สาเหตุ ลูกชอบอมข้าว และวิธีแก้ปัญหา

1.ลูกชอบอมข้าว เพราะต้องการต่อต้านจากการถูกบังคับ ขู่เข็ญให้ทานอาหาร

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปดุว่ากล่าวลูก หรือบังคับให้ลูกทานข้าวเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้เด็ก รู้สึกว่าช่วงเวลาบนโต๊ะอาหารเขาไม่มีความสุขเลย และแสดงพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น

2.ลูกชอบอมข้าว เพราะบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่น่าเบื่อทำให้เด็กไม่อยากทานอาหาร

คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างบรรยากาศที่ดีบนโต๊ะอาหาร ทำให้เรื่องการทานอาหารเป็นเรื่องสนุกผ่อนคลาย ไม่ควรไปกดดัน คอยจับผิดหรือบีบบังคับยัดเยียดสิ่งต่าง ๆ ที่ลูกไม่ชอบค่ะ

3.ลูกอมข้าว เพราะมีสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจของเด็กๆไปจากโต๊ะอาหาร

ตัดสิ่งรบกวนต่าง ๆ ที่จะดึงดูดความสนใจจากลูกของคุณไปจากโต๊ะอาหาร เช่น การปิดโทรทัศน์ขณะทานข้าว หรือการมีขวดนมที่ชงรอลูกไว้อยู่บริเวณนั้นเมื่อลูกเห็นก็มักจะไม่อยากทานข้าวแล้วเพราะเห็นว่ามีนมรอเค้าอยู่ค่ะ

4.ลูกอมข้าว เพราะขาดการฝึกทานข้าวที่ถูกวิธี หรือขาดแบบอย่างที่ดี

ระหว่างนั่งทานอาหารด้วยกันคุณพ่อคุณแม่ควรเคี้ยวข้าวให้ลูกดูและสอนให้เค้าทำตาม เคี้ยวแล้วกลืน เคี้ยวแล้วกลืนทำอย่างไร บางทีการที่ลูกอมข้าวเพราะกลืนยาก เพราะตอนกลืนนมนั้นไม่ยาก แต่พอต้องมาเริ่มกลืนอาหารแข็งคงยากสำหรับเด็กบางคนค่ะ

5.ลูกของคุณอิ่มแล้วค่ะ ไม่อยากทานต่อแล้วจึงอมข้าวเอาไว้

หากลูกทานไปได้สักพักแล้วเริ่มอมข้าวนั่นอาจเป็นสิ่งที่เค้าต้องการบอกกับคุณว่าหนูอิ่มแล้ว อย่าพยายามหลอกล่อให้เค้าทานต่อเลยนะคะ คุณควรเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ไม่หิว แต่ถูกบังคับให้กินนั้นต้องอึดอัดและลำบากใจขนาดไหน ดังนั้นเมื่อลูกเริ่มอมข้าวแล้ว ก็แสดงว่าเขาคงเริ่มอิ่ม ให้หยุดป้อนหรือหยุดตื้อดีกว่าค่ะ

สัญญาณที่บอกได้ว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กเกเร

6 สัญญาณที่บอกได้ว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กเกเร

1.เด็กที่พ่อแม่มักคาดหวังและผิดหวังในตัวลูก:

เมื่อหวังแล้วลูกไม่ได้เป็นดังหวัง ก็จะโยนความผิดพลาดนั้นไปให้ลูก ใส่อารมณ์กับลูกโดยไม่รู้เลยว่าการกระทำแบบนั้นจะทำให้ลูกกดดัน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ

2.เด็กที่ชอบการแข่งขันมากเกินไป:

และเมื่อถึงเวลาที่ตัวเองแพ้จะชอบพูดจาแบบใส่อารมณ์ หรือแสดงออกเรื่องความรุนแรงทางร่างกาย

3.เด็กที่เลือกจะคบแต่เพื่อนที่สนิทกันเท่านั้น:

ไม่ยอมเปิดรับสังคมกับเพื่อนเด็กคนอื่นง่ายๆ จะทำอะไรที่เห็นว่าสำคัญกับเพื่อนๆที่สนิทอย่างเดียว

4.ชอบโยนความผิดให้คนอื่น:

เกรดไม่ดี โดนครูตำหนิ ทุกเรื่องที่เป็นความผิด ไม่ยอมรับข้อด้อยของตัวเอง อ้างว่าเป็นเพราะอย่างอื่นตลอด ไม่ยอมรับความจริงค่ะ

5.เพื่อนของลูกเป็นเด็กนิสัยไม่ดี:

จริงๆแล้วลูกของเราอาจจะเป็นแค่เด็กดื้อๆซนๆทั่วไป แต่ถ้าไปคบกับเด็กที่นิสัยไม่ดี ลูกก็จะซึมซับเรื่องไม่ดีมาด้วย จากที่แค่ดื้อแค่ซนก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรง หรือเกเรได้เช่นกันค่ะ

6.ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว รุนแรง:

บางทีลูกอาจจะแกล้งหรือตีน้องแบบแรงๆ อาจจะกรี๊ดร้องเมื่อไม่ได้ดังใจ และจู่โจมทันทีเมื่อมีเรื่องให้โมโห ถ้าลูกเริ่มมีอาการแบบนี้คุณต้องรีบจัดการทันที

คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตพฤติกรรมเจ้าชายน้อยของบ้านให้ดีนะคะ ว่ามีตามที่กล่าวมาบ้างหรือไม่ ถ้าเริ่มออกลายบ้างแล้ว ควรหาทางป้องกันและปรับเปลี่ยนความคิดให้ลูกกันใหม่ค่ะ

เคล็ดลับ! บรรเทาอาการเจ็บหัวนม ของคุณแม่

1. ลดการดูดบ้าง ในบางเวลา

ควรให้ลูกลดการดูดเต้าลงบ้างเมื่อมีอาการเจ็บเต้านม หรือให้พักการดูดข้างที่มีอาการเจ็บไปก่อน พออาการดีขึ้นแล้วค่อยให้ดูดใหม่ก็ช่วยได้ค่ะ

2. ให้ลูกดูดนมให้ไหล

ถ้ามีอาการปวดเต้านมหรือหัวนม คุณแม่จะไม่ค่อยอยากให้นมลูกมากนัก เพราะกลัวปวด แต่ถ้าลูกได้ดูดจนน้ำนมไหล อาการปวดเหล่านี้จะบรรเทาลง ยิ่งน้ำนมไหลดีขึ้น อาการปวดก็จะค่อย ๆ ลดลงค่ะ

3. กระตุ้นเต้านม หรือ บีบนวดหน้าอกก่อนให้นมลูก

เพื่อเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมไหลได้ดี เพื่อช่วยลดอาการปวดเต้านม ถึงคุณแม่จะมีอาการปวดเต้านมหรือไม่ปวดก่อนการให้นมลูกก็ต้องมีการนวดหรือคลึงเต้านมก่อนจะดีที่สุดค่ะ เพื่อให้ระบบเลือดหมุนเวียนได้ดีค่ะ

4. ให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ

หากทำได้ควรให้ลูกดูดนมทุก 2 ชั่วโมง หรือ ให้ดูดถี่กว่านั้นก็ได้ถ้าคุณแม่สะดวก การให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ช่วยลดอาการหย่อนยานของเต้านม และไม่ทำให้เต้านมคัด จนปวดทรมาน เพราะน้ำนมไหลดีเรื่อย ๆ นั่นเองค่ะ

5. อย่าปล่อยให้หัวนมของคุณแห้งระหว่างให้นม

เมื่อลูกหยุดดูดนมหรืออิ่มแล้วไม่ต้องเช็ดให้แห้ง ควรมีน้ำนมซัก 1-2 หยด ทาหัวนมไว้ให้ชุ่ม เพื่อลดอาการแตกของหัวนม เพราะน้ำนมจะทำให้แผลที่หัวนมหายเร็วขึ้นค่ะ

6. สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อลดอาการแห้งตึงของหัวนมได้

เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และอย่าลืมเช็ดออกทุกครั้งเมื่อให้นมลูก หลังให้นมลูกเสร็จก็ทาใหม่ เพื่อลดอาการเจ็บตึงค่ะ

วิธีช่วยให้ทารกแรกเกิดหลับยาวตลอดทั้งคืน

1.ปล่อยให้หลับด้วยตัวเอง

แทนที่เราจะกล่อมรอให้ลูกหลับแล้วค่อยวาง ลองปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้เกี่ยวกับการนอนหลับด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ลูกหลับได้ยาวนานขึ้น

2.อย่าคิดว่าลูกหิว

ลูกมีช่วงเวลาในการหลับสั้น ๆ ประมาณ 40 นาที จึงทำให้ลูกกวนเราบ่อยขึ้นในช่วงเวลากลางคืน คุณควรให้เวลาลูกสักพัก หากคุณไม่ได้ทำงาน ลองหาวิธีที่ช่วยให้ลูกรู้สึกสบายก่อนที่จะให้ลูกกินนม โดยใช้วิธีร้องเพลงกล่อม หรือลูบบริเวณหน้าท้อง

3.สร้างกิจวัตรประจำวันก่อนนอน

ในช่วง 4 เดือนแรก ลูกจะได้ประโยชน์จากกิจวัตรประจำวันก่อนเข้านอนเช่น การอาบน้ำ, ร้องเพลงกล่อม, เปิดไฟสลัว ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกหลับง่ายขึ้น และช่วยให้นอนเป็นเวลา

4.ยืดเวลาให้นมออกไป

เด็กเกิดใหม่จะหิวนมทุก ๆ 2-4 ชั่วโมง คุณแม่ต้องค่อย ๆ ยืดเวลาการให้นมออกไป คุณแม่สามารถใช้วิธีนี้โดยการให้นมลูกให้อิ่มก่อนเข้านอน

5.ไม่ต้องรีบให้อาหารแข็ง

คุณแม่บางท่านรีบให้อาหารแข็ง เพราะคิดว่าเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อลูก แม้ว่าการให้อาหารแข็งจะทำให้ลูกมีโอกาสน้อยที่จะตื่นระหว่างคืน แต่การให้อาหารแข็งเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดอาการแพ้อาหารและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นการขัดขวางการนอนหลับ ดังนั้นทารกเกิดใหม่ยังไม่ต้องการอาหารแข็งจนกว่าจะอายุครบ 6 เดือน

6.สังเกตพฤติกรรมของลูก

คุณแม่ควรจดตารางเวลาให้นม เวลานอนของลูก สังเกตอาการ พฤติกรรมของลูกเวลาง่วง เช่น การหาว การขยี้ตา อาการเหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่พาลูกเข้านอนเวลาที่ถูกต้อง

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางที่ช่วยให้ลูกหลับยาวตลอดทั้งคืน แต่เด็กทุกคนก็มีลักษณะแตกต่างกันจึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าวิธีไหนเป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ

อาหารต้องห้ามสำหรับคนท้อง

1.คาเฟอีน

คนท้องควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ชา  กาแฟ  น้ำอัดลม  เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปกระตุ้นการสูบฉีดโลหิต  เพิ่มการขับปัสสาวะทำให้คุณแม่ต้องปัสสาวะบ่อยขึ้นอีก ซึ่งช่วงตั้งครรภ์ก็ฉี่บ่อยอยู่แล้ว และมีผลทางอ้อมทำให้หัวใจของคุณแม่ทำงานหนักขึ้น อีกทั้งยังไปละลายแคลเซียมและเกลือแร่ในร่างกายมากขึ้นอีกด้วย

2.ไข่ดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ

แม่ท้องควรทานไข่ที่ปรุงสุก ไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว เป็นต้น เพราะไข่ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ ส่งผลให้เสี่ยงการติดเชื้อ Salmonella เป็นกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทำให้ผนังลำไส้เป็นแผล และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ค่ะ

3.นมสดและชีสบางชนิด

นมสดและชีสบางชนิดที่ไม่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนหรือการฆ่าเชื้อ  เช่น  คัมมังแบร์  บลูชีสชนิดต่าง ๆ  เพราะชีสเหล่านี้อาจปะปนแบคทีเรียที่ชื่อลิสทีเรีย(Listeria) ซึ่งอาจจะทำให้เป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกน้อยได้ค่ะ

4.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ไม่แนะนำให้คุณแม่ต้มบะหมี่ทานแบบที่เคยทำก่อนตั้งครรภ์ เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหล่านี้มีสารปรุงรส  และผงชูรสในปริมาณสูง จะทำให้เพิ่มระดับโซเดียมหรือเกลือให้กับร่างกายเกินความจำเป็น ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบขับถ่ายทำงานหนัก

5.อาหารรสจัด

อาหารที่มีรสเค็มจัด  หวานจัด  รสเค็มจัด ส่งผลทำให้หัวใจและไตทำงานหนักขึ้น  ส่วนรสหวานจัดเพิ่มภาระให้กับตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลมากขึ้น และทำให้คุณแม่น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย  นอกจากนี้รสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด จะเพิ่มภาระให้กระเพาะต้องทำงานหนัก ทำให้ท้องอืด และเกิดภาวะกรดไหลย้อนให้คุณแม่ได้

6.วิตามินเสริมทุกชนิด

การทานวิตามินเสริมในช่วงตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะ เพราะวิตามินเสริมหากได้รับมากเกินไปจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ตับต้องทำงานหนักเพราะกำจัดพิษของวิตามินส่วนเกินออกจากร่างกาย เท่ากับเพิ่มภาระการทำงานหนักให้ตับ อีกทั้งร่างกายไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวิตามินส่วนเกินเท่ากับเสียเงินไปซื้อมารับประทานแต่กลับไม่ได้ประโยชน์อีกด้วย

7.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดรวมถึงการสูบบุหรี่

ข้อนี้คุณแม่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วอย่างแน่นอน  เพราะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด แม้ว่าจะอยู่ในปริมาณที่เจือจางเพียงใดก็ตาม  เบียร์  ไวน์  เหล้าผสม  เหล้าสี  เหล้าใส  อาหารที่หมักดองด้วยเหล้า หรือมีส่วนผสมของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด  เพราะหากคุณแม่ดื่มกินเข้าไปในปริมาณหนึ่ง ขณะตั้งครรภ์ได้สองเดือนแรกจะส่งผลให้ทารกสมองพิการแต่กำเนิดได้  รวมถึงบุหรี่ ส่งผลให้เกิดภาวะแท้งคุกคาม คลอดก่อนกำหนด ทารกมีพัฒนาการไม่สมวัย ได้นะคะ

 

13 เรื่องของเด็กทารกที่คุณแม่ควรรู้

คุณแม่มือใหม่ที่พึ่งคลอดอาจยังดูแลทารกแรกเกิดได้ไม่เต็มที่ เพราะอาจกังวลว่าจะปฏิบัติกับทารกแรกเกิดอย่างไรดี ในช่วงแรก ๆ คุณอาจได้นอนน้อยลง แต่จะยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้เห็นลูกคุณตลอดเวลาค่ะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เกี่ยวกับ ทารกแรกเกิด มีดังนี้ค่ะ

1. น้ำลายของลูกอาจจะไหลออกมาบ่อย ๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

2. ในช่วง 6 สัปดาห์แรก ลูกจะตอบสนองคุณมากกว่าที่คุณคิด เช่น ยิ้ม สบตา หัวเราะ เป็นต้น

3. คุณควรอาบน้ำให้ลูกในอุณหภูมิที่เหมาะสม จนกว่าสายสะดือลูกจะหลุดออกไปค่ะ

4. จุดที่อ่อนนุ่มและต้องระวังที่สุด คือ กระหม่อมตรงศีรษะของลูก

5. เล็บมือเล็บเท้าของลูกจะยาวไวมาก คุณควรเตรียมที่ตัดเล็บลูกไว้ตั้งแต่ช่วงใกล้คลอด

6. ทารกแรกเกิด จะนอนหลับไม่เป็นเวลา อยากนอนตอนไหนก็นอน ลูกจะเริ่มนอนเป็นเวลาตอนประมาณอายุ 3 เดือนขึ้นไปค่ะ

7. ลูกของคุณอาจนอนกระพริบตาไปมา เหมือนหลับไม่สนิท แต่จริง ๆ แล้วลูกหลับสนิทไปแล้วค่ะ

8. นอกจากลูกจะมีน้ำลายไหลออกมาแล้ว เด็กบางคนยังแหวะนมออกมา มากน้อยต่างกันซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่อันตรายมากค่ะ

9. สายตาของลูกอาจจะไม่ได้มองไปในทิศทางที่ตรงหรือมองไปในที่ ๆ สมควรมอง ตาอาจจะลอย ๆ ไม่ได้โฟกัสไปในจุดใด ๆ ซึ่งจะเป็นแค่เดือนแรกเท่านั้นค่ะ

10. ผิวของทารกจะลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ หรือ ลอกออกเป็นขุย ก็ไม่ต้องตกใจค่ะ จะเป็นแค่เดือนแรก ๆ เท่านั้นค่ะ

11. ลูกอาจจะร้อง ร้อง ร้อง และร้อง ในช่วง 1-3 เดือนแรกและจะร้องตรงกันทุกเวลา ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรกับลูกค่ะ ไม่ต้องตกใจค่ะ

12. เด็กทารกบางคนอาจมีน้ำนมไหลออกมาจาก หัวนม ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายซึ่ง เป็นเรื่องปกติค่ะ

13. วัคซีนของทารกแรกเกิด เป็นสิ่งสำคัญมาก ควรตรวจสอบการฉีดวัคซีนของลูกให้ละเอียด และควรฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ลูกตามช่วงอายุของลูกให้ครบถ้วนค่ะ

เด็กทารกไม่อยากได้อะไรมาก แค่ต้องการความอบอุ่นในอ้อมกอดของคุณแม่เท่านั้น คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่อาจจะเหนื่อยมากในช่วงเดือนแรก เพราะยังปรับตัวไม่ได้ แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

อาหารที่ควรระวัง สำหรัเด็กอายุต่ำกว่า2ขวบ

1. เกลือ หรือ อาหารที่มีรสเค็ม

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เกลือในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยนี้ไตกำลังพัฒนา และไตนั้นยังไม่พร้อมสำหรับกรองอาหารที่มีรถเค็มมากเกินไป ในการปรุงอาหารให้ลูกจะมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ผัก เนื้อสัตว์ หรือสมุนไพรต่าง ๆ ที่ทำให้รสชาติดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงเลยค่ะ

2. น้ำตาล หรือ อาหารที่มีความหวาน

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ กินของหวานมากเกินไป คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHS) ไม่แนะนำให้เด็กดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน หรือ อาหารที่มีรสหวาน เมื่อเด็กได้กินของที่มีรสหวานเด็กจะติดรสชาตินั้นไปเรื่อย ๆ และทำให้เป็นคนชอบกินหวานในที่สุดค่ะ

3. น้ำผึ้ง

ไม่ใช่แค่น้ำตาลที่มีรสหวาน น้ำผึ้งก็เป็นสารให้ความหวานเช่นกัน เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรกินน้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งอาจมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum)  เชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตสารพิษในลำไส้ของทารก ส่งผลทำให้เด็กมีอาการท้องผูก เบื่ออาหาร ทำให้เด็กมีอาการซึม ในรายที่รุนแรงอาจจะทำให้เกิดอาการปอดบวม หรือ การขาดน้ำได้ค่ะ

4. Popcorn องุ่น และพวกเจลลี่ต่าง ๆ

อาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง ลื่น และมีรูปร่างกลม เป็นอาหารที่อันตรายมาก ๆ สำหรับลูก และก็มีอาหารหลายอย่างที่มีลักษณะแบบนี้ แต่พ่อแม่หลายท่านคิดไม่ถึงและไม่ได้ระวัง อาหารเหล่านี้มักจะลื่นไปติดในหลอดลม เป็นอันตราย อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ค่ะ

5. อาหารดิบ ปรุงไม่สุกดี

พ่อแม่หลายท่านชอบทานไข่ที่ไม่สุก หรือ พวกไข่ยางมะตูม แต่สำหรับเด็ก ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบ ไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านั้นเป็นอันตรายมาก รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ สำหรับเด็กวัยนี้ต้องปรุกให้สุกและให้นิ่มจนแน่ใจว่าเด็กสามารถกินได้ อาหารที่ปรุงกึ่งดิบกึ่งสุกอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เด็กเจ็บป่วย และเป็นอันตรายต่อร่างกายเด็กมาก ๆ ค่ะ

ให้ลูกเลี้ยงสัตว์เลี้ยงดีไหม?

การให้ลูกเลี้ยงสัตว์ จะช่วยทำให้ลูกน้อยมีอุปนิสัยที่อ่อนโยน มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักแบ่งปัน มีความรับผิดชอบมากขึ้น รู้หน้าที่ และมีวินัย สัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่นั้นสามารถเป็นเพื่อนเล่นกับลูกได้ ลูกจะได้เรียนรู้พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของสัตว์ที่เค้าเลือกจะรับผิดชอบ ทำให้ลูกน้อยได้รับความรู้และประสบการณ์ชีวิตเพิ่มมากขึ้น

การเลือกสัตว์เลี้ยงให้ลูก นั้นคุณพ่อคุณแม่ควรต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก จากนั้นจึงมาดูความพร้อมของลูกคุณเองว่าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบพอที่จะเลี้ยงดูสัตว์ได้ไหม สถานที่ในการนำสัตว์มาเลี้ยงเอื้ออำนวยเพียงไร มีอากาศถ่ายเทเพียงพอหรือไม่ และที่สำคัญจะให้ลูกเลี้ยงอะไร เช่น หากลูกอยากเลี้ยงสุนัข คุณพ่อคุณแม่จะต้องเลือกสุนัขสายพันธุ์ที่ไม่ดุร้าย สามารถเข้ากับเด็กๆ ได้ง่าย ควรซื้อสุนัขจากฟาร์มสุนัขที่มีความน่าเชื่อถือ มีใบรับรอง และสุนัขต้องได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว

รวมถึงต้องได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์ด้วยว่าไม่เป็นโรค หรือมีอาการของโรคที่เกิดในสุนัขบ่อยๆ เช่น ขี้ตาแฉะ มีน้ำมูก ผอมโซ เป็นต้น  พื้นที่ที่เลี้ยงสุนัขต้องมีขนาดเพียงพอที่จะให้สุนัขอยู่และวิ่งเล่นได้ และลูกของคุณเองก็ต้องได้รับการตรวจร่างกายจากคุณหมอแล้วว่า มีร่างกายแข็งแรงเพียงพอ ที่จะสามารถเลี้ยงสัตว์มีขนได้ ไม่มีอาการแพ้ใดๆ

และเมื่อพร้อมที่จะเลี้ยงสัตว์แล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรต้องสอนและทำความเข้าใจกับลูกเรื่องการเล่นกับสัตว์ให้ดีเสียก่อน เพราะหากลูกเล่นรุนแรง หรือไม่ระวังก็อาจเกิดอันตรายได้ และควรบอกลูกถึงอันตรายและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นเพื่อที่ลูกจะเล่นอย่างระวังมากขึ้น

ควรมอบหมายหน้าที่ให้ลูกมีส่วนรับผิดชอบในการเลี้ยงสัตว์ด้วย เช่น พาออกไปเดินเล่น ช่วยอาบน้ำ ช่วยเก็บอุจจาระ หรือทำความสะอาดกรง เพื่อเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักหน้าที่และมีความรับผิดชอบ จะได้เกิดเป็นนิสัยที่ดีติดตัวไปเมื่อยามที่ลูกเติบโต ค่ะ

วิธีกระตุ้นน้ำนมคุณแม่หลังคลอด

คุณแม่ท้องแรกส่วนใหญ่มักเป็นกังวลเรื่องน้ำนมไม่พอสำหรับลูกน้อย อาจเป็นเพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์การให้นมลูกมาก่อน จึงไม่มั่นใจว่าน้ำนมที่มาในช่วงแรกนั้นมีเพียงพอกับลูกน้อยหรือยัง กลัวไปต่าง ๆ นานา การให้ลูกทานนมแม่อย่างน้อยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือนเป็นเรื่องสำคัญ นมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ทำให้ลูกมีภูมิต้านทานโรค และยังช่วยสร้างความผูกพันของสายใยระหว่างแม่ลูกได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นเราจะพาคุณแม่มือใหม่มาเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวและการดูแลตัวเองของคุณแม่หลังคลอด  เพื่อช่วยกระตุ้นน้ำนมคุณแม่ให้มีปริมาณน้ำนมมากขึ้นกันค่ะ

1.ทำด้วยการให้ลูกน้อยดูดนมจากเต้าบ่อย ๆ

เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นฮอร์โมนในการผลิตน้ำนมมากขึ้น ถือเป็นกลไกทางร่างกายในการหลั่งน้ำนมจากเต้าโดยธรรมชาติ การให้ลูกดูดนมจากเต้าเพื่อกระตุ้นบ่อย ๆ และสลับเต้า จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้ไหลได้ดีขึ้น และเป็นการช่วยเร่งฮอร์โมนให้ผลิตน้ำนมมากขึ้น

2.การบีบน้ำนมออกระหว่างมื้อนมหรือการปั๊มนม

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำนมออกมามากขึ้น โดยการปั๊มนมด้วยการบีบน้ำนมด้วยมือหรือการใช้เครื่องปั๊มนมก็ทำได้ โดยน้ำนมที่บีบหรือปั๊มออกมายังสามารถเก็บใส่ถุงเก็บน้ำนมเอาไว้แช่ช่องฟรีซได้

3.การนวดเต้านมช่วยผ่อนคลาย

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้น้ำนมไหลมากขึ้น การกระตุ้นด้วยกการใช้มือนวดหน้าอก ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ดังนี้ใช้มือนวดคลึงเต้านมประมาณ 5 นาที อย่างอ่อนโยนและสลับไปมาทั้งสองเต้านม

  • ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้คลึงหัวนมเบา ๆ ประมาณ 1-2 นาที พร้องดึงหัวนมเข้าออกอย่างนุ่มนวล

การนวดเต้านมช่วยให้เต้านมผ่อนคลาย และช่วยให้น้ำนมไหลมากขึ้น คุณแม่ควรทำเป็นประจำทุกวัน

วิธีการดูแลตัวเองของคุณแม่หลังคลอดเพื่อช่วยให้น้ำนมไหลมากขึ้น 

1.การพักผ่อนให้เพียงพอและทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียด การนอนหลับอย่างเพียงพอ จะช่วยให้คุณแม่หลังคลอดมีน้ำนมมากขึ้น

2.การดื่มน้ำอุ่น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำนมได้ดี ดื่มน้ำในปริมาณเพียงพอที่ร่างกายต้องการ จะช่วยทดแทนการสูญเเสียน้ำหลังการให้นมลูก ป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำซึ่งมีผลต่อการผลิตน้ำนม

3.ทานอาหารที่ช่วยกระตุ้นน้ำนม เช่น หัวปลี ดอกแค ฟักทอง กะเพรา ขิง ใบแมงลัก กุยช่าย มะละกอ พริกไทย อินทผลัม ลูกซัด ฯลฯ อาหารเหล่านี้จะเพิ่มประสิทธิภาพต่อการกระตุ้นปริมาณน้ำนมได้ดี

คุณแม่หลังคลอดคลายกังวลกับปัญหาน้ำนมมาไม่เพียงพอ ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างถูกต้องก็จะช่วยให้คุณแม่สามารถผลิตน้ำนมได้ในปริมาณมากขึ้น แต่หากลองตามวิธีข้างต้นแล้ว น้ำนมยังไม่มา คุณแม่ควรไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญการให้นมแม่หรือคลีนิคนมแม่อีกครั้ง เพื่อให้ลูกน้อยได้ทานนมแม่อย่างเพียงพอเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยได้สมวัยอย่างเหมาะสม

5 พัฒนาการของลูกวัย2-18เดือน ที่ถือว่าผิดปกติ ต้องพบหมอ!

1. ลูกอายุ 2 เดือนกว่าแล้วแต่คอยังไม่แข็ง

ถ้าลูกอายุได้ 2 เดือน คอลูกต้องแข็ง ชันคอได้ แล้วนะคะ ถ้าคอเอียงไปมาไร้ทิศทาง ต้องให้คุณแม่คอยจับคอให้ตลอดแบบนี้ถือว่าผิดปกติแล้วค่ะ อาจเกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง แบบนี้ถือว่าพัฒนาการล่าช้าค่ะ

2. ลูกอายุ 3-4 เดือนแล้ว แต่มือยังหยิบจับของเล่นไม่ได้

ปกติเด็กแรกเกิดจะจับนิ้วของคุณแม่บีบได้เลย และเมื่ออายุ 3-4 เดือนเดือนจะจับสิ่งของได้ หลังจากนั้นเด็กจะใช้มือคล่องขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ แต่ถ้าหยิบจับอะไรก็ดูไม่มีแรง หยิบอะไรก็หล่น แสดงว่ากล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง ต้องหาวิธีฝึกกันหน่อยค่ะ ถ้าฝึกแล้วยังไม่ได้ต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

3. ลูกอายุ 9 เดือน แล้วยังนั่งเองไม่ได้

อันนี้พัฒนาการจะล่าช้าและส่งผลไปยังพัฒนาการขั้นต่อไป นั่นก็คือการยืนและการเดิน หากลูกของคุณยังลุกนั่งเองไม่ได้ เกิดจากปัญหากล้ามเนื้อมัดใหญ่ไม่แข็งแรงต้องปรึกษาคุณหมอเช่นกันค่ะ

4. ลูกอายุ 10 เดือนแล้ว ยังยืนไม่ได้

เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 10 เดือน เป็นช่วงที่เด็กจะสามารถลุกยืนได้แล้วค่ะ แต่อาจจะยังไม่เดิน ไม่ก้าว ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเด็กช่วงนี้จะช้า หรือ ไว แตกต่างกันแต่ควรจะลุกนั่ง หรือ จับสิ่งของยืนได้แล้วค่ะ

5. ลูกอายุ 18 เดือนแล้วยังเดินไม่ได้

หากลูกของคุณอายุ 18 เดือน แล้วยังเดินไม่ได้ ถือว่ามีปัญหาเรื่องการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มากๆค่ะ โดยปกติแล้วพัฒนาการของเด็กภายในอายุ 1 ขวบครึ่ง เด็กต้องลุกและเดินได้เองแล้วนะคะ ถ้าไม่ได้ต้องปรึกษาคุณหมอด่วนเลยค่ะ

พัฒนาการของเด็ก แต่ละคนจะช้าหรือเร็วแตกต่างกันอยู่แล้วนะคะ ไม่จำเป็นต้องทำได้เหมือนกันทุกคน แต่อย่างน้อยก็ควรมีพัฒนาการให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าหรือเร็วไม่เท่ากันก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและสุขภาพของเด็กเองด้วยค่ะ