เมื่อลูกนอนยาก มีวิธีจัดการอย่างไร

 

ลูกนอนยาก ลูกไม่ยอมนอน เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านหนักใจอยู่ไม่น้อย “คุณแม่ขา หนูยังไม่ง่วง” “คุณพ่อครับ ผมอยากเล่นต่ออีก!” “หนูหิว หนูอยากไปห้องน้ำ!” คุณพ่อคุณแม่คงจะคุ้นกับประโยคพวกนี้กันดี ประโยคพวกนี้อาจเป็นสิ่งที่ลูกของคุณพูดกับคุณคืนแล้วคืนเล่า เพราะยังไม่อยากเข้านอน เมื่อลูกนอนยาก เขาจะสามารถคิดหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาอ้าง ตั้งแต่เรื่องแมวน้อยยันชุดนอนที่คันคะเยอ แม้ว่าคุณอาจทำให้ลูกเข้านอนได้แล้ว แต่ไม่นานลูกก็สามารถหาเหตุลุกขึ้นมาจากเตียงได้หลังจากเวลาผ่านไปแค่ห้านาทีต่อมา เรามาดูวิธีกล่อมให้ลูกหลับง่าย ๆ ด้วยวิธีเหล่านี้กันดีกว่า วิธีกล่อมลูกให้หลับ เมื่อลูกนอนยาก จะมีอะไรบ้าง ไปติดตามพร้อมกันเลย

1. ยึดกับเวลาเข้านอนให้เป็นกิจวัตร 

การวางแผนและทำตามแผนการให้เป็นประจำทุกคืน จะทำให้ลูกคุณรู้ว่าลูกต้องทำอะไร การทำแบบเดิม ๆ ทุก ๆ คืนจะทำให้ลูกรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้น ๆ ของวัน ซึ่งเด็กเล็ก ๆ จะได้ประโยชน์มากจากวิธีการนี้ เพราะลูกจะคาดเดากิจวัตรได้

คุณแม่ท่านหนึ่งแบ่งปันประสบการณ์ให้เราฟังว่า สำหรับครอบครัวของเธอ กิจวัตรยามเย็นเริ่มต้นหลังจากมื้อเย็นด้วยการอาบน้ำ จากนั้นก็เป็นการเล่านิทานก่อนนอน ปิดไฟ แล้วคุณพ่อหรือคุณแม่จะอยู่กับลูกชายต่ออีกราวห้านาทีจนลูกเริ่มนิ่ง แล้วก็จะบอกกับลูกว่า “ พ่อ/แม่รักลูกนะ หลับฝันดีนะจ๊ะ” คุณแม่ท่านนี้เล่าว่า ทำแบบนั้นกันตั้งแต่ลูกอายุได้เก้าเดือน และเริ่มนอนหลับตลอดทั้งคืนอย่างได้ผล

2. เมื่อลูกต่อต้าน ขอให้คุณนุ่มนวลแต่มั่นคง

หากลูกลุกขึ้นมาจากเตียง คุณก็ควรฟังเหตุผลของลูกก่อน รับรู้เหตุผลนั้น ๆ แล้วส่งลูกกลับห้องนอนแล้วบอกลูกว่า ลูกไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นมา หากลูกชอบลุกขึ้นมาโดยบอกว่าตัวเองหิวน้ำ คุณก็วางแก้วน้ำ หรือขวดน้ำไว้ที่โต๊ะข้างเตียงให้ลูกเลย อย่าลืมให้ลูกเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน ลูกจะได้ไม่ต้องอ้างว่าลุกขึ้นมาเพื่อเข้าห้องน้ำ คุณควรคิดเผื่อว่าไว้เลยว่าลูกจะใช้ข้ออ้างทำนองไหนบ้าง

3. ให้ลูกทำสิ่งต่าง ๆ ให้เสร็จก่อนเข้านอน

ก่อนเข้านอน ให้ถามลูกเป็นประจำว่าลูกอยากได้อะไร หรือต้องทำอะไรก่อนนอนเปล่า เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกับลูกเรื่องการเข้านอน ถามลูกว่าลูกอยากได้อะไรจากในครัวรึเปล่า ก่อนที่คุณจะปิดประตูครัว ถามลูกว่าลูกอยากเข้าห้องน้ำรึเปล่า ก่อนเข้านอน หากลูกปฏิเสธว่าไม่อยากได้อะไรแล้ว แต่ยังคงลุกขึ้นมาจากเตียงตอนกลางคืนล่ะก็ ส่งลูกกลับไปที่เตียงนอนเสีย คุณพ่อคุณแม่บางคนใช้มาตรการบางอย่างกับลูกที่ลุกขึ้นมาจากเตียงตอนกลางคืน เช่น การให้ลูกงด หรือลดเวลาดูโทรทัศน์ในวันรุ่งขึ้น เป็นต้น

4. ให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมดีสม่ำเสมอ

เพื่อเลี่ยงการรบกับลูกเรื่องการเข้านอน บางครั้งการให้รางวัลก็ได้ผลเหมือนกัน หากลูกนอนกับเตียงไม่ลุกไปไหนเลยในคืนแรก คุณก็อาจให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือให้คำชมก็ได้ เช่น “ลูกนอนกับเตียงทั้งคืนเลย เก่งมาก!” หากคุณอยากให้ลูกได้รู้ว่าลูกจะได้รางวัลเมื่อไหร่ คุณจะสร้างตารางขึ้นมาเพื่อติดตามพัฒนาการของลูกก็ได้ รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรใหญ่โต แค่สติ๊กเกอร์หรือรูปหน้ายิ้มปั๊มที่หลังมือก็เพียงพอแล้ว

 

5 วิธีเลี้ยงลูก พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์

1.หาแรงจูงใจของลูกให้เจอ

เด็กแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน คุณสามารถช่วยลูกหาแรงบันดาลใจได้โดยให้ลูกลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้ลูกพัฒนาด้านสังคม อารมณ์ และสติปัญญาผ่านการทำกิจกรรมเหล่านั้น โดยคุณต้องแน่ใจว่า กิจกรรมต่างๆ ที่ให้ลูกทำนั้น ลูกมีความสุขที่ได้ทำ ไม่ใช่ถูกบังคับให้ทำ

2. สอนลูกให้ลูกจักวิธีแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม

เด็กบางคนไม่รู้วิธีที่จะแสดงความรู้สึกออกมา บางครั้งแสดงออกมาเกินไป แต่บางครั้งก็แสดงออกมากเกินไป คุณสามารถช่วยลูกได้ด้วยการสอนให้เขาแสดงความรู้สึกออกมาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้วิธีการที่ใช้นั้นอาจต่างกันไปในเด็กแต่ละคน เช่น หากลูกกำลังโกรธ ลองช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะระบายอารมณ์ และแสดงความโกรธอย่างเหมาะสม หากลูกไม่อยากแสดงความรู้สึก คุณอาจต้องลองหลายๆ วิธีที่จะให้เขาแสดงความรู้สึกและอารมณ์ออกมา ไม่ควรปล่อยให้ลูกเก็บความรู้สึกอัดอั้นในภายใน เพราะอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ในอนาคตได้

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์4 578x384.jpg 5 วิธีเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์ พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์

3. หาให้เจอว่าลูกต้องพัฒนาในจุดไหน

หาให้เจอว่าลูกต้องพัฒนาด้านสติปัญญา หรือต้องพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์กันแน่ ทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญ และไม่อาจมองข้ามได้ทั้งคู่ เมื่อคุณหาเจอ คุณจะสามารถพัฒนาลูกน้อยในส่วนที่เขาขาด ซึ่งจะทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน ทั้งฉลาดด้านสติปัญญาและสามารถจัดการอารมณ์ได้ดีด้วย

4. อย่ากลัวความล้มเหลว

เด็กที่เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง เขาจะได้เรียนรู้ว่าความล้มเหลวสำคัญอย่างไร ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่ามันสอนให้เรารู้จักปรับปรุงในสิ่งที่เราทำผิดพลาดไป อย่างไรก็ตาม เด็กเก่งๆ อาจมองว่าความล้มเหลวเป็นสิ่งที่น่ากลัว คุณจำเป็นต้องสอนเขาให้รู้จักรับมือกับความล้มเหลว หรือการถูกปฏิเสธ และสอนให้เขารู้จักใช้ประโยชน์จากความล้มเหลวนั้น

5. ปลูกฝังเอกลักษณ์ส่วนตัวของลูก

เด็กจะไม่สามารถที่จะพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ ถ้าเขาไม่ได้พัฒนาตัวตนของเขา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ถ้าคุณยังไม่รู้จักหรือไม่สนใจความรู้สึกของตัวเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ปกครองที่ต้องการที่จะเลี้ยงลูกให้มีความรอบรู้ทั้งสติปัญญาและอารมณ์พยายามที่จะการปลูกฝังเอกลักษณ์ส่วนตัวของลูก ด้วยให้พวกเขาเป็นตัวของตัวเอง และค้นหาสิ่งที่ลูกรักที่สุด สิ่งที่ลูกฝันอยากเป็น สิ่งที่ลูกสนใจมากที่สุด พ่อแม่คือกำลังใจที่ดีที่สุดที่จะช่วยลูกไปถึงเป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่มือใหม่ ต้องหยุดทำเมื่อเลี้ยงลูก

  1. หยุด! เป็นพ่อ-แม่ ยอดมนุษย์ สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ จะมาทำงานหนักหรือมีกิจกรรมรัดตัว เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ คุณต้องรู้จักแบ่งเวลาเพื่อนำมาดูแลลูกน้อย เพราะ 5 ขวบปีแรก เป็นช่วงที่ลูกน้อยจะมีการเรียนรู้และซึมซับสิ่งต่าง ๆ จากพ่อแม่มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อและคุณแม่ต้องให้เวลาและใส่ใจดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี
  2. หยุด! พาลูกไปในที่แออัด ที่แออัดคนเยอะ ฝุ่นเยอะ ไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลยสำหรับวัยเด็ก เพราะยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ หากเกิดอาจจะเจ็บป่วย อาจส่งผลให้ออกอาการรุนแรงกว่าที่เกิดในผู้ใหญ่
  3. หยุด! สร้างความสนุกกับลูกด้วยความตื่นเต้น ทารกและเด็กเล็กยังบอบบาง การเล่นกับเด็กด้วยการโยนลูกขึ้นลง แกว่งไปมา อาจสร้างความหวาดกลัวให้เด็ก และทำให้สมองที่บอบบางของเด็กได้รับแรงสั่นสะเทือน จนอาจเกิดผลกระทบหรือมีอาการบาดเจ็บในสมองได้
  4. หยุด! ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของเด็ก ผิวเด็กบอบบางมาก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ซักผ้า ล้างอุปกรณ์ ควรเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เพื่อความอ่อนโยนต่อผิว และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์แรงและมีสารตกค้างสูง
  5. หยุด! ให้ลูกกินอาหารรสหวานมากเกินไป แม้ความหวานจะไม่เป็นโทษต่อร่างกายของเด็กเท่าผู้ใหญ่ แต่ความหวาน โดยเฉพาะขนมก็ไม่สร้างประโยชน์แก่ร่างกาย เพราะจะทำให้ลูกของคุณเป็นคนติดรสหวานไปจนโต ซึ่งทำให้มีการสะสมน้ำตาลตั้งแต่วัยเด็ก เกิดเป็นต้นเหตุของสารพัดโรค
  6. หยุด! ฝากคนนั้นเลี้ยงลูกที คนนี้เลี้ยงลูกที เข้าใจว่ายุคสมัยนี้ ทั้งพ่อและแม่ต้องช่วยกันทำมาหากิน ทำให้ไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก แต่ผลเสียที่จะเกิดตามมามีมากมายนัก• วัย 0 – 5 ขวบ เป็นช่วงอายุที่เด็กเปิดรับและฝังจำสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ผู้เป็นพ่อแม่จะไม่มีทางรู้เลยว่า ลูกน้อยไปเจอสิ่งใดมา รับสิ่งใดเข้าไป ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ ที่แย่กว่านั้นคือยังควบคุมไม่ได้ หากเด็กมีปัญหา พ่อแม่จะหมดสิทธิ์ช่วยลูกแก้ปัญหาทันที เพราะเด็กจะไม่แสดงออกด้วยการพูดอธิบาย แต่จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่มีทางเดาได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อย • การเปลี่ยนคนดูแลไปเรื่อย ๆ เด็กอาจจะเข้าใจได้ว่าไม่มีคนรัก ไม่มีคนต้องการ กระทั่งพ่อแม่ยังไม่ต้องการเลย เพราะวัยเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล ถ้าไม่มีพ่อแม่หรือคนที่เด็กอยู่ด้วยบ่อย ๆ จนรู้สึกสนิทใจแล้ว เด็กจะรู้สึกเหงาและสร้างกำแพงในใจ ถึงแม้โตแล้วจะเป็นคนร่าเริงแต่ความรักและความสนิทใจที่จะให้กับใครสักคน จะเกิดขึ้นได้ยาก • คนที่พ่อแม่เอาลูกไปฝาก ไม่รู้ว่าจะรักลูกของเราไหม ถ้าไปเจอคนไม่ดี ไม่รัก จะเป็นฝันร้ายที่สุดของเด็กเลยก็ว่าได้
  7. หยุด! ใช้อารมณ์และแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อหน้าเด็ก ความจริงแล้วในข้อนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครและวัยใดทั้งสิ้น ความรุนแรงทำให้เกิดความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับเด็กจะได้รับผลเสียยิ่งกว่านั้น เพราะนอกจากจะบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจแล้ว วัยเด็กยังไม่สามารถแยกดีชั่วได้อย่างผู้ใหญ่ เด็กจะจำพฤติกรรมเหล่านี้ไปใช้ต่อ และมองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม
  8. หยุด! ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเลี้ยงลูก การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เล่นเกมส์จากแท็บเล็ต หรือปล่อยให้รายการโทรทัศน์เลี้ยงลูกของเรา มีผลการวิจัยว่า เด็กอายุ 0-7 ปี ไม่ควรได้รับแสงรังสีจากหน้าจอ LCD เพราะเป็นอันตรายต่อสายตาและสมอง ซ้ำร้ายยังเกิดผลเสียต่อสมาธิและพฤติกรรมของเด็ก เนื่องจากภาพที่แวบไปแวบมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กสมาธิสั้น รายการบันเทิงหรือเกมส์สมัยใหม่ สำเร็จรูปจนเกินไป มีผลลัพธ์เฉลยเด่นชัด ทำให้เด็กไม่ได้ใช้ตรรกะและสมองคิดตาม วัยเด็กที่ควรวิ่งเล่น บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ได้รับลม แสงแดด สีสันจากธรรมชาติ ก็จะได้เพียงการบริหารกล้ามเนื้อนิ้วมือจากการจิ้มแท็บเล็ตในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น
  9. หยุด! ควรคาดหวังให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ พ่อแม่ทุกคนนอกจากอยากให้ลูกน้อยมีความสุขแล้ว คงอยากให้ลูกเป็นคนเก่งด้วย จึงมักวางแผนพาลูกไปเรียนพิเศษด้านต่าง ๆ ด้วยความคิดที่ว่า หากเด็กดูโตและมีความสามารถมากกว่าวัย คือเด็กฉลาด เช่นให้ลูกเรียนพิเศษวิชาการตั้งแต่เล็ก ท่อง a b c ได้ก่อนใคร ๆ พาไปประกวด ให้พบเจอผู้คนมาก ๆ จะได้กล้าแสดงออก ฯลฯ ความจริงแล้ว พ่อแม่มือใหม่ควรเรียนรู้ว่ากระบวนการเติบโตของเด็กเป็นอย่างไร เพราะการพาลูกทำอะไรที่ยังไม่เหมาะสมกับวัยของเขา จะทำให้เขาสูญเสียช่วงวัยเด็กที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย ปล่อยให้ลูกได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ จะทำให้ลูกของเราพัฒนาทั้ง IQ และ EQ ได้ดีกว่าในระยะยาว

ยังมีเรื่องพึงระวังอีกมาก สำหรับการเลี้ยงลูกเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ควรทำอะไรที่มากหรือน้อยเกินไป คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรไตร่ตรองข้อมูลและปรับใช้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสมกับครอบครัวและสิ่งแวดล้อมของคุณมากกว่า บางอย่างอาจจะปล่อยให้เป็นธรรมชาตินะคะ

อาหารมื้อแรกของลูก

อาหารมื้อแรกเริ่มได้เมื่อพร้อมแต่ต้องไม่เร็วกว่าอายุ 4 เดือนอาหารมื้อแรกควรต้องได้อย่างเต็มที่เต็มมื้อตั้งแต่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนหนึ่งยังเข้าใจไม่ถูกต้องคือปริมาณอาหารที่เหมาะสมต่ออายุนั้นๆค่ะเพราะบางบ้านเด็กอายุ 1 ขวบกินอาหาร 3 มื้อก็จริงแต่กินมื้อละ 3 ถึง 5 คำแบบนี้เรียกว่าเต็ม 3 มื้อแต่ไม่เต็มที่ค่ะ แบบนี้เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและทำให้การเจริญเติบโตเกิดปัญหาได้ คำว่าเต็มมื้อ คือการกินปริมาณให้เหมาะสมกับวัยและน้ำหนักค่ะ

สรุปง่ายๆ ก็คือ

อายุ 6 เดือนรับประทาน 5 ช้อนโต๊ะ 1 มื้อ

อายุ 7 เดือนรับประทาน 6-8 ช้อนโต๊ะ 1 มื้อ

อายุ 8-9 เดือนรับประทาน 7-9 ช้อนโต๊ะ 2 มื้อ

อายุ 10-12 เดือนรับประทาน 10-12 ช้อนโต๊ะ 3 มื้อ

สิ่งที่สำคัญอีกประการหลังจากเริ่มกินอาหารเป็นมื้อคือนมค่ะ ยังแนะนำให้กินนมแม่นะคะหรือนมผง หากไม่มีนมแม่ให้จัดการเรื่องการกินนม 2 อย่างคือ

1 งดนมมื้อดึกให้ได้หลังอายุ 6 เดือนค่ะ เพราะทำให้เด็กหลับยาวและกินอาหารตอนกลางวันได้มากขึ้น ทั้งยังไม่ทำให้ฟันผุด้วยเนื่องจากหลัง 6 เดือนเด็กจะเริ่มมีฟันน้ำนมซี่แรกงอกออกมาแล้วค่ะ

2เพิ่มปริมาณนมต่อมื้อหากกินนมสต๊อกหรือนมผงให้ได้ 6-8 ออนต่อมื้อ เพื่อฝึกขยายปริมาณกระเพาะอาหารของเด็กให้ใหญ่ขึ้นและลดจำนวนมื้อลงเป็น 3-4 มื้อต่อวัน บางบ้านไม่ยอมเพิ่มปริมาณนมยังคงกินทีละ 4 ออนทำให้หิวบ่อยอิ่มง่ายและสุดท้ายทำให้กินข้าวต่อมื้อได้น้อย

อาหารสำหรับลูกควรต้องมีทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และกากใยอาหารนะคะ ดังนั้นต้องพยายามทำให้ลูกได้รับอาหารครบ 5 หมู่ทุกครั้งทุกมื้อ ในอดีตคนไทยนิยมให้อาหารมื้อแรกเป็นกล้วยขูดซึ่งมีแต่คาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก + วิตามินอีกเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ พอโตขึ้นหน่อยก็เอากล้วยไปบดกับข้าวแล้วกินเป็นมื้อสิ่งที่ตามมาคือกินแต่แป้งแต่คาร์โบไฮเดรตไม่มีไขมันไม่มีกากใยอาหาร และที่สำคัญไม่มีอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเด็กจะเริ่มซีดจากการขาดธาตุเหล็กส่งผลต่อพัฒนาการได้นะคะ

คาร์โบไฮเดรตได้จากข้าวเป็นหลักสำหรับคนไทย หากเลี้ยงลูกแบบฝรั่งหน่อยหรือคีนัวหากมีความเก๋ไก๋ในการเตรียมอาหาร แนะนำว่าช่วงแรกบดให้ละเอียดและเริ่มบดหยาบหลังอายุ 8-9 เดือนได้ค่ะ

โปรตีนและไขมันได้จากเนื้อสัตว์เป็นหลักค่ะ แนะนำให้เริ่มจากตับและเนื้อที่มีสีแดงเช่นเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเนื่องจากเป็นเนื้อที่มีปริมาณธาตุเหล็กสูงจากนั้นอาจเริ่มสลับด้วยเนื้อไก่และเนื้อปลาได้ค่ะ

กากใยอาหารได้จากผักและผลไม้เป็นหลัก แนะนำให้เริ่มกินผักใบเขียวก่อนนะคะแล้วค่อยเริ่มผักสีสันอื่นๆเพิ่มเข้าไปเช่นใบตำลึงผักโขมบล็อคโคลี่แครอทและอื่นๆตามสะดวกได้เลยส่วนผลไม้นั้นเริ่มที่กล้วยน้ำว้าสุกมะละกอแล้วค่อยๆเพิ่มเข้าไปอีกไม่ควรปรุงแต่งรสชาติอาหารเลยนะคะ

โดยปกติอาหารทุกชนิดสามารถเริ่มได้พร้อมกันเลยตั้งแต่อาหารมื้อแรกไม่ต้องเริ่มทีละชนิดแต่หากกังวลว่ากลัวจะแพ้อาหารโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีประวัติการแพ้อาหารหลายชนิดของพ่อหรือแม่แนะนำให้เริ่มอาหารทีละชนิดสังเกตอาการแพ้อาหารและเริ่มชนิดใหม่ให้ได้ทุกๆ 3-5 วันค่ะ

อย่าลืมนะคะสารอาหารที่ต้องได้ทุกมื้อก็คือคาร์โบไฮเดรตโปรตีนไขมันและกากใยอาหารค่ะ

 

อาหารมื้อแรกเริ่มแบบมีสติ

 

แน่นอนค่ะว่านมคืออาหารเพียงอย่างเดียวในเด็กเล็ก และองค์การอนามัยโลกก็แนะนำว่าเด็กควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน รวมถึงราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาก็พูดเช่นเดียวกัน แต่คนสมัยก่อนไม่ได้บอกอย่างนั้นบางบ้านกินตั้งแต่อายุ 7 วันเลย บางบ้านเริ่มกล้วยน้ำว้าเท่านั้น กล้วยหอมไม่ได้นะคะเดี๋ยวท้องผูกขึ้นอยู่กับตำราบนหน้าใบลาน บ้านใครกล่าวไว้แบบไหน นี่ยังไม่ได้พูดเรื่องการดื่มน้ำนะคะสุดไปอีกทางเลยใช่ไหมคะ

วันนี้มีข้อมูลมาบอกให้ฟังกันค่ะเกี่ยวกับอาหารมื้อแรกตามข้อมูลทางหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์และโภชนาการที่ถูกต้อง ประเด็นแรกองค์การอนามัยโลกแค่แนะนำไม่ได้บังคับนะคะดังนั้นเปิดใจฟังกันหน่อยค่ะ หากทำได้เด็กทุกคนควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน เหมือนที่องค์การอนามัยโลกบอกเอาไว้ค่ะ เพราะหากินอาหารมื้อแรกเร็วเกินไปจะส่งผลเสียหลายอย่างได้แก่

1 เด็กจะกินนมแม่ลดลงซึ่งนมแม่มีประโยชน์ที่สุดใน 6 เดือนแรกของชีวิต

2 ลำไส้เด็กยังไม่พร้อมที่จะรับอาหารอื่นนอกจากนม หากเริ่มเร็วเกินไปดังนั้นอาจทำให้เกิดท้องผูกได้ บางคนท้องเสียเพราะการติดเชื้อจากอาหารที่กินเข้าไป

3 น้ำหนักเกิน ข้อนี้มีการศึกษาชัดเจนนะคะ

ทำไ มต้องอายุ 6 เดือน

มีเหตุผลหลายอย่างที่บอกว่าควรเริ่มอาหารมื้อแรกที่อายุ 6 เดือนเช่น

1 นมแม่ดีที่สุดและให้สารอาหารเพียงพอในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน

2 เป็นช่วงที่เด็กเริ่มนั่งเองได้หรือต้องช่วยเล็กน้อย

3 เด็กเริ่มชันคอได้ดีตั้งศีรษะได้เองคอแข็ง

4 เริ่มใช้มือหยิบจับอาหารเข้าปากได้ด้วยตัวเอง

ถ้าหากได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวอาจเริ่มเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กหลังอายุ 6 เดือน เพราะในน้ำนมแม่นั้นมีปริมาณธาตุเหล็กต่ำ ต้องได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเพิ่มเติมนั่นคือต้องเริ่มกินอาหารมื้อแรกอย่างอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

คุณแม่บางคนอาจมีคำถามว่าถ้าจะให้ลูกเริ่มอาหารมื้อแรกก่อนอายุ 6 เดือนได้หรือไม่วันนี้เรามาหาคำตอบกันค่ะ

คำตอบคือเริ่มได้นะคะ แต่ต้องเริ่มแบบมีสติและตามหลักการที่ถูกต้องค่ะ วิธีสังเกตเมื่อไหร่ถึงจะพร้อมกินอาหารเสริมก็คือ เมื่อเด็กเริ่มนั่งได้เองหรือชันคอได้ดีตั้งศีรษะได้เองคอแข็งและเริ่มเอาของเข้าปากหรือเริ่มใช้มือหยิบจับอาหารเข้าปากได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องไม่เร็วกว่าอายุ 17 สัปดาห์และไม่ช้ากว่า 26 สัปดาห์นะคะ

ขอให้มั่นใจว่าไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บอกชัดว่าการเริ่มที่อายุ 4-6 เดือนมีผลเสียหรือไม่ดีกว่ากันเริ่มที่อายุ 6 เดือน และที่สำคัญหากลองไปอ่านรายละเอียดในคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในหัวข้อที่เขียนโดยสภาอาหารเขาบอกว่าเขายังสนับสนุนการเริ่มอาหารเสริมที่อายุ 4-6 เดือนค่ะ แต่หากอ่านในหัวข้อของการให้นมแม่จะบอกว่าเริ่มถึง 6 เดือน

คุณแม่คนไหนเริ่มมึนงงกับสิ่งที่ได้อ่านวันนี้บ้างคะ สรุปสั้นๆแบบนี้เลยนะคะอาหารมื้อแรกเริ่มได้เมื่อพร้อมแต่ต้องไม่เร็วกว่าอายุ 4 เดือนและต้องไม่ช้าไปกว่าอายุ 6 เดือนครึ่งเพราะข้อมูลพบว่ายิ่งเริ่มอาหารมื้อแรกช้าจะเพิ่มโอกาสในการแพ้อาหารมากขึ้นค่ะ

แล้วเมื่อไหร่ที่เรียกว่าเด็กพร้อมก็ตามที่เขียนว่า 6 เดือนนั่นแหละค่ะ เพราะตามปกติ 6 เดือนจะเป็นช่วงที่เด็กได้นั่งได้เองคอแข็งและเริ่มเอาของเข้าปากได้ ซึ่งบางคนมีความพร้อมก่อน 6 เดือนก็เริ่มได้เลยและต้องไม่เร็วไปกว่าอายุ 4 เดือนซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเด็กที่ไหนจะเริ่มนั่งได้ก่อนอายุ 4 เดือนคะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่จะเลี้ยงลูกแบบอเมริกันเท่ๆหรือยุโรปชิคชิคไปเลย แต่ท่องไว้ว่าอาหารเริ่มเมื่อพร้อม นมแม่ดีที่สุดสำหรับเด็กในช่วง 6 เดือนแรกนะคะ

ดังนั้นหยุดไปให้ความเห็นกับการเลี้ยงลูกของบ้านอื่นนะคะ ยกเว้นก่อนหน้าอายุ 17 สัปดาห์ห้ามกินอาหารอื่นโดยเด็ดขาดค่ะ ใครเห็นคนป้อนอาหารอื่นก่อนอายุ 17 สัปดาห์หรือ 4 เดือนแรกเดินเข้าไปเตือนทันทีนะคะ เพราะเกิดอันตรายต่อเด็กมากเห็นแก่ชีวิตเด็กนะคะช่วยกันดึงสิพ่อแม่ที่ไม่รู้เรื่องแบบนี้ด้วยค่ะ เพราะมีเด็กเล็กเสียชีวิตจากการถูกป้อนอาหารก่อนวัยอันควรทุกปีสลดใจ และสลดใจกว่าเวลาได้ยินคนพูดว่าเขาก็ทำกันมานานแล้วไม่เห็นมีใครเป็นอะไร ต้องถือว่าโชคดีจังที่รอดชีวิตมาได้ค่ะ ธรรมชาติคัดสรรกันไป

และหากเริ่มก่อนอายุ 6 เดือนต้องมั่นใจนะคะว่าการกินอาหารมื้อแรกก่อนอายุ 6 เดือนนั้นต้องไม่ทำให้นมแม่แห้งเขื่อนนะคะ ควรต้องสังเกตลักษณะของอีกด้วยหากกินอาหารแล้วท้องผูกท้องอืดก็ควรงดไปก่อนค่อยไปเริ่มตอนอายุ 6 เดือนจะดีกว่าค่ะปลอดภัยกว่านะคะ

เพราะเราคือคุณแม่เชิงบวกหรือพร้อมบวกกันแน่

   

                      การเลี้ยงลูกเชิงบวกเป็นการเลี้ยงลูกที่พิสูจน์แล้วว่า เหมาะสมตามพัฒนาการของสมองของลูกที่จะช่วยหล่อหลอมพัฒนาการที่สมวัย โดยเฉพาะความคิดการแก้ปัญหาและการดำรงชีวิตประจำวันได้

แต่การเลี้ยงลูกนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะครอบครัวเราเท่านั้น หลายครั้งที่เราและลูกน้อยต้องออกไปเผชิญกับโลกภายนอก ที่ไม่ได้สวยงาม ประการแรกที่เราต้องเจอก่อนเลยคือลูกและแม่คนอื่นๆซึ่งพร้อมจะมาบวกกับลูกเราเสมอ

เมื่อลูกของเราต้องไปเจอกับเด็กที่ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญด้านการเข้าสังคม และการรอคอยตลอดจนมารยาททางสังคมที่เหมาะสมซักเท่าไหร่ คุณพ่อคุณแม่คงเคยเห็นตามหน้าเพจต่างๆ และอาจจะได้ประสบกับตัวเองมาไม่มากก็น้อย จนเกิดวลีที่น่ารักว่า ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน และไม่น่าแปลกใจคุณพ่อคุณแม่ของเด็กน้อยเหล่านี้ก็ไม่ต่างกับลูกสักเท่าไหร่พฤติกรรมที่มักทำให้เกิดวลีที่ว่านี้ก็จำแนกได้ไม่กี่อย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแย่งของเล่นคนอื่นหน้าตาเฉย แซงคิว ร้องรุนแรงร้องดิ้นเวลาถูกขัดใจ ละเมิดสิทธิของผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแกล้งคนอื่นแล้วไม่มีผลอะไร ด้วยข้ออ้างสุดคลาสสิคที่ว่าเขาก็เป็นเด็กจะเอาอะไรนักหนา

การเลี้ยงลูกเชิงบวกนั้นส่วนใหญ่เด็กน่ารักมาก น่าเอ็นดูมีเหตุมีผล สามารถบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ ซึ่งดีงามในแง่ของพัฒนาการและความมั่นใจในตนเอง

ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เราพาลูกน้อยไปเล่นของเล่นในสถานที่ที่เด็กทั่วไปมาทำกิจกรรมร่วมกัน และเกิดมีเด็กคนนึงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ตรงปีกเข้ามาแล้วดึงของเล่นแย่งของเล่นไปจากมือลูกเราเฉยๆอย่างดื้อๆ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแน่นอนในใจของคุณแม่บางส่วนนั้นนางมารได้ลงประทับไปเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเท้าสะเอวพูดกับตัวเองในใจว่าเดี๋ยวแม่จัดให้ จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าไปจัดการกับเด็กที่บังอาจมาแย่งของเล่นลูกเรา ถ้าเป็นแบบนี้ลูกอาจจะมีความสับสนและเกิดความสับสนทางการสั่งสอนได้ ลูกอาจจะมองว่าจริงๆแล้วหนูควรแย่งคืนมาหรือเปล่า ครั้งต่อไปหนูควรจะเดินไปเบิร์ดกะโหลกไอ้เจ้าคนที่แย่งของเล่นฉันเหมือนคุณแม่ดีไหม

แต่ในอีกทางนึงก็ต้องมานั่งคิดอีกทีค่ะว่า หากลูกคิดบวกมากไปในสังคมสมัยนี้ บางทีลูกก็อาจจะโตมาแบบเสียเปรียบคนอื่นตลอดหรือไม่ เด็กไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรเพราะไม่เคยถูกสั่งสอนมาก่อนเลยในชีวิต สิ่งสำคัญอีกประการคือ เราต้องรักษาสิทธิ์ของลูกเราเช่นเดียวกันไม่ให้เป็นฝ่ายถูกกระทำและถูกเอาเปรียบไปตลอด หลายครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นคุณแม่หลายคนเลือกที่จะอุ้มลูกเดินหนีไปเลย อันนี้เหมือนกันหนีปัญหานะคะ เมื่อเกิดเหตุคุณแม่ตั้งสติให้ดีค่ะทำตามสเต็ป ง่ายๆดังนี้

เริ่มจากหายใจลึกๆ ท่องในใจเบาๆว่า เด็กเขาไม่รู้วิธีขอของเล่นที่ถูกต้อง จากนั้นค่อยๆเดินไปหาเด็กคนนั้นอย่างเมตตาแล้วบอกว่า น้องเขาเล่นอยู่ก่อนนะคะ ขอคืนนะคะ พูดด้วยน้ำเสียงราวกับพี่ปุ๋ยพรทิพย์ที่รักเด็กมาก หลังจากนั้นหันไปถามลูกของเราว่า เพื่อนเขาอยากเล่นด้วย เล่นด้วยกันไหมคะ แล้วปล่อยให้ลูกเป็นคนตัดสินใจเอง หากลูกเราตัดสินใจไม่แบ่งให้ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่จ ริงๆนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาค่ะ แต่นี่ก็เป็นโอกาสที่เราจะสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันได้เลยนะคะ ถ้าเราอยากได้ของคนอื่นแต่หากเขาไม่แบ่งก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน ห้ามไปแย่งของคนอื่น นี่คือสิ่งที่เราควรต้องสอนลูกของเราให้รู้ค่ะ

                   สุดท้ายสิ่งที่เราควรจะต้องสอนลูกคือ เราต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเองด้วยเสมอ รักษาสิทธิ์ด้วยความยุติธรรม ความน่ารักอ่อนโยนไม่ก้าวร้าวรุนแรง เลี้ยงลูกด้วยทฤษฎีเลี้ยงลูกแบบฝรั่งแต่มีความน่ารักแบบเด็กไทย เพราะหากเลี้ยงลูกกลายเป็นฝรั่งไปเลยก็อาจจะไม่น่ารักในสังคมไทยเท่าไรนักนะคะ

 

เมื่อปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงลูกของเรา

 

งานแต่งงานไม่ใช่งานของคนสองคนฉันใดการเลี้ยงลูกก็ไม่ใช่เรื่องของคนสองคนฉันนั้น

               ในอดีตสังคมไทยเป็นแบบครอบครัวรวมค่ะ คืออยู่กันตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดลงไปถึงรุ่นหลาน ดังนั้นปู่ย่าตายายจึงมีอิทธิพลมากในการเลี้ยงดูหลาน ซึ่งก็คือลูกของเรานั่นเอง แต่ในปัจจุบันนี้ สังคมไทยกลายเป็นสังคมของครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น จึงทำให้ปัญหาต่างๆอาทิ ปัญหาของย่ายายในการเลี้ยงลูกลดลงไปพอสมควร ยกเว้นครอบครัวคนจีนค่ะ ที่มักอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ และคุณแม่ก็มักย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านในฐานะสะใภ้มือใหม่ ปัญหามากมักเกิดขึ้นกับคุณลูกสะใภ้ที่เพิ่งแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายชายใหม่ๆ แล้วตั้งครรภ์เลย และก่อกำเนิดเจ้าตัวน้อยออกมา กลายเป็นทั้งสะใภ้มือใหม่และคุณแม่มือใหม่ไปพร้อมกัน

                 ลำพังแค่คลอดลูกเลี้ยงลูกก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับการที่ต้องอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน และจะกระตุ้นหนักมาก จากคุณแม่สามีช่างเจรจาและช่างติเตียน นี่ยังไม่นับคุณพ่อคุณแม่ของเราเองกับการเลี้ยงลูกแบบโบราณนิยม ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ บางอย่างพอย่อนๆทำไปได้แต่บางอย่างมันช่างสวนทางและทำให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยเสียเหลือเกิน

อันจะเถียงไปก็ใช่ที่นั่นก็เพราะแม่สามี อันจะทะเลาะไปก็คงไม่ดีนี่ก็พ่อแม่เราเอง ที่สำคัญอย่างมากไปคงจะอยู่กันอย่างไม่มีความสุข

วันนี้ขอแนะนำหลักวิธีง่ายๆที่ทำให้เราสามารถอยู่ด้วยกันแบบประนีประนอมได้ค่ะ

วิธีประนีประนอมกับปู่ย่าตายาย

1 ค่ะก่อนแล้วค่อยไม่ทำ

บางทีเถียงไปก็ไม่ช่วยอะไร ขอแนะนำว่ายิ้มรับมาก่อนแต่ก็ไม่ต้องทำค่ะ ยกตัวอย่างเช่นคุณย่าบอกว่าให้ลูกกินน้ำสิ ให้ตอบกลับไปว่า ได้ค่ะ แล้วอุ้มลูกเดินถอยออกมาเลย หรือคุณยายบอกว่า นอนคว่ำสิ ให้ตอบกลับไปว่า ค่ะแม่ แล้วอุ้มลูกพาขึ้นห้องเราไปนอนไปเลยค่ะ

2 อะไร อะไรไม่อันตรายจะหย่อน บ้านก็ได้

อย่างที่เคยย้ำเสมอว่า หากการร้องขอหรือคำแนะนำบางอย่างจากคุณย่าคุณยายที่ไม่ได้เป็นอันตรายกับลูก ก็ทำตามไปหน่อยก็คงไม่เสียหายนะคะ ยกตัวอย่างเช่น การดึงดั้ง รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีข้อมูลอะไรบอกว่าช่วยทำให้จมูกโด่ง แต่ก็ดึงดึงเบาๆหลังอาบน้ำก็ได้ค่ะ จะได้เป็นการตัดปัญหาย่ายายมาดึงดั้งแบบฮาร์ดคอร์รุนแรงอีกต่างหาก

3 พูดให้เป็น

บางครั้งการผิดศีลข้อ 4 บ้างชีวิตเราและลูกอาจจะง่ายขึ้นเยอะนะคะ ข้อนี้อาจฟังดูไม่ดีนัก แต่บางทีช่วยเราไม่ให้เกิดปัญหาได้เยอะเลยค่ะ เพราะบางบ้านไม่พร้อมจะพูดคุยกันด้วยเหตุผลหรือบางบ้านพยายามเอาเหตุผลล้านแปดมาพูดให้ฟังแต่อีกฝ่ายเขาก็ไม่ฟังนี่สิ ต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมากในการถ้อยทีถ้อยอาศัย ดังนั้นเราต้องมีศิลปะการพูดที่ดีเพื่อให้ครอบครัวเราสมานฉันท์ที่สุด และได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการค่ะ

4 พามาพบหมอเด็กด้วยตอนมารับวัคซีน

ข้อนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลยค่ะ นั่นคือการยืมมือคุณหมอสู้รบปรบมือกับปู่ย่าตายาย หลายบ้านคุณย่าคุณยายชอบพาหลานมาวัคซีนมากค่ะ เพราะถือเป็นกิจกรรมที่พาหลานออกนอกบ้านและได้พูดคุยกับหมอ แต่บางคนก็ไม่ชอบ หากต้องการให้หมอช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาในการดูแลลูก แนะนำให้ถามแบบใสๆ แบบสงสัยใคร่รู้เช่น หมอคะถ้าจะเริ่มกินกล้วยควรเริ่มตอนกี่เดือนดีคะ หรือหมอคะถ้าให้ลูกกินน้ำหลังกินนมจะมีประโยชน์ไหมคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะกับวิธีรับมือกับปู่ย่าตายายแบบง่ายๆที่เราแนะนำในวัน นี้ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะเพื่อครอบครัวที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขค่ะ

 

“เพราะเราสะดวกแบบนี้”

สิ่งมีชีวิตที่น่าพิศวงที่สุดในโลกใบนี้ก็คือป้าข้างบ้านและญาติห่างๆจริงไหมคะ

             เพราะสิ่งมีชีวิตที่กล่าวถึงนี้พร้อมที่จะหยิบยื่นความหวังดีให้เราเสมอ พร้อมกับความใส่ใจที่บางทีสามีหรือพ่อแม่แท้ๆยังไม่สงสัยใคร่รู้ขนาดนี้เลย

             น่าพิศวงกับความอบอุ่นที่ได้รับจริงๆ ซึ่งความอบอุ่นที่ได้รับงานสร้างความเครียดให้คุณแม่ไม่มากก็น้อย การเป็นแม่คนมันมีความเครียดในตัวอยู่แล้ว เหตุไฉนต้องมีคนมาหวังดีกับชีวิตฉันและลูกของฉันขนาดนี้ 

อาทิเช่น คนมาเยี่ยมถามเราว่า นมมาหรือยังแทนที่จะพูดว่าลูกแข็งแรงดีไหม จนเราเองรู้สึกไปว่าเรา เป็นแม่ที่ไม่ดีโดยเฉพาะเมื่อน้ำนมยังมาไม่ดี เข้าใจนะว่าเป็นห่วงแต่พอต้องมานั่งตอบคำถามรอบที่ 20 ก็เครียดเหมือนกันนะ

หรือ เมื่อลูกวัยแบเบาะ ก็ชอบมาถามแกมยัดเยียดเรื่องการกิน กินน้ำหรือยัง กินกล้วยหรือยังกินข้าวหรือยัง ซึ่งส่วนใหญ่ผิดหลักการแพทย์ทั้งนั้น น้ำก็จะให้กินตั้งแต่แรกเกิดกล้วยก็จะเรียกให้ป้อนตั้งแต่อายุเดือนเดียว มันอันตรายนะคะ

เมื่อลูกโตมาอีกหน่อยคนมักถามเราว่าลูกเรียนที่ไหนได้เกรดเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าลูกเราไปโรงเรียนแล้วมีความสุขไหมได้ทำอะไรบ้าง  เพื่อทำให้พ่อแม่ที่ลูกเรียนไม่ดี ต้องตอบก็นั่นไปว่าปานกลางค่ะทั้งที่ในใจคิดไปอีกอย่างแล้วค่ะ

พอลูกโตเข้ามหาวิทยาลัยคนก็ถามอีกว่า เรียนมหาวิทยาลัยอะไรคณะอะไร แทนที่จะถามเราว่าลูกเราชอบอะไรได้เรียนในสิ่งที่ชอบไหม ทำให้คนที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำคณะยอดนิยมรู้สึกไม่ดี

ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าทำไมลูกเราเรียนไม่เก่ง หรือรู้สึกว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีนี่คือความเชื่อที่ถูกยัดเยียดมาจากที่อื่น ไม่ใช่คนที่เราต้องไปแคร์อะไรมากนักทำให้การเลี้ยงลูกมีความสุขลดลง ดัชนีความสุขที่ลดลงย่อมส่งผลถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ซึ่งส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อลูกอยู่แล้ว

จินตนาการเวลาที่มีป้าข้างบ้านหรือคนอื่นๆมาให้ความเห็นกับวิธีการเลี้ยงลูกของเรา ให้เริ่มยิ้มอ่อนๆที่มุมปาก ให้มุมปากยกเล็กน้อยขมวดคิ้วเบาๆทำหน้าคล้ายสงสัยเล็กน้อย แล้วกล่าว ออกไปด้วยเสียงที่ราบเรียบสดใส อ๋อสะดวกแบบนี้อ่ะค่ะ

หากไม่มีกิจธุระให้เสวนาด้วยแล้วก็ให้ถามสั้นๆตอบว่า มีอะไรเพิ่มเติมไหมคะถ้าไม่มีหนูขอตัวนะคะ แล้วเดินสวยๆออกมาได้เลยค่ะลองซ้อมดูนะคะ

บางอย่างแก้ที่คนอื่นไม่ได้เราต้องปรับที่ใจของเราเอง แล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น คิดในใจไว้ว่าช่างมันบ้างค่ะ หากสามารถแสดงได้อย่างเนียนและคล่องแคล่วชีวิตเราจะดี และป้าข้างบ้านจะลดดีกรีความหวังดีลงไม่มากก็น้อยนะคะ

ชีวิตเราจะสงบขึ้นเยอะเพราะไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับป้าให้ปวดตับ หรือเวลามีใครคอมเม้นในเฟสเราเกี่ยวกับอะไรที่เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่าของขึ้นนะคะ แนะนำให้ตอบไปว่าก็สะดวกแบบนี้อ่ะค่ะ

ขอแค่ฝึกพูดประโยคนี้ประโยคเดียวค่ะชีวิตเราจะดีขึ้นทันตาแสดงให้ดูไม่หยิ่งไม่มีอารมณ์โกรธแสดงให้เขาดูว่านี่เป็นเรื่องของฉันจบนะจ๊ะ

ความคิดที่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูก

ในบทนี้เราจะว่ากันด้วยเรื่องการบิดมุมมองและการจัดการกับความคิดที่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูกกันค่ะ

 

1.การเปรียบเทียบกับคนอื่น

คุณแม่หลายคนคงเคยสัมผัสกับการเปรียบเทียบลูกเรากับเด็กคนอื่นมาบ้างใช่ไหมคะ      คุณแม่หลายคนมักชมลูกคนอื่นว่าคนนี้ดีอย่างนั้น คนนั้นดีอย่างนี้ จนบางครั้งลูกเราก็คิดว่าถ้าคนนั้นมันดีนะทำไมไม่เอาไอ้คนนั้นมาเป็นลูกไปเลยล่ะ ดังนั้นเราไม่ควรเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น หากจะสอนให้เขาพัฒนาตัวเองในทางที่ดี ช่วยเขาให้พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ต่อยอดขึ้นไปไม่ใช่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือดีน้อยลงมาคือสอนให้เขามองความพยายามของคนที่ประสบความสำเร็จ มากกว่าไปชื่นชมเฉพาะที่ความสำเร็จของคนคนนั้น ที่จริงแท้คือเด็กแต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกันค่ะ แทนที่จะมองว่าลูกไม่ดี เราควรหาสิ่งที่ดีในตัวของลูกสิ่งที่ลูกชอบ สิ่งที่ลูกเป็นที่ลูกอยากทำและเก่ง แล้วส่งเสริมให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำให้ดีขึ้นอีก  

2.การชมทำให้เหรอเหลิง

ฟังแล้วน่ากลัวนะคะ เป็นเหตุให้พ่อแม่ไม่ชมลูกเวลาลูกทำดี แต่ด่าไฟแลบเวลาลูกทำไม่ดี บางบ้านด่าทีมากันทั้งสวนสัตว์เปิดเลยค่ะ

3.ติเพื่อก่อ

หากรวมกับข้อ 2 จะกลายเป็นประโยคที่คุ้นหูว่า ติเพื่อก่อยอเพื่อทำลาย ซึ่งต้องวิเคราะห์ดีๆนะคะ บ่อยครั้งที่การติดทำเพื่อทำลายมิใช่เพื่อก่อค่ะ หากลองดูคำว่าติเพื่อก่อ ก็จะหมายถึงการติด้วยความเมตตา ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และชี้ให้เห็นสิ่งที่แก้ไขได้ พูดถึงความผิดตัวเองก่อนแล้วจึงพูดถึงความผิดของคนอื่น  ดังนั้นเราจึงต้องชมให้เป็นเย็นให้ได้ซึ่งในหลักการชมลูกมีดังนี้ค่ะ

  • ชมทันทีที่ทำดี
  • ชมที่การกระทำ
  • ชมให้เหมือนออกจากใจ
  • ชมโดยใช้ภาษากาย
  • ไม่ประชดประชัน

           ถ้าเราเป็นเด็กที่ทำดีเราก็อยากได้รับคำชมที่บางทีไม่ต้องพูดก็ได้ เพราะทุกคนอยากเป็นคนสำคัญในสายตาของคนที่เรารักอยู่แล้วใช่ไหมคะ นึกถึงตอนวัยรุ่นของตัวเองสิคะ วันที่คนที่เราแอบชอบส่งข้อความมาหา จำได้ไหมว่าส่วนลึกของจิตใจเราบอกกับตัวเองว่าอะไร เด็กก็อยากเป็นคนสำคัญในสายตาพ่อแม่เหมือนกันค่ะ

         ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือวิธีง่ายๆในการปรับความคิดที่คุณพ่อคุณแม่ควรนำไปใช้ เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูกนะคะ ยังไงลองนำไปใช้กันดูนะคะ 

ทำไมลูกเราไม่เหมือนคนอื่น??

                      มนุษย์แต่ละคนมีลักษณะที่จำเพาะและแตกต่างกันไปตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งเรื่องทางกายภาพเช่น หน้าตา สีผิว ผม และอื่นๆ รวมถึงลักษณะนิสัยอารมณ์และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก แต่สิ่งที่แปลกประหลาดในสังคมคือชอบมีคนมาให้ความเห็นหรือเรียกเป็นภาษาทั่วไปว่าเข้ามายุ่งวุ่นวาย แล้วก็ประโยคที่ถือเป็นประโยคอมตะ ยามที่เห็นคุณแม่เลี้ยงลูกคือ ทำไมลูกเธอไม่เหมือนเด็กคนอื่น  วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะ

 

 

                     นั่นก็เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีความพิเศษในตัวเอง ตามหลักวิทยาศาสตร์พบว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีลักษณะพิเศษเฉพาะไม่เหมือนกัน เช่น เพศ พัฒนาการตามวัย พื้นฐานอารมณ์ พันธุกรรม และการเลี้ยงดู

  1. เพศ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กชายแตกต่างจากเด็กหญิงตั้งแต่แรกเกิดและเพศยังเป็นปัจจัยที่กำหนดลักษณะทางกายภาพภายนอกรวมถึงความสูงและน้ำหนักอีกด้วย
  2. พัฒนาการตามวัย ส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กแต่ละคนทำให้เด็กในวัยต่างๆมีความแตกต่างกัน ดังนั้นพ่อแม่ควรเข้าใจบริบทของพัฒนาการตามวัยของ ลูกเข้าใจในมุมมองของลูก ช่วยให้เขาเรียนรู้และมีพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม เช่นในวัยแบเบาะเขายังบอกความต้องการไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงร้องไห้เมื่อเขาหิว อิ่ม แน่นท้อง ร้อนไป เย็นไป ฉี่ ง่วงนอน นั่นคือการร้องไห้ปกติของเขา พ่อแม่ต้องเข้าใจและหาสาเหตุที่ทำให้ลูกร้อง
  3. พื้นฐานอารมณ์  นี่คือสิ่งที่สำคัญมากที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พื้นอารมณ์เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ที่สำคัญคือทำให้เปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือไปเป็นแบบอื่นไม่ได้ แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านการเลี้ยงดูที่ดีตลอดวัยเด็ก
  4. พื้นอารมณ์สามารถจำแนกผ่านพฤติกรรม 9 ชนิดคือ
  • ความอดอดทนต่อสิ่งกระตุ้น
  • ความรุนแรงของการตอบสนอง
  • ความ Active หรือความซน
  • การเข้าหาหรือถอยหนี
  • กิจวัตรและความสม่ำเสมอ
  • การปรับตัว
  • สมาธิและความทนทาน
  • อารมณ์
  • การวอกแวก

ซึ่งพฤติกรรมทั้ง 9 ประการนี้จะเป็นตัวกำหนดให้เด็กแต่ละคน ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เหมือนกันแตกต่างกันออกไปนั่นเอง

                       5.พันธุกรรม หรือที่คนทั่วไปชอบเรียกว่ากรรมเก่า แก้ยากตัดกรรมไม่ได้ ซึ่งพันธุกรรมส่วนหนึ่งจะส่งมาในรูปแบบของโรคในครอบครัวนั้นเอง

                       6. การเลี้ยงดู  เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆที่จะขัดเกลา หล่อหลอม และปรับเปลี่ยนพื้นอารมณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดให้กลายเป็นบุคลิกอารมณ์ การดำรงชีวิต และวิธีการแก้ปัญหา  การเลี้ยงดูเปรียบเสมือน การ ถ่ายสําเนาพฤติกรรมอารมณ์ เพราะเด็กมักซึมซับสิ่งที่เห็นจากพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูและปรับมาใช้กับตนเอง

 

นี่คือปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันดังนั้น พ่อแม่ควรรักลูกในแบบที่ลูกเป็น อย่าเปรียบเทียบกับใครนะคะ ครั้งหน้าเราจะมาพุดถึงเรื่องอะไร รอติดตามนะคะ