรียบเสมือน การ ถ่ายสําเนาพฤติกรรมอารมณ์ เพราะเด็กมักซึมซับสิ่งที่เห็นจากพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูและปรับมาใช้กับตนเอง

 

นี่คือปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันดังนั้น พ่อแม่ควรรักลูกในแบบที่ลูกเป็น อย่าเปรียบเทียบกับใครนะคะ ครั้งหน้าเราจะมาพุดถึงเรื่องอะไร รอติดตามนะคะ